วันที่ 4 ก.ย.2568 นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เดินทางมาที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทวงถามกรณีที่เคยยื่นร้องเรียน
โดยทนายอั๋น ระบุว่า วันนี้มี 2 เรื่อง เรื่องแรกมาติดตามคดีที่ได้ยื่น ป.ป.ช. ไว้เมื่อปีที่แล้ว ให้ตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ ในกรณีมีที่ดินครอบครองทำประโยชน์ที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ หรือไม่อย่างไร
โดยมีทะเบียนบ้านเข้าอยู่อาศัยและได้รับผลประโยชน์หรือไม่อย่างไร และอาศัยสิทธิ์อะไรในการอยู่ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งตอนนี้เวลาผ่านไป 1 ปีกว่าแล้ว แต่ยังไม่ได้รับความคืบหน้า และเรื่องนี้ทำให้นายอนุทินฟ้องตนที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ว่าหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตนจึงเตรียมตัวสู้คดี แต่วันจะไต่สวน นายอนุทินให้ทนายความถอนฟ้อง โดยไม่ทันได้เจอกัน
ส่วนอีกเรื่อง คือนายอนุทินและนายไชยชนก ถูกคณะอนุไต่สวน 26 ของ กกต. ดีเอสไอ และพนักงานอัยการ แจ้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดฐานร่วมกันฮั้วสว. หรือไม่อย่างไร จึงเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปอีก
โดยเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดสินให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายก โดยให้เหตุผลว่าแม้ไม่ได้เกิดความเสียหายในเชิงประจักษ์ แต่ทำให้เสียขวัญกำลังใจของทหารและพี่น้องประชาชนในยามศึกสงคราม แบบนี้ไร้มาตรฐานไม่สามารถนั่งตำแหน่งนายกฯได้ จึงทำให้อยากดูมาตรฐานจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งไว้ให้คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นอย่างไร และนายอนุทินที่จ่อจะเป็นนายก สามารถเป็นได้หรือไม่
ซึ่งวันพรุ่งนี้ ตนก็จะไปยื่นอีกหนึ่งฉบับที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัย ทั้งนี้ยอมรับว่าท้อใจที่เห็นอดีตเพื่อนส้ม เลือกแบบนี้ และยังตั้งข้อสังเกตว่า "น้ำเงินกับส้มอาจจะกินสุกดิบ กินลาบก้อยกันมานานพอสมควร อย่างน้อยก็สองเดือนหรือไม่" แต่ทั้งนี้ในวันนี้ตนก็ยังทำส้มไม่ลงเนื่องจากเป็นเพื่อน แต่วันหน้าไม่แน่
ส่วนจะกังวลหรือไม่กับเรื่องคดีหากนายอนุทิน ขึ้นเป็นนายกฯ ทนายอั๋น ตอบว่า ก่อนทำข้อตกลงของสองพรรค นายศุภชัย ใจสมุทร ได้พูดทำนองเตือนดีเอสไอว่า อย่าไปทำอะไรรับใช้นักการเมือง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะสื่อทำนองว่าตัวเองจะไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ อีกทั้งคดีเขากระโดงที่ดีเอสไอกำลังจะรับเป็นคดีพิเศษภายในสัปดาห์นี้ เมื่อวานการรถไฟจะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอเพื่อให้เข้าองค์ประกอบ แต่การรถไฟไม่ไป ส่วนเรื่องคดีฮั้วสว. ก็คงจะเนิ่นนาน ขนาดยังไม่นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แค่นี้ก็ไปกันใหญ่แล้ว