14 พ.ค. 68 มีรายงานเผยว่า ในการหารือทวิภาคีที่สำคัญระหว่าง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ บอริส ปิสโตเรียส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ช่วงหนึ่ง นายภูมิธรรมได้สอบถามความคืบหน้าตามที่เคยสอบถามกระทรวงกลาโหมเยอรมนีว่าสามารถขายเครื่องยนต์สำหรับเรือดำน้ำที่ทางประเทศไทยได้จัดหาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่
ทาง รมว.กลาโหมสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตอบว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องมาจากการที่สหภาพยุโรป (EU) ได้มีข้อห้ามส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเยอรมนีในฐานะสมาชิก EU และ NATO ต้องปฏิบัติตาม
นายภูมิธรรม บอกว่า เข้าใจเหตุผลของเยอรมนี และที่สอบถามในวันนี้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน พร้อมย้ำว่าไทยยังคงต้องการเทคโนโลยีคุณภาพจากเยอรมนี และความร่วมมือระหว่างสองประเทศยังคงแน่นแฟ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความขอบคุณสำหรับการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
ทั้งนี้ กองทัพเรือไทยได้ทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำรุ่น Yuan class S26T จากจีน โดยกำหนดสเปกเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ MTU 396 มีกำหนดการต่อเรือให้แล้วเสร็จและส่งมอบในวันที่ 30 ธ.ค. 66
อย่างไรก็ตามในปี 2564 ทางจีนส่งหนังสือแจ้งว่าไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์แบบ MTU 396 มาติดตั้งในเรือดำน้ำตามสัญญาที่ทำไว้กับฝ่ายไทยได้ เนื่องจากสหภาพยุโรปปรับนโยบายแซงชันจีนมากขึ้น ทำให้เยอรมนีไม่สามารถขายเครื่องยนต์แบบ MTU 396 ให้จีนได้ ทางการจีนจึงได้เสนอให้ใช้เครื่อง CHD 620 แทน
ในสมัยที่ นายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม เดือน ก.ค. 2567 กองทัพเรือได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยขอเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ดีเซลขับเคลื่อนกำเนิดไฟฟ้า จากรุ่น MTU 396 เป็นเครื่องยนต์ CHD 620 ที่ผลิตโดยจีน และขยายระยะเวลาการส่งมอบเรือดำน้ำตามโครงการออกไปอีก 1,217 วัน ซึ่งนายสุทินก็เห็นด้วยและเตรียมนำเรื่องเข้าขออนุมัติจาก ครม.
อย่างไรก็ตาม เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีการตั้ง ครม. ใหม่ นายภูมิธรรมเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทนนายสุทิน ได้ขอทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง โดยจะพยายามติดต่อซื้อเครื่องยนต์จากเยอรมนีด้วยตัวเอง และได้ติดต่อผ่านเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยเมื่อปลายปี 2567 ไว้แล้ว ก่อนที่จะมาติดตามความคืบหน้าในการหารือรอบนี้