จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษ จากกรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (8) และ (5) หรือไม่
จุดตั้งต้นคดีฮั้ว สว.
โดยจุดตั้งต้นคดีดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก มีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย-ก.ค.2567 รวม 3 คำร้อง
ก่อนที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีข้อสั่งการท้ายหนังสือกองกิจการอำนวยความยุติธรรมที่ ยธ. … ลงวันที่ 14 ส.ค.2567 อนุมัติให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมดำเนินการสืบสวน กรณี การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่มีกระบวนการหรือพฤติการณ์ ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งมีพฤติการณ์อันอาจเป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา จากนั้นช่วงต้นเดือน ก.พ. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้ทำหนังสือถึง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอความเห็นการดำเนินคดีดังกล่าว ในขณะที่ สำนักงาน กกต.เองมีการตรวจสอบรวมทั้งไต่สวนคำร้องเกี่ยวกับการเลือก สว.ที่มีการยื่นเรื่องต่อ สำนักงาน กกต. มากกว่า 500 เรื่อง
กระทั่งวันที่ 10 ก.พ. 2568 กลุ่มสว.สำรอง และตัวแทนผู้สมัครรับเลือก สว. จำนวนกว่า 40 คน นำโดย พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้สอบสวนการได้มาซึ่ง สว. ปี 2567 เป็นคดีพิเศษ เพราะเชื่อว่าเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
บอร์ด กคพ. รับคดีพิเศษ
กระทั่งวันที่ 6 มี.ค. 2568 กรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธาน กคพ. และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธาน กคพ. ร่วมประชุมด้วย ก่อนที่ประชุมจะมีมติ รับพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. 2567 เป็นคดีพิเศษ เห็นชอบเป็นคดีพิเศษ 11 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง หลังพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน ตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีชื่อนายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ลงมติรับเรื่องดักงล่าวเป็นคดีพิเศษด้วย
หลังจากนั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เซ็นตั้งคณะพนักงานสอบสวน ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้งชุด 41 คน และมีชื่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน
สว.สู้กับร้องศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.
จากนั้นวันที่ 19 มี.ค.2568 ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรวม 92 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน กคพ. และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธาน กคพ. เนื่องจากเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่มีอำนาจในการสอบสวนกรณีดังกล่าว ดังนั้นการที่ กคพ.มีมติรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ จึงเป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแชงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา สว. นำทีมสมาชิกวุฒิสภา 81 คน นำรายชื่อ สว. 105 รายชื่อ เดินทางยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน
จากนั้นวันที่ 26 มี.ค.2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาในคดีที่ 92 สว. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กระทั่งในช่วงระหว่างวันที่ 7 พ.ค. ถึง 14 พ.ค.2568 ผู้ร้องมีการบื่นคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ รวม 3 รอบ
โดยในการรับคำร้องรอบแรกของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง(นายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย แต่ในครั้งนั้นศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงยังไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง หยุดปฏิบัติหน้าที่
กกต.-ดีเอสไอ จ่อแจ้งข้อกล่าวหา สว.ล๊อตแรก
จากนั้นวันที่ 7 พ.ค.2568 มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ของ กกต. ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่จาก กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีการทยอยเรียกแจ้งข้อกล่าวหาบรรดาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ล็อตแรกจำนวน 60 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็น สว.คนดัง ตามความผิดกฎหมายเลือกตั้ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
กระทั่งวันที่ 9 พ.ค.2568 เจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมเจ้าหน้าที่ กกต. กระจายกำลัง นำหมายเรียกเข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อเชิญตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 53 ราย ดำเนินการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 จุด และพื้นที่ต่างจังหวัด 47 จุด โดยเป็นการเชิญเข้าให้การชี้แจง ที่สำนักงาน กกต. ภายในวันที่ 19 พ.ค. นี้
ขณะที่การสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีรายงานว่าได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการสืบสวนสอบสวนเต็มรูปแบบ โดยได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเช่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์และใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงขุด พบหลักฐานเชิงประจักษ์ความเชื่อมโยงของเครือข่ายฮั้ว สว. ขณะเดียวกันก็มีการตรวจสอบเส้นเงินผู้มีเอี่ยวขบวนการฮั้ว สว. แล้วกว่า 1,200 คน
สั่ง “ทวี สอดส่อง” หยุดปฏิบัติหน้าที่
กระทั่งวันที่ 14 พ.ค.2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีมติว่า ตามคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง มีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรมเฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย