ดรามา “ประกันสังคม” เป็นเรื่องร้อนแรงที่ถูกพูถึงอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มจากที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาพูดถึงเรื่องงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม รวมถึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ก่อนที่กระทรวงแรงงานผู้รับผิดชอบในเรื่องประกันสังคมจะออกมาชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ
อย่างไรก็ดี สังคมยังตั้งคำถามว่านอกเหนือจากนี้ยังมีอะไรซุกอยู่ใต้พรมอีกหรือไม่ และปัญหาเหล่านั้นควรได้รับการแก้ไขอย่างไรก่อนประกันสังคมจะล่มสลายลง
เจาะปัญหา "ประกันสังคม"
21 ก.พ. 68 นางสาวเกศนคร พจนวรพงษ์ โฆษกทีมประกันสังคมก้าวหน้า แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวกับ PPTV ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ระบุว่า หากพูดถึงเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลของประกันสังคม ในภาพใหญ่อาจมองว่าบอร์ดประกันสังคมมีอำนาจในการดูแลเกี่ยวกับสิทธิรักษาพยาบาล
แต่โครงสร้างของประกันสังคม ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม แบ่งออกเป็น 4 บอร์ด แบ่งเป็นฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายรัฐบาล ซึ่งบอร์ดประกันสังคมเป็นเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น และมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีก 3 บอร์ดไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ทว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้า ไม่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาล เช่น หากต้องการผลักดันสิทธิรักษาพยาบาล รับยาฟรีใกล้บ้าน จะต้องส่งต่อไปให้บอร์ดแพทย์พิจารณา และถ้าบอร์ดแพทย์ไม่ให้ผ่าน สิทธินั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้
นางสาวเกศนคร กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่คือ บอร์ดแพทย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรี สิ่งที่น่าสนใจคือ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเพิ่งได้เห็นโฉมหน้าของบอร์ดแพทย์หลังจากผ่านไปแล้ว 1 ปี เพราะที่ผ่านมาทราบเพียงว่าประธานเป็นใคร แต่คณะกรรมการอีก 15 จากทั้งหมด 16 คน ไม่เคยเห็น
ส่วนเรื่องของตำแหน่ง สัดส่วน นางสาวเกศนคร กล่าวว่า อาจยังไม่ใช่จุดสำคัญของประกันสังคม ปัญหาอยู่ตั้งแต่ตัวกฎหมาย ที่มีบอร์ดแพทย์แยกออกมาจากบอร์ดประกันสังคม ส่วนตัวคิดว่าการที่มีฝ่ายผู้ประกันตนเข้าไปอยู่ในบอร์ดแพทย์ด้วยอาจเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบ
แต่ในทางปฏิบัติแม้กระทั่งตัวบอร์ดประกันสังคมที่ดูเหมือนจะมาจากการเลือกตั้งนั้น ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยขนาดนั้น เพราะปกติแล้วฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนายจ้างจะรักกันดี เพราะฉะนั้นปัญหาอาจไม่ใช่สัดส่วนใครเท่าไหร่ แต่คือความจำเป็นในการแก้ในระดับโครงสร้างกฎหมายทั้งหมด เพื่อให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นอิสระมากที่สุด
เปิดช่องโหว่ใหญ่ "สิทธิทำฟัน" ประกันสังคม - เห็นด้วยแนวทางรวมกองทุน
นางสาวเกศนคร กล่าวว่า สิทธิด้านทันตกรรมหรือสิทธิการทำฟัน เป็นหนึ่งในนโยบายที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าผลักดันว่าจะเพิ่มเข้ามา แต่ทางปฏิบัติไม่ได้มีอำนาจในส่วนนั้น แต่ปัญหาหลักของการทำฟันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่คือไม่มีการกำหนดราคาทำฟัน เช่น หากการทำฟันเพิ่มเป็น 1,500 บาท ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าค่าขูดหินปูนจะไม่เพิ่มเป็น 1,500 บาทตาม
เพราะฉะนั้น ถ้าเพิ่มสิทธิรักษาฟันโดยไม่ทำกระบวนการอื่น ผลประโยชน์จะไม่ได้อยู่ที่ผู้ประกันตน แต่จะอยู่ที่คลินิก เพราะที่ผ่านมาค่าทำฟันนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแม้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังคงทำได้แค่ขูดหินปูนอยู่ดี และค่าขูดหินปูนนั้นก็ไม่อยู่นิ่ง
นางสาวเกศนคร เผยว่าทุกวันนี้ การรักษาพยาบาลประกันสังคมใช้งบประมาณประมาณ 7 หมื่นล้านบาทต่อปี ดูแลงบประมาณโดยบอร์ดแพทย์ แนวทางในการรวมกองทุนเป็นสิ่งที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเห็นด้วย ผู้ประกันตนบางส่วนอาจมองว่าข้อดีของการรักษาพยาบาลผ่านประกันสังคมคือ สามารถรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ ซึ่งให้ความรู้สึกว่าได้ยกระดับขึ้นมาจาก สปสช. เล็กน้อย
ทว่าหากรวมกองทุน นอกจากเราจะสามารถนำเงิน 7 หมื่นล้านแบ่งไปไว้กองอื่นแล้ว ยังสามารถทำสิทธิรักษาพยาบาล Top-up ขึ้นมาได้ โดยมี สปสช. เป็นฐาน
นางสาวเกศนคร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การรวมกองทุนอยู่ในระดับการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งอำนาจของบอร์ดประกันสังคมไม่ได้อยู่ในจุดนั้น จึงพยายามผลักดันผ่านการใช้พื้นที่บอร์ดประกันสังคมศึกษาในเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนเรื่องการผลักดันงบประมาณพอหรือไม่พอนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะการอ้างเรื่องงบประมาณจะเป็นคำอ้างโดยผู้มีอำนาจ ซึ่งเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเป้าหมายตรงนั้นจึงกล่าวว่างบประมาณไม่เพียงพอ แต่เราก็เห็นกันมาตลอดว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นมีปัญหาอยู่แล้ว ส่วนตัวจึงมองว่าการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่มีความเป็นไปได้อยู่ เพราะทุกอย่างนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ถืออำนาจ และผู้ถืออำนาจนั้นจะมีทิศทางแบบไหน แม้จะยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ชำแหละ "Web App" โครงการน่าตั้งข้อสังเกตพิรุธทุจริต
นางสาวเกศนคร กล่าวว่า งาน Hackathon ที่เพิ่งจัดไปเป็นการกางงบประมาณของประกันสังคมออกมาสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทาง กมธ. ได้รับมาจากสำนักงานประกันสังคม ยอดทั้งหมดที่ประกันสังคมสามารถใช้ได้ต่อปีคือ 10% ของเงินสมทบที่เข้ามา ซึ่งรัฐมนตรีและปลัดอ้างว่าใช้ไปแค่ 3% เท่านั้น
ทว่า 10% เท่ากับมูลค่าประมาณ 2 หมื่น 5 พันล้านบาท เพราะฉะนั้น 3% เท่ากับ 6 พันล้าน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก หรืออาจเยอะกว่างบประมาณของบางกระทรวงด้วยซ้ำไป และเงิน 10% นี้ไม่เคยมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะเลยว่าบริหารจัดการอย่างไร เนื่องจากเป็นเงินนอกงบประมาณ ไม่ต้องประกาศผ่านสภา เหมือนเป็นเดนสนธยา
นางสาวเกศนคร กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการ Web App หรือโครงการ 850 ล้าน เป็นระบบหลังบ้านของประกันสังคมตัวใหม่เพื่อทำให้ระบบลื่นไหล เบิกจ่ายรวดเร็วมากขึ้น แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตมากมาย
อย่างแรกคือการประกวดราคา โดย 850 ล้านบาทเป็นราคากลางที่รัฐตั้งไว้ แต่คนที่มาประมูลราคานั้นประมูลต่ำลงมาเล็กน้อย ทั้งที่การประมูลโครงการรัฐที่ใหญ่ขนาดนี้ คนจะแข่งกันทำให้ราคาถูก เพื่อให้ชนะ แต่กลับมีผู้ประมูลแค่ 2 ราย และราคาที่ประมูลมานั้นแตกต่างกันเล็กน้อยกับราคากลางมาก ๆ รวมถึงปัจจุบันโครงการนี้ยังไม่เสร็จ หลังจากครบกำหนดสัญญาเดิมเมื่อปี 2566 ทว่ามีการยื่นหนังสือต่อเวลาโดยอ้างว่ามาจากสถานการณ์โควิด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสิ้นสุดไปแล้วเมื่อช่วงที่ทำสัญญา ทำให้น่าตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพิรุธการทุจริต
อีกประเด็นหนึ่งคือ ค่าปรับที่ยังไม่มีการส่งมอบหลังจากที่ผ่านไปแล้ว 193 วันหลังจากที่ขอละเว้น รวมเป็นเงินประมาณ 163 ล้านบาท ปรับวันละ 8 แสนบาท อีกทั้งทุกวันนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบการตรวจรับ แต่ตรวจรับมาได้เกือบปีแล้ว เมื่อ Web App ยังไม่เสร็จ ประชาชนก็ยังไม่สามารถใช้บริการได้ จนนำไปสู่ปัญหาถัดไปคือ ตัว Web App ที่คาดหวังว่าจะเป็นระบบพื้นฐานการทำงานของประกันสังคมไม่เสร็จสักที ทำให้การดำเนินการหน้างานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ช่วยลดภาระหน้างาน
อีกหนึ่งข้อสังเกตคือการจัดสรรงบประมาณสำหรับ Web App น่าตั้งข้อสังเกตเช่นกัน โดยงบไอทีใช้ที่ปีละประมาณ 20% ของทั้งหมด ขณะเดียวกันงบหน้างานของสำนักงานประกันสังคมสาขาต่าง ๆ กว่า 120 หน่วยทั่วประเทศ ได้รับการจัดสรรงบประมาณแค่ 13% ทั้งที่ไอที ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงบริการอื่น ๆ อย่างแอปฯ SSO+ ที่สแกนบัตรประชาชนไม่ติดสักที สแกนหน้าไม่ได้ จ่ายเงินผ่านแอปฯ ไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มภาระเจ้าหน้าที่
ชี้ปัญหาใหญ่ประกันสังคม บริหารไม่โปร่งใสเท่าที่ควร
นางสาวเกศนคร กล่าวว่า ปัญหาทั้งหมดจะเห็นอยู่ 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือการบริหารจัดการงบประมาณ และการที่ประกันสังคมอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ไม่เป็นองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติต่อให้มีฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เจ้ากระทรวงก็เป็นรัฐมนตรีเป็นปลัดเป็นประธานบอร์ด รวมถึงผู้ดำเนินงานทั้งหมดเป็นข้าราชการ และพนักงานประกันสังคม
ในทางปฏิบัติ ต่อให้มีการเลือกตั้งแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ภายใต้ระบบแบบนี้ทำให้การบริหารงานไม่มีความโปร่งใสเท่าที่ควร