ประเทศไทยกำลังเผชิญกับกระแสความปั่นป่วนทางการเมืองครั้งใหม่ หลังมีคลิปเสียงหลุดบทสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุนเซน เนื้อหาในคลิปถูกมองว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงและอธิปไตย กระตุ้นให้ฝ่ายการเมืองและสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของบทบาทผู้นำประเทศ แต่ซ้ำร้ายวิกฤตการเมืองไทยทวีความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่อพรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
ท่ามกลางแรงกดดันและความไม่พอใจต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ร่วมไปถึงท่าทีพรรคอื่นๆ ที่ทยอยเรียกประชุมพรรคการเมือง เพื่อหาจุดร่วมทางการเมือง นำไปสู่ทางออกของประเทศนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 รัฐบาลเดินหน้าต่อ อาจมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) การถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย จะปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ เสียงจากฝั่งรัฐบาลจะเหลือ 261 เสียง ส่วนฝ่ายค้านจะเหลือ 234 เสียง
ฉากทัศน์ที่ 2 “แพทองธาร” ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นำไปสู่การเลือกนายกรักรัฐมนตรีคนใหม่ โดยจะต้องเลือกจากบัญชีแคนดิเดตที่มีอยู่เดิมจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว โดยปัจจุบันมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 6 คน
กรณีนายกรัฐมนตรีประกาศลาออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 159 ได้กำหนดขั้นตอนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เอาไว้ชัดเจน โดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะต้องเสนอชื่อบุคคลจากบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคการเมืองเคยยื่นไว้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคที่เสนอชื่อได้ต้องมี สส.อย่างน้อย 25 คน หรือคิดเป็น 25% ของจำนวน สส.ทั้งหมด
การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จะต้องได้รับการรับรองจาก สส. อย่างน้อย 1 ใน 10 หรือ 50 คนขึ้นไป และการลงมติเห็นชอบจะต้องทำโดยเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม มีรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล , นายชัยเกษม นิติสิริ , พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา , นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค , พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ , นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ฉากทัศน์ที่ 3 หากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภา จะต้องจัดการเลือกตั้ง โดยกรอบระยะเวลาในการกำหนดวันเลือกตั้งต้อง ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาการยุบสภาฯ มีผลใช้บังคับ และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร