ป.ป.ช. ชู "Anti-SLAPP Law" กฎหมายป้องกันคนแจ้งโกงโดนฟ้องกลับ!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ป.ป.ช. ชูกฎหมาย "Anti-SLAPP Law" เครื่องมือป้องกันคนแจ้งทุจริตโดนดำเนินคดีกลับ หวังต่อยอดการปฏิรูปประเทศด้านคอร์รัปชัน

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แน่นอนว่าเป็นปัญหาที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนาน เสมือนมะเร็งร้ายที่ทำลายประเทศชาติ ซึ่งสารตั้งต้นสำคัญสำหรับการปราบปราม คือ ผู้ที่พบเห็นเบาะแส และนำมาแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม บนหน้าสื่อจะเห็นว่าคู่กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทัจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือนักการเมือง ใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปากพยานอยู่หลายต่อหลายครั้ง

คอนเทนต์แนะนำ
"ทักษิณ" ถึงกับอึ้ง! ชาวบ้านบุกถาม "เป็นเพื่อนฮุนเซน ทำไมให้ฆ่าคนไทย"

ป.ป.ช. ชู "Anti-SLAPP Law" กฎหมายป้องกันคนแจ้งโกงโดนฟ้องกลับ รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
ป.ป.ช. ชู "Anti-SLAPP Law" กฎหมายป้องกันคนแจ้งโกงโดนฟ้องกลับ

ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการผลักดันกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา คือ “กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก” หรือ Anti-SLAPP Law ซึ่งปัจจุบันมีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าก็มีคำถามตามมาว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเป็นเขี้ยวเล็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบคอร์รัปชันให้กับ ป.ป.ช. ได้มากน้อยขนาดไหน?

ก่อนจะมาเป็น “กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก”

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ย้อนกลับไปช่วงที่มีแผนปฏิรูปประเทศ และมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการทุจริต ได้มีการเล็งเห็นถึงการคุ้มครองพยาน ที่กฎหมายบ้านเรายังไปไม่ถึง คนที่ถูกกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะทางแพ่ง อาญา หรือถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองคนที่สุจริต ที่เข้ามาแจ้งข้อมูลเบาะแสหรือแสดงพยานหลักฐานการทุจริตต่าง ๆ

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทุจริตในขณะนั้น จึงมีแนวคิดว่าควรมีกฎหมายลักษณะนี้ ป.ป.ช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักจึงผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้น โดยในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. จะดูแลเรื่องทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า หากเป็นภาคเอกชนพิพาทกับภาคเอกชนกันเอง กฎหมายฉบับนี้อาจยังครอบคลุมไปไม่ถึง

ด้าน ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ถือเป็นคุณูปการสำหรับประเทศไทยมาก ในเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งบ่อยครั้งเราจะได้ยินเจ้าหน้าที่ระดับชาติ ระดับการเมืองท้องถิ่น ออกมาตอบโต้ว่าไม่ได้คอร์รัปชัน และมีการฟ้องกลับประชาชนคนที่มาเปิดโปงเขา เพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง

สิ่งนี้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชันเข้าไปอีก ทำให้ประชาชนไม่กล้าพูด ไม่กล้าเข้าไปร้องเรียน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เขามีความกล้ามากขึ้น

ขั้นตอนดำเนินการ - แนวทางช่วยเหลือผู้ถูกฟ้อง

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หากมีเรื่องส่งมายัง ป.ป.ช. และอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ถ้าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่มาร้องขอรับความคุ้มครองกระทำการโดยสุจริต ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายในทางมิชอบ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้แน่นอน โดยจะต้องเป็นผู้ให้ถ้อยคำ ผู้แจ้งข้อมูลเบาะแส หรือแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวน

ซึ่งหากมีการดำเนินการกับนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีการทุจริต แล้วเกิดเป็นคดีใหม่ขึ้นมา ป.ป.ช. มีหน้าที่นำกฎหมายฉบับนี้มาเพื่อตัดคดีใหม่ที่งอกขึ้นหา หากเป็นการให้การโดยสุจริต

ส่วนระยะเวลาดำเนินการ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายใช้คำว่าให้ ป.ป.ช. ดำเนินการโดยพลัน คือ ให้ทำทันที อาจมีการตรวจสอบว่าผู้ร้องเป็นใคร ส่งพยานหลักฐานมาแบบไหน ซึ่งก็จะมีกรอบระยะเวลาประมาณ 30 วัน

หลังจากนั้นเมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วว่าจะให้ความคุ้มครองบุคคลนี้ จะมีอีกขั้นหนึ่งคือ จะมีการเข้าไปคุ้มครอง และให้ความช่วยเหลือ เช่น หากถูกดำเนินคดีอาญา จะช่วยส่งข้อมูลหรือมติไปยังพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ไปจนถึงช่วยเหลือในการประกันตัว รวมถึงการช่วยเหลือคดีทางแพ่ง หรือถูกดำเนินการทางวินัยก็เช่นกัน

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ควรพัฒนาจุดไหน?

ดร.มานะ กล่าวว่า นับจากอดีตที่ผ่านมา เราเห็นว่าข้าราชการหรือนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก ยังเผลอไผลในอำนาจตนเอง ยึดติดกับอดีตเก่า ๆ ยังใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจของตนเอง ก็จะทำอะไรที่พยายามปิดบังข้อมูลอยู่ตลอด ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นมากมาย

พอประชาชนหรือคนในหน่วยงานจะพูดอะไรขึ้นมา ก็มีการไปข่มขู่ ใช้กฎหมายมาข่มเหงรังแก เพราะฉะนั้นการมีกฎหมายฉบับนี้ออกมา ถือเป็นเครื่องเตือนให้บุคคลเหล่านั้นรู้ว่า จากนี้ไปอย่าเผลอไผล อย่างหยิ่งผยองเหมือนที่ผ่านมา

ด้วยกฎหมายฉบับนี้ ประชาชนจะกล้าพูดมากขึ้น กล้าต่อสู้ กล้าเปิดโปงมากขึ้น เมื่อคุณโกง โอกาสที่จะโดนแฉ หรือจับติดคุกในวันข้างหน้า จะต้องมีมากอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนนั้นมีช่องทางมากมาย เห็นอะไรไม่ถูกต้องก็มีการถ่ายรูปเผยแพร่ลงบนสื่อโซเชียลมากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับสังคมรวมถึง ป.ป.ช. คำถามคือพวกเขาจะได้รับความคุ้มครองได้อย่างไรในเมื่อกระบวนการไม่ได้อยู่ในขั้นของ ป.ป.ช.

หรืออีกอย่างหนึ่งคือ ด้วยความคุ้นเคยของประชาชนในวันนี้ มีคนจำนวนมากไปร้องเรียนตำรวจ ป.ป.ป. ดีเอสไอ ศูนย์ดำรงธรรม และหน่วยงานอื่น ๆ แล้วไม่ได้รับการคุ้มครอง จะมีการคุ้มครองอย่างไรบ้าง หรือควรมีผลย้อนหลังอย่างไรบ้าง สิ่งนี้ยังคงเป็นที่สงสัยอยู่

ด้าน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หากผู้ร้องไปร้องเรียนที่อื่นที่ไม่อยู่ในร่มของ ป.ป.ช. ในอนาคตหน่วยงานที่ถือกฎหมายต่าง ๆ อยู่อาจต้องพัฒนากฎหมายไป ซึ่งในส่วนของคดีการฟ้องปิดปาก

ตนมองว่ามีช่องของการบังคับใช้อยู่ คือ อะไรที่ไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายก็ทำให้เข้าเงื่อนไขเสีย เช่น มีคดีที่ฟ้องร้องกันแล้วยังไม่เข้ามสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. ก็ทำให้เข้ามาสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. เสีย ป.ป.ช. จะได้เข้าไปคุ้มครองย้อนหลังได้

ความท้าทายที่อาจต้องเผชิญ

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การบังคับใช้ถือเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย สิ่งที่คุยกันในกรรมาธิการหรือในสภาก็ดี ป.ป.ช. ต้องสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างคนที่ถูกกล่าวหา เป็นโจทย์ฟ้องในคดีต่าง ๆ กับคนที่จะมาขอรับความคุ้มครองในคดี SLAPP เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เพื่อให้ช่วยไม่ผิดคน มิเช่นนั้นจะมีการนำกฎหมายนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง

ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ต้องดูให้ดีที่สุด และมีกระบวนการกลั่นกรองว่าเขาจะต้องได้รับความคุ้มครองจริง ๆ จากการมาให้ถ้อยคำในการแจ้งข้อมูลเบาะแสในเรื่องต่าง ๆ ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีกระบวนการยกเลิก เพิกถอนสิ่งที่ให้ความคุ้มครอง

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าเราคุ้มครองคนโดยผิดพลาดไป จะต้องมีมาตรการเพิกถอน และหากมีความเสียหาย ป.ป.ช. อาจต้องไปไล่บี้เอา ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของกฎนี้คือ ต้องการขจัดปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพยานและประชาชนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่สร้างการมีส่วนร่วมเพียงอย่างเดียว

ด้าน ดร.มานะ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการพูดกันตั้งแต่ปี 2556-2557 ก่อนที่วันนี้จะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าวันนี้จะมีข้อจำกัดอยู่มาก คือ ต้องเป็นเฉพาะเรื่องคอร์รัปชันเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ต้องรับเรื่องแล้วเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มต้นวันนี้แล้ว เชื่อว่าจะมีการพัฒนากฎหมายตัวนี้ต่อไป

รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลสิทธิประชาชน ผลประโยชน์ประเทศชาติ ก็จะต้องนำแนวทางนี้ไปปรับใช้กับกฎหมาย กับบทบาทของตัวเองต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้บริโภค ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ