เป็นประเด็นร้อนทางการเมืองหลังจากที่ นายทอม เครือโสภณ นักธุรกิจดัง ที่เปิดเผยในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ว่า นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้โทรหาตนเพื่อนัดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดการตั้งข้อสันนิษฐานว่าพรรคประชาชนอาจตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นมาหรือไม่ และถึงแม้ว่านายอนุทินจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนเสนอตัว ก็ยังเกิดคำถามขึ้นมาว่าในอนาคตจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็ยังคงมั่นใจว่ายังสามารถประคับประคองรัฐบาลไปได้อยู่
พรรคประชาชนมีแนวโน้มโหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD36 ระบุว่า เมื่อมีการเสนอแนวทางที่เป็นทางออกของประเทศมาสู่เวทีสาธารณะ เป็นสิทธิโดยชอบและเป็นเรื่องพึงกระทำที่ส่วนต่าง ๆ จะได้แสดงความเห็นด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง
สิ่งที่เป็นประเด็นคือ ตนเห็น สส.เท้ง ไปสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 68 ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าแนวโน้ม 70-80% ของข้อเสนอพรรคประชาชนจะยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี
นายณัฐวุฒิ มองว่า ถ้าหากจะมีการยกมือสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาลโดยมีนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าพรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วม ก็ต้องยืนอยู่ในฝ่ายค้าน แม้จะโหวตให้ ส่วนพรรคเพื่อไทยเมื่อเกิดสภาพการเมืองแบบนี้ ตนว่าพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นฝ่ายค้าน
และเมื่อพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน แล้วรวมกันประมาณ 284 ที่นั่ง เท่ากับว่าจะเกิดรัฐบาลที่นายอนุทินเป็นนายกฯ 211 ที่นั่ง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดและพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมด ต้องไปยืนอยู่กับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เหลือแต่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
ข้อเสนอพรรคประชาชนฟังดูดี แต่ให้ปฏิบัติจริงเป็นไปไม่ได้
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป้าหมายข้อแรกในแถลงการณ์ของพรรคประชาชน คือ นอกจากผ่าทางตันแล้ว ต้องการสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ ตนมองว่าสูตรดังกล่าวที่นำเสนอนั้นไม่สามารถนำมาสู่รัฐบาลชุดนั้นได้ และเมื่อโจทย์ข้อแรกไม่ตอบ ข้อต่อ ๆ มาจึงไปต่อไม่ได้โดยปริยาย
แม้จะทำแค่ชั่วคราว หรือ 6 เดือน ก็สามารถมีอะไรเกิดขึ้นได้มากมายในบ้านเมือง เมื่อเสถียรภาพทางการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้ บอกไว้ว่าตั้งขึ้นมาแล้วหากเขาไม่ทำตามก็จะคว่ำเสีย เมื่อคว่ำเสียแล้วอย่างไรต่อ ในเมื่อสภายังอยู่
หรือหากบอกให้นายกรัฐมนตรีลาออกไป ก็จะเข้าสูตรเดิม คือ ยกมือให้ใครก็ได้ที่จะมารับเงื่อนไขใหม่อีกหรือเปล่า หรือหากบีบให้รัฐบาลชุดนั้นยุบสภา ก็จะกลับไปที่เดิมคือไม่มีเสถียรภาพอยู่ดี
นายณัฐวุฒิ มองว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่ฟังแล้วดูดีโดยเจตนาที่ต้องการผ่าทางตัน ฟังแล้วก็ดูดีโดยระบบว่าเสนอความเปลี่ยนแปลงในกรอบประชาธิปไตย แต่พอเอาเข้าไปถึงการปฏิบัติจริง ตนมองว่าเป็นไปไม่ได้
ทีนี้ เมื่อพรรคประชาชนก็อธิบายว่าไม่ได้สรุปว่าจะต้องเป็นนายอนุทิน ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ และรับเงื่อนไขนี้ ให้ไปดูแคนดิเดตทุกคนที่มี ทุกคนเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน มี 69 เสียง นายพีระพันธุ์ มี 36 เสียง พลเอกประวิตรก็ยังนับไม่ถูกว่ามีเสียงอยู่เท่าไร แล้วรัฐบาลจะอยู่อย่างไร เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่มี
หรือหากเป็นนายชัยเกษม ตนสันนิษฐานว่าพรรคร่วมรัฐบาลที่ปรากฏอยู่น่าจะเดินกันไปต่อ เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติเองก็เคยเสนอชื่อนายชัยเกษมเช่นกัน และหากพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันยังยืนอยู่กันครบ แล้วข้อเสนอที่พรรคประชาชนจะนำมาเสนอนั้น จะเอาพลังมาจากไหน ในเมื่อเสียงเกินครึ่งอยู่แล้ว และหากนำเงื่อนไขมากำหนดให้เขาทำตามนั้นก็ผิดความเป็นจริงทางการเมืองอีก
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชนเรื่องแก้รัฐธณรมนูญ มี สสร. มาทำ ส่วนนี้ไม่ติด แต่ตนตั้งคำถามในความเป็นไปได้ในข้อเท็จจริงเท่านั้น
เวลานี้ยังไม่ควรยุบสภา ตั้ง 2 ข้อสังเกตทำประชาธิปไตยไม่ได้ไปต่อ
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลแตก ไม่อยู่กับเพื่อไทย แล้วเสียงพรรคเพื่อไทยไม่พอ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากพรรคร่วมแตก ส่วนตัวมองว่าแตกออกไปอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งอาจกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาอีกในกลุ่มพรรคร่วมที่แตกออก พรรคประชาชนผลักข้อเสนอนี้ออกมาในเวลาที่เร็วเกินไปด้วยซ้ำ
ส่วนมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพมากพอประคับประคองหรือไม่นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากบอกว่าเสถียรภาพเต็มแบบรัฐบาลเลือกตั้งมาใหม่ ๆ คงไม่ขนาดนั้น แต่นี่คือการเมืองที่มีเสถียรภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน ตนเคยเสนอว่าสถานการณ์เช่นนี้อย่าไปเปลี่ยนแปลงอะไร ให้สภายังอยู่ ให้อำนาจบริหารยังอยู่ ให้กลไกที่มาจากการเลือกตั้งยังอยู่
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เรื่องของนายกรัฐมนตรีศาลยังไม่วินิจฉัย เรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว ศาลกำลังรอว่านายกฯ จะยื่นคำชี้แจงอย่างไร ตนก็ว่าควรเดินไปให้สุดทางคำวินิจฉัยเสียก่อน ไม่ว่าใครจะมองว่าหน้าไหนเป็นต่อเป็นรองก็ตาม
ส่วนเรื่องการยุบสภา เมื่อตนเคลื่อนไหว ปี 2553 ให้รัฐบาลยุบสภา เพราะสถานการณ์ตอนนั้นออกหน้าเดียว ไม่มีสถานการณ์แทรกซ้อนอื่น แพ้ชนะก็เป็นรัฐบาลกันตามนั้น
แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน ถ้าหากรัฐบาลยุบสภา อำนาจบริหารเหลือแค่รักษาการ อำนาจนิติบัญญัติกลับบ้าน ไม่มีสภา เราเจอสถาการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านที่มีอำนาจล้น เจอสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนให้ต้องคิด คือ 1) รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อยุบสภาไม่เคยไปต่อประชาธิปไตยได้เลย ยุบ 2 ครั้ง รัฐประหาร 2 ครั้ง 2) กลุ่มมวลชนในขณะนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
ดังนั้น ตนจึงเห็นว่า ณ วันนี้ ยุบสภาจึงไม่ใช่ทางออกของรัฐบาลเหมือนเมื่อปี 2553 เพราะมีสถานการณ์แทรกซ้อน การรักษากลไกที่มาจากประชาชนไว้ต่างหากที่สำคัญ หากรักษาไว้ได้ สภาก็ทำหน้าที่ได้