จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวที ป.ป.ส. ปาฐกถาเรื่องการจัดการปัญหายาเสพติด โดยมีช่วงหนึ่งระบุว่า จะต้องจัดการกับกลุ่ม ‘ว้าแดง’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังคงผลิตยาเสพติดอยู่แบบชัดเจน 100% ถ้าไม่หยุดผลิตถือว่าเป็นศัตรูของประเทศไทยนั้น ทำให้หลายคนหวนคิดถึงการประกาศนโยบายจัดการยาเสพติดที่นายทักษิณเคยประกาศเอาไว้เมื่อปี 2546 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ตั้งแต่มองว่าเป็นการใช้ความรุนแรง หรือคำถามที่ว่าการปรากฏตัวของนายทักษิณนั้นมีนัยยะทางการเมืองหรือไม่
พล.ท.พงศกร รอดชมพู อดีตรองสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมพูดคุยกับ PPTV ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ
‘ทักษิณ’ พูดยาเสพติดเหมือนหาเสียงล่วงหน้า พบ จนท. รัฐมีเอี่ยวต้องประหาร
พล.ท.พงศกร กล่าวว่า โดยพื้นฐาน ป.ป.ส. อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม ของนายทวี สอดส่อง เมื่อตนฟังจากที่นายทักษิณพูดแล้ว มองว่ารัฐบาลไม่น่าอยู่ครบ 4 ปี หากมองในมุมทางการเมืองเปรียบเสมือนการหาเสียงล่วงหน้า หลายอย่างบรรจบครบกันหมด
ในสมัยนั้นที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเมื่อปี 2546 มองว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่มีจุดอ่อนอยู่ที่คำว่า ‘ฆ่าตัดตอน’ เพราะเกิดจากการที่คนค้าตัดตอนจากสายของเขา แต่กลายเป็นว่านอกจากคนค้าแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐก็เข้าไปช่วยตัดตอนด้วย
ดังนั้น ต้องดูสิทธิมนุษยชน ความละเอียดในการดำเนินการ รวมถึงความโปร่งใสด้วย มิเช่นนั้นจะไม่สามารถดำเนินการได้
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย มองว่า ถ้ามองในแง่ดี ขณะนี้ปัญหายาเสพติดเยอะมาก และตั้งแต่ที่เป็นรัฐบาลมา ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมในการปราบปราม การที่เชิญนายทักษิณไป อาจจะถูกมองว่าสร้างภาพหรือไม่ หรืออาจจะมาให้คำแนะนำ หรือรัฐบาลอาจมองว่าปัญหายาเสพติดนั้นมีมหาศาลแล้ว และไม่ได้มีเพียงยาบ้าอย่างเดียว มีหลายประเภทมาก รวมถึงกัญชา
พล.ต.ต.วิชัย กล่าวต่อว่า รัฐบาลเอาไม่อยู่หรือไม่เอา? ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลเอาการจับจำนวนเม็ดมาวัด ไม่ใช่ว่าพอจับได้จำนวนเยอะถือว่าประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจว่าขณะนี้ไทยมีผู้ติดยาเสพติดประมาณ 3 ล้านคน เสพเดือนละเท่าไร ปีละเท่าไร
ดังนั้น เมื่อคนเสพมีเท่าไร ตัวยาก็ต้องมีจำนวนมากเท่านั้น ถ้าจะทำให้ตัวยาน้อยลง ก็ต้องทำให้คนเสพน้อยลง ตัวยาก็จะเข้ามาน้อยลงตาม เพราะฉะนั้นต้องบูรณาการกัน ไม่ใช่ตำรวจอย่างเดียว
พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า คนที่รู้ปัญหายาเสพติดดีที่สุดคือ ครอบครัว พ่อแม่ ที่ต้องเป็นด่านแรกในการดูแลลูก แต่พวกเขาไม่มีเวลาดูแลลูก เพราะต้องปากกัดตีนถีบ พอจากบ้านก็มาในโรงเรียน โรงเรียนก็เอาไม่อยู่ มีกรณีการชกครูด้วย ก็มาถึงสังคม ไปจนถึงเรื่องของกฎหมาย แต่ทว่าเห็นแต่เรื่องของการแก้ไขกฎหมาย
ยาเสพติดนั้นผลิตจากบ้านพี่เมืองน้องไทยทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ว้าแดง กัมพูชาก็ผลิต ลาวก็ผลิต เราก็รู้จุดที่จะต้องทำการซีล แต่ซีลไม่ได้ เพราะเมื่อยาเสพติดเข้ามา ก็เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ ที่มีตำรวจ นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน
พวกนี้ทำอะไรจริงจังบ้าง ดังนั้นต้องจริงจัง บูรณาการ พบเจ้าหน้าที่รัฐยักคิ้วหลิ่วตา ประหารชีวิตอย่างเดียว ต้องใช้ยาแรง ล้อมกรอบให้หมด อย่าฆ่าตัดตอนก็พอ
เสนอแผนปราบยาเสพติด คุยจีนตัดตอนว้าแดง ตั้งคุกยักษ์ตัดการสั่งการ
พล.ท.พงศกร กล่าวว่า หากพูดถึง ‘ว้าแดง’ มีไม่กี่ขั้นตอน คือ ต้องไปดูผู้เกี่ยวข้องในปฏิญญาเชียงราย ที่ตกลงว่าจะสู้เรื่องยาเสพติด จากนั้นขยายต่อนำปลายทางมาเป็นแพ็กใหญ่เพื่อสันติสุขของโลก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป เกาหลีใต้ ทำให้ใหญ่เข้าไว้จะได้มีคนมาลงขัน
จากนั้น ประกาศตั้งกองบัญชาการให้ดูแลทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาลาดตระเวนร่วมกัน พอมีจีนและอินเดียที่เป็นต้นทางของยาสารตั้งต้น ก็ให้ยกเลิกการส่งให้ไทย ไทยส่งกลับไปยังผู้ผลิต เป็นการตัดต้นทาง
พล.ท.พงศกร กล่าวต่อว่า ขั้นที่สอง คือ กระซิบจีนให้ไปบอกว้าแดงเพื่อไม่ให้เกิดเรื่อง ให้ว้าใต้ถอยกำลัง ซึ่งจีนเป็นฝ่ายพูดเองว่าจะเดินหน้าปราบอาชญากรรมข้มชาติ เพราะว้าใต้ส่งกำลังมาเพียงเล็กน้อย แต่มาตีขุนส่าและตั้งต้นผลิตเอง ดังนั้นให้กลับไปทางว้าเหนือจบ เพราะเป้าหมายเดียวคือผลิตยาเสพติดเพื่อนำเงินไปให้ว้าแดงซื้ออาวุธ
ขั้นที่สาม คือ ตกลงกับเมียนมาให้เรานำกำลังเข้าเมียนมาได้ เพราะปกติเมื่อเราจะนำกำลังเข้าไปอีกประเทศหนึ่ง ประเทศต้นทางจะต้องอนุญาต เมื่อร่วมกันเป็นกองบัญชาการใหญ่ ก็ให้นำกองกำลังร่วมไปลาดตระเวน ซึ่งส่วนตัวมองว่าพอว้าแดงรู้ว่าเราเอาจริง ก็ถอยแล้ว ไม่มีปัญหา เราต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจน ต้องแสดงท่าทีด้วยการคุยกับจีน
ขั้นที่สี่คือ จัดการในประเทศ คนค้ายาระดับกลางระดับใหญ่อยู่ในคุก เมื่อนำคนระดับธรรมดาเข้าไป ออกมาก็กลายเป็นเครือข่ายใหญ่สั่งการวุ่นวายหมด แนะนำให้รัฐบาลนำเงินแสนกว่าล้านไปสร้างคุกใหญ่ ๆ และนำกลุ่มนักโทษยาเสพติดเข้าไป ตัดการสื่อสาร ติดกล้องขึ้นทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด ก็จะสั่งการไม่ได้ พอสั่งการไม่ได้จะเกิดการขาดกลาง พอขาดกลางแล้วพวกนี้มักจะสารภาพ พอสารภาพแล้วค่อยขยายผลไปยังตัวใหญ่
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยในการคุยกับจีน เพราะจีนเป็นผู้ปราบปรามอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งยาเสพติดเป็นปัญหาระดับประเทศของไทย ไม่ใช่แค่เรากับว้าแดง แต่เป็นเรากับเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่มีการพูดคุยแสดงท่าทีกัน ทำให้ทั่วโลกไม่ไว้วางใจเรา ถ้าเราประกาศชัดปัญหานี้อาจลดลง
รวมถึงการสร้างคุกใหญ่ขึ้นมาตนก็เห็นด้วย เป็นคุกขังด้วยบำบัดด้วย จากนั้นให้เรียกนักโทษเหล่านี้มาสอบสวนขยายผล ก็จะสามารถสาวถึงตัวได้หมด ทั้งนักการเมือง ครูบาอาจารย์ คนมีสีไม่มีสี พ่อค้า บ้านใหญ่ เอาให้หมด ซึ่งคนที่ไปอยู่ในคุกมักให้การหมด เพราะเมื่อทำประโยชน์ให้กับการสอบสวน จะได้ลดโทษ
แนะ ‘ภูมิธรรม’ บางเรื่องคุยไม่ได้ ต้องดุหน่อย
พล.ท.พงศกร กล่าวว่า การประกาศสงครามกับยาเสพติดนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และระลึกถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่าให้ผิดพลาด แค่นี้ก็ไปได้แล้ว แต่ต้องทำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง มาบูรณาการกันให้หมด
พวกว้าไม่ได้มีแค่เรื่องยาเสพติด แต่มีการล้ำชายแดนกันด้วย ที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าเขาลูกเดียวกัน ทหารไทยเหลือฐานนิดเดียว แต่ฐานเขาเบ้อเร้อ แสดงว่าฝั่งนั้นเข้ามาในไทยเยอะ แบบนี้ต้องเล่นให้หมด และต้องทำท่าให้ดุหน่อย ประกาศเป็นศัตรู ในส่วนของผู้นำเรานั้นเรียบร้อยไปหน่อย
พล.ท.พงศกร กล่าวต่อว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นคนเรียบร้อย อะไรอะไรก็คุยกันได้ แต่บางเรื่องคุยกันไม่ได้ เช่นกรณีการยิงที่ช่องบกกับกัมพูชา ถ้าไม่ปล่อยให้เขาทดสอบเราหลาย ๆ รอบ จะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ไม่เกิดการปะทะ ต้องจับเลย เขาจะได้รู้และไม่เกิดการปะทะ
พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า นายทักษิณให้ความคิดเห็นหรือให้คำชี้แนะได้ เพราะเป็นคนมีประสบการณ์ แต่จะให้มาเป็นผู้นำเลยนั้นไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย คนที่ทำต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออาจเป็นตัวแทนไปพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ เพื่อขอความร่วมมือให้การปราบปรามยาเสพติด