ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แน่นอนว่าเป็นปัญหาที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนาน เสมือนมะเร็งร้ายที่ทำลายประเทศชาติ ซึ่งสารตั้งต้นสำคัญสำหรับการปราบปราม คือ ผู้ที่พบเห็นเบาะแส และนำมาแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม บนหน้าสื่อจะเห็นว่าคู่กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทัจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือนักการเมือง ใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปากพยานอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการผลักดันกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา คือ “กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก” หรือ Anti-SLAPP Law ซึ่งปัจจุบันมีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าก็มีคำถามตามมาว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเป็นเขี้ยวเล็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบคอร์รัปชันให้กับ ป.ป.ช. ได้มากน้อยขนาดไหน?
ก่อนจะมาเป็น “กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก”
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ย้อนกลับไปช่วงที่มีแผนปฏิรูปประเทศ และมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการทุจริต ได้มีการเล็งเห็นถึงการคุ้มครองพยาน ที่กฎหมายบ้านเรายังไปไม่ถึง คนที่ถูกกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะทางแพ่ง อาญา หรือถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองคนที่สุจริต ที่เข้ามาแจ้งข้อมูลเบาะแสหรือแสดงพยานหลักฐานการทุจริตต่าง ๆ
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทุจริตในขณะนั้น จึงมีแนวคิดว่าควรมีกฎหมายลักษณะนี้ ป.ป.ช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักจึงผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้น โดยในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. จะดูแลเรื่องทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า หากเป็นภาคเอกชนพิพาทกับภาคเอกชนกันเอง กฎหมายฉบับนี้อาจยังครอบคลุมไปไม่ถึง
ด้าน ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ถือเป็นคุณูปการสำหรับประเทศไทยมาก ในเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งบ่อยครั้งเราจะได้ยินเจ้าหน้าที่ระดับชาติ ระดับการเมืองท้องถิ่น ออกมาตอบโต้ว่าไม่ได้คอร์รัปชัน และมีการฟ้องกลับประชาชนคนที่มาเปิดโปงเขา เพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง
สิ่งนี้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาคอร์รัปชันเข้าไปอีก ทำให้ประชาชนไม่กล้าพูด ไม่กล้าเข้าไปร้องเรียน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เขามีความกล้ามากขึ้น
ขั้นตอนดำเนินการ - แนวทางช่วยเหลือผู้ถูกฟ้อง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หากมีเรื่องส่งมายัง ป.ป.ช. และอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ถ้าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่มาร้องขอรับความคุ้มครองกระทำการโดยสุจริต ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายในทางมิชอบ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้แน่นอน โดยจะต้องเป็นผู้ให้ถ้อยคำ ผู้แจ้งข้อมูลเบาะแส หรือแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวน
ซึ่งหากมีการดำเนินการกับนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีการทุจริต แล้วเกิดเป็นคดีใหม่ขึ้นมา ป.ป.ช. มีหน้าที่นำกฎหมายฉบับนี้มาเพื่อตัดคดีใหม่ที่งอกขึ้นหา หากเป็นการให้การโดยสุจริต
ส่วนระยะเวลาดำเนินการ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายใช้คำว่าให้ ป.ป.ช. ดำเนินการโดยพลัน คือ ให้ทำทันที อาจมีการตรวจสอบว่าผู้ร้องเป็นใคร ส่งพยานหลักฐานมาแบบไหน ซึ่งก็จะมีกรอบระยะเวลาประมาณ 30 วัน
หลังจากนั้นเมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วว่าจะให้ความคุ้มครองบุคคลนี้ จะมีอีกขั้นหนึ่งคือ จะมีการเข้าไปคุ้มครอง และให้ความช่วยเหลือ เช่น หากถูกดำเนินคดีอาญา จะช่วยส่งข้อมูลหรือมติไปยังพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ไปจนถึงช่วยเหลือในการประกันตัว รวมถึงการช่วยเหลือคดีทางแพ่ง หรือถูกดำเนินการทางวินัยก็เช่นกัน
กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ควรพัฒนาจุดไหน?
ดร.มานะ กล่าวว่า นับจากอดีตที่ผ่านมา เราเห็นว่าข้าราชการหรือนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก ยังเผลอไผลในอำนาจตนเอง ยึดติดกับอดีตเก่า ๆ ยังใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจของตนเอง ก็จะทำอะไรที่พยายามปิดบังข้อมูลอยู่ตลอด ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นมากมาย
พอประชาชนหรือคนในหน่วยงานจะพูดอะไรขึ้นมา ก็มีการไปข่มขู่ ใช้กฎหมายมาข่มเหงรังแก เพราะฉะนั้นการมีกฎหมายฉบับนี้ออกมา ถือเป็นเครื่องเตือนให้บุคคลเหล่านั้นรู้ว่า จากนี้ไปอย่าเผลอไผล อย่างหยิ่งผยองเหมือนที่ผ่านมา
ด้วยกฎหมายฉบับนี้ ประชาชนจะกล้าพูดมากขึ้น กล้าต่อสู้ กล้าเปิดโปงมากขึ้น เมื่อคุณโกง โอกาสที่จะโดนแฉ หรือจับติดคุกในวันข้างหน้า จะต้องมีมากอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนนั้นมีช่องทางมากมาย เห็นอะไรไม่ถูกต้องก็มีการถ่ายรูปเผยแพร่ลงบนสื่อโซเชียลมากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับสังคมรวมถึง ป.ป.ช. คำถามคือพวกเขาจะได้รับความคุ้มครองได้อย่างไรในเมื่อกระบวนการไม่ได้อยู่ในขั้นของ ป.ป.ช.
หรืออีกอย่างหนึ่งคือ ด้วยความคุ้นเคยของประชาชนในวันนี้ มีคนจำนวนมากไปร้องเรียนตำรวจ ป.ป.ป. ดีเอสไอ ศูนย์ดำรงธรรม และหน่วยงานอื่น ๆ แล้วไม่ได้รับการคุ้มครอง จะมีการคุ้มครองอย่างไรบ้าง หรือควรมีผลย้อนหลังอย่างไรบ้าง สิ่งนี้ยังคงเป็นที่สงสัยอยู่
ด้าน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หากผู้ร้องไปร้องเรียนที่อื่นที่ไม่อยู่ในร่มของ ป.ป.ช. ในอนาคตหน่วยงานที่ถือกฎหมายต่าง ๆ อยู่อาจต้องพัฒนากฎหมายไป ซึ่งในส่วนของคดีการฟ้องปิดปาก
ตนมองว่ามีช่องของการบังคับใช้อยู่ คือ อะไรที่ไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายก็ทำให้เข้าเงื่อนไขเสีย เช่น มีคดีที่ฟ้องร้องกันแล้วยังไม่เข้ามสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. ก็ทำให้เข้ามาสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. เสีย ป.ป.ช. จะได้เข้าไปคุ้มครองย้อนหลังได้
ความท้าทายที่อาจต้องเผชิญ
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การบังคับใช้ถือเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย สิ่งที่คุยกันในกรรมาธิการหรือในสภาก็ดี ป.ป.ช. ต้องสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างคนที่ถูกกล่าวหา เป็นโจทย์ฟ้องในคดีต่าง ๆ กับคนที่จะมาขอรับความคุ้มครองในคดี SLAPP เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เพื่อให้ช่วยไม่ผิดคน มิเช่นนั้นจะมีการนำกฎหมายนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง
ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ต้องดูให้ดีที่สุด และมีกระบวนการกลั่นกรองว่าเขาจะต้องได้รับความคุ้มครองจริง ๆ จากการมาให้ถ้อยคำในการแจ้งข้อมูลเบาะแสในเรื่องต่าง ๆ ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีกระบวนการยกเลิก เพิกถอนสิ่งที่ให้ความคุ้มครอง
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าเราคุ้มครองคนโดยผิดพลาดไป จะต้องมีมาตรการเพิกถอน และหากมีความเสียหาย ป.ป.ช. อาจต้องไปไล่บี้เอา ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของกฎนี้คือ ต้องการขจัดปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพยานและประชาชนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่สร้างการมีส่วนร่วมเพียงอย่างเดียว
ด้าน ดร.มานะ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการพูดกันตั้งแต่ปี 2556-2557 ก่อนที่วันนี้จะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าวันนี้จะมีข้อจำกัดอยู่มาก คือ ต้องเป็นเฉพาะเรื่องคอร์รัปชันเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ต้องรับเรื่องแล้วเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มต้นวันนี้แล้ว เชื่อว่าจะมีการพัฒนากฎหมายตัวนี้ต่อไป
รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลสิทธิประชาชน ผลประโยชน์ประเทศชาติ ก็จะต้องนำแนวทางนี้ไปปรับใช้กับกฎหมาย กับบทบาทของตัวเองต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้บริโภค ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน