ศึกเดือดกลางสภา! "อนุทิน" ฉะ "จิราพร" อย่าอ่านไม่แตกแล้วตีความมั่ว

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เดือด “นายกฯอนุทิน” ฉะ “จิราพร ” อย่าอ่านหนังสือไม่ได้ศัพท์ แล้วสรุป นึกว่าตัวเองเก๋า หลังท้า แถลง MOA และวิพากษ์ว่าเป็นรัฐบาลพิสดาร

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วาระเรื่องด่วน 1 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ เป็นประธานในการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลุกขึ้นชี้แจง นางสาว จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทยลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนขอถือโอกาสนี้ชี้แจงสิ่งที่ผู้อภิปรายกล่าวพาดพิงถึง   

 

 

พรรคภูมิใจไทย ทีวีรัฐสภา
เดือด “นายกฯอนุทิน” ฉะ “จิราพร ” อย่าอ่านหนังสือไม่ได้ศัพท์ แล้วสรุป นึกว่าตัวเองเก๋า
 

และตนขอขอบคุณ นางสาวจิราพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่เราเคยอยู่ในรัฐบาลเดียวกันมาก่อน  และต้นขอชี้แจงทีละข้อเพราะตนคิดว่าท่านพยายามที่จะใช้วาทกรรม ซึ่งจริงๆแล้วตนเคยชื่นชมนางสาวจิราพร มาโดยตลอด ว่าเวลาท่านชี้แจงต่อรัฐสภาหรืออภิปรายเวลาพูดความจริงท่านดูนะน่าเชื่อถือมากแต่เวลาพูดความเท็จมันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านขาดความมั่นใจท่านเริ่มมาด้วยคำว่า

“พยายามจะทำให้เห็นว่าตัวของผมกับผู้นำกัมพูชาน่าจะรู้อะไรกันเพราะผู้นำกัมพูชาเคยกล่าวไว้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลใน3เดือน จริงๆผมไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาเลย ในทางส่วนตัวสักคนเดียว ผมเพิ่งเคยพบกับท่านสมเด็จเตโชฮุนเซน ครั้งแรกยังเป็นทางการก็เพราะว่าผมได้ติดตามนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง และผมก็ได้ปฎิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีเป็นองค์ประกอบของคณะท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ความสัมพันธ์ใดๆที่เป็นส่วนตัว ”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่าส่วนที่ นางสาวจิราพร ระบุว่าคงมีการตกลงอะไรกันมาก่อนเบื้องหลังหรือไม่ตนขอยืนยันว่าไม่มี เต็มที่ที่ตนมีในกัมพูขา คือเพื่อนที่นั่นไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจอะไรในรัฐบาลนั้น "ไม่มีลุง ไม่มีอังเคิล มีแต่เฟรนด์ มีแต่เพื่อน" และไม่เคยพูดถึงเรื่องของการบริหารแผ่นดินหรือข้อเสนอแนะอะไรที่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว   

นอกจากนี้นายอนุทินนับว่าตนรู้สึกตกใจเล็กน้อยว่าเมื่อตนกลับมาแล้วจากการติดตาม น.ส.แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี  เพื่อนๆของตนที่รู้จักโทรมาบอกตนว่ารู้หรือไม่ว่าที่เขาไม่ให้ตนเข้าที่ประชุมหลายที่นั้น เพราะเขาไปแจ้งผู้นำเขาว่า ไม่ต้องไปคุยอะไรตนมาก เพราะเขาจะปลดตนออกจากมท.1 แล้ว ซึ่งนี่คือข้อมูลที่ตนรับทราบมา แต่ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตนมองว่าข้อมูลที่ตนจะเชื่อมากที่สุดต้องเป็นข้อมูลที่ตนต้องได้รับแจ้งจากนายกรัฐมนตรีของตนเท่านั้น แต่ในที่สุดวันหนึ่งตนก็ได้รับการแจ้ง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568ว่า พรรคเพื่อไทยต้องการกระทรวงมหาดไทยคืน และขอให้ตนย้ายไปกระทรวงสาธารณสุขซึ่งตนก็กราบเรียนกลับไปว่าถ้าเป็นแบบนี้มันก็เปรียบเสมือนเป็นข้อเสนอที่ท่านต้องการให้ตนปฏิเสธและขอให้พูดตรงๆว่าให้ตนออกจากรัฐบาลเลยดีกว่า   

แต่อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านรักษามารยาทมากท่านบอกว่าไม่ใช่  แต่ไม่ให้อยู่กระทรวงมหาดไทยต้องไปอยู่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตนก็ถามกลับไปว่าแล้วทำไมถึงต้องให้ตนกลับไปอยู่กระทรวง สาธารณสุข เพราะตนเป็นรัฐมนตรีคนเดียวในรัฐบาลของน.ส .แพทองธาร ยืนอยู่เคียงข้างนายกรัฐมนตรีในทุกขณะไม่ว่าจะเป็นวันดีหรือวันร้ายของท่านปกป้องให้ข้อเท็จจริงเมื่อนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบดีแต่ท่านตอบว่า “ใกล้เลือกตั้งแล้ว เพื่อไทยต้องได้มหาดไทย” ตนจึงถามต่อไปว่าอะไรที่ทำให้ท่านเชื่อว่าการที่ได้กำกับกระทรวงมหาดไทยไปแล้วท่านจะชนะการเลือกตั้ง เพราะพ่อของตนเคยเป็นนักดนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นถึง2ปีกว่า แต่พอเลือกตั้งก็แพ้พรรคเพื่อไทยราบคาบในปี 2554 ทำไมท่านถึงคิดเช่นนี้แต่ปรากฏว่าไม่มีคำตอบ เพราะคำตอบก็คือก็จะเอากระทรวงมหาดไทยคืนแต่ตนเชื่อว่า น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรีท่านไม่ได้พูดจากความต้องการในใจของท่านเอง  ต้องมีคนบอกให้ท่านพูด เพราะในที่สุดเลขาธิการของนายกรัฐมนตรีก็มายืนยันกับตนว่า“ไพ่ใบสุดท้าย” และตนหวังว่า คนที่พูดคำนี้กับตน จะจำได้ว่าพูดกับตนที่ไหนว่า “ไพ่ใบสุดท้ายคุณไปอยู่กระทรวงสาธารณสุข” 

จากนั้นนางสาวจิราพร  ลุกขึ้นประท้วง นายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรี "กำลังเล่า ซีนดรามากับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ซึ่งไม่ได้มีโอกาสเข้ามาชี้แจงและยืนยันว่าข้อมูลของท่านเป็นข้อมูลที่จริงหรือไม่จึงขอให้ประธานสภาวินิจฉัย" 

โดยระหว่างที่นางสาวจิราพร  กำลังลุกขึ้นประท้วงอยู่นั้นนายอนุทิน ก็ได้ตอบโต้กลับโดยทันทีว่า “ผมไม่ได้เล่า ซีนดรามา ผมเล่าความจริง ท่านต่างหากท่านอย่าบอกว่าดรามาเพราะท่านได้อยู่ตรงนั้น ผมอยู่ตรงนั้น เรามายืนยันตรงนี้เลยก็ได้ท่านไม่ได้อยู่ตรงนั้นจะมาบอกว่าดรามาได้อย่างไร ท่านไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนั้นเลย” 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ก็ได้ลุกขึ้นกล่าวต่อว่า เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมหาต้นถึงกระทรวงมหาดไทยและบอกว่าต้องเป็นเช่นนี้ เป็นไพ่ใบสุดท้าย ซึ่งวันนั้นก็คือวันที่ตนได้ฝากเลขาท่านนายกรัฐมนตรีกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าพรรคภูมิใจไทยขอถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ช่างบังเอิญเหมาะเจาะ ที่มีคลิปเสียงอังเคิลออกมาพอดี ก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจถอนตัวของเรานั้นทำให้เราเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องถอนตัวแล้วไม่ใช่เฉพาะถอนตัวเฉพาะเค้าเชิญออกจากรัฐบาลเพราะกระทรวงมหาดไทยแต่เมื่อมีเรื่องของคลิปเสียงแล้วมันเป็นเรื่องของบ้านเมืองและเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดความเสียหายและรัฐบาล ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ผ่านประเทศอยู่จึงเป็นสาเหตุในการถอนตัวของเราและไม่มีเหตุอื่นๆ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า โดยเมื่อเราถอนตัวออกจากรัฐบาลแล้วหากมีเหตุถามอะไรที่พิสดารหรือไม่ ตนยืนยันว่าไม่มี เพราะจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ตนก็ได้มารายงานตัวกับผู้นำฝ่ายค้าน และตนแรกเข้ามาบอกกับผู้นำฝ่ายค้านว่าตนขอเข้ามาทำงานกับพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคประชาชน และไม่มีอะไรอย่างอื่นเลยเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ได้มีการพูดคุยกันไปและเห็นว่ารัฐบาลชุดนั้น ที่บริหารอยู่น่าจะไม่ไหวประชาชนขาดความเชื่อมั่นเกียรติภูมิและอธิปไตยของประเทศได้รับความเสียหาย และให้ท่านยุบสภาดีกว่าด้วยวิธีใดก็ตามซึ่งปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานก็มี คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ซึ่งพวกเราก็เชื่อว่าจะไม่มีคนยุบสภาเราก็ได้มีการหารือกับพรรคประชาชนว่า จะทำอย่างไรให้มีการยุบสภา เพราะพรรคประชาชนเองก็ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราก็หาวิธีการในการสื่ออำนาจให้กับประชาชน จึงเป็นที่มาของ MOA และเราก็ไม่ได้เข้าไปแอบเซ็นในห้องผู้นำฝ่ายค้าน แล้วพรรคภูมิใจไทยมองว่าเงื่อนไขในMOA มีทางออกและทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ตามเงื่อนไขรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำตามภารกิจที่ นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน บอกให้ยุบสภาภายใน4เดือน และเสนอการจัดทำรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดในMOA และพรรคภูมิใจไทยต้องไม่มีวิธีการใดๆที่ทำให้เกิดเสียงข้างมากทางนี้ MOA เป็นข้อผูกพันระหว่าง พรรคภูมิใจไทยพรรคประชาชนไม่ได้ผูกพันทั้งรัฐบาล 

และเมื่อพรรคภูมิใจไทยมาเป็นแกนนำรัฐบาลภาคภูมิใจไทย จะรักษาสัญญาและการรักษาสัญญาของเรา เมื่อพูดแล้วว่าวันที่ 1 ตุลาตุลาคม 2568 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 เราจะยุบสภาและ พรรคภูมิใจไทยก็จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคำถามคือไม่ตรงกับ MOA ตรงไหนพรรคภูมิใจไทยได้สส.เพิ่มหรือไม่ จากการไปดึงหรือดูด สส.พวกท่าน มีแต่พรรคภูมิใจไทยที่ถูกดูดตามที่เห็นกันอยู่แต่โชคดีที่เขาปรับตัวทันเขา ไม่ไปเขากลับมาดีกว่า การที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยตอนนี้มีสส.เพิ่มขึ้นนั้น ตนยืนยันว่าถูกต้องเพราะมีเพิ่มขึ้นเมื่อวานในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่มาจากการเลือกตั้งถูกต้องไม่ได้ดูดใครมา ทำให้ประชาชนได้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยทำสิ่งที่ถูกต้องและโดนใจประชาชนและให้เกียรติประชาชน  และ MOA นั้น บังคับรัฐบาลในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้แต่กำหนดให้รัฐบาลนี้ดำเนินการในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำการยุบสภาซึ่งเป็นเรื่องหลักในMOA ซึ่งเป็นการผูกพันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ตัวของตนนั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอำนาจการยุบสภาไม่ได้อยู่ที่คนอื่น อำนาจในการยุบสภาอยู่ที่ตนในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเพราะฉะนั้นต้องทำตามข้อตกลงที่ตนมีไว้อยู่แล้วเพราะเป็นข้อตกลงที่เปิดเผยประชาชนรับรู้รับทราบทั้งหมดเพราะฉะนั้น ขอให้ท่านอ่าน MOA ให้เข้าใจบริบททั้งหมดว่าไม่ได้มีเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังและพิสดารใดๆ รัฐบาลนี้ถูกจัดตั้งด้วยระบอบประชาธิปไตยตนได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกผู้แทนราษฎร 313 เสียงในวันนั้น  จึงขอกราบเรียนว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งแปลกหรือไม่เคยกระทำมาก่อน 

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่าการที่ท่านอภิปรายมาว่า ให้ตนให้คำมั่นสัญญาได้หรือไม่ว่าตน จะไม่ใช้อำนาจหน้าที่ไปกดดันสั่งการชี้แนะให้ข้าราชการประจำเปลี่ยนแนวทางในการทำเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นอยู่เช่นกรณีคดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว.และเรื่องฮั้วสว.อยู่ที่กกต.อยู่แล้วและกกต. เป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้วมีแต่รัฐบาลของท่านที่ไปสั่งให้DSIดำเนินการและทำให้ไปติดที่ข้อกฎหมาย คดีเขากระโดกก็เช่นกันข้าราชการกระทรวงมหาดไทยก็แถลงชี้แจงแล้ว วันนั้น รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของท่านดังใจร้อนเองเข้าไปวันแรกและบอกว่าวันที่ 2 สิงหาคม จะยึดที่ดิน หากทำงานแบบนางสาวจิราพร  แบบอ่านไม่ได้ศัพท์อ่านไม่ละเอียด แล้วนึกว่าตัวเองเก๋าแล้วไปสรุปทุกเรื่องหมด เพราะฉะนั้นหนังสือราชการต้องอ่านทุกคำ และต้องตีความด้วย 

สุดท้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดินที่ท่านตั้งเอง ทุกคนก็มาแถลงรวมถึงคณะกรรมการที่ท่านตั้ง ก็พูดเหมือนกันว่าท่านพูดเร็วเกินไปและไม่ตรงกับมติของคณะกรรมการและจะมาโทษอะไรตน เพราะคนที่ใช้อำนาจหน้าที่ที่ไปกดดันข้าราชการก็คือรัฐมนตรีมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย ณ เวลานั้นต่างหาก ตนพึ่งเข้าเฝ้า และวันนี้พึ่งมาแถลงนโยบายและพึ่งได้เข้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อทักทายข้าราชการและยังไม่ได้สั่งการอะไรเลยและไม่ได้มีความกังวลว่าจะไปสั่งการอะไรเพราะตนรู้เรื่องดีตนอยู่ที่นั่นมา 2 ปี ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการตามกฏหมาย แล้วตนก็เคยสั่งการให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และผู้ว่าการรถไฟก็ระบุชัดเจนว่าจะไล่ฟ้องเป็นรายแปลงที่ดินซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตนต้องการแต่อย่าไปฟ้องเหมารวมเพราะใช้เวลานานแปลงใหม่ผิดก็เร่งยึดไปทันทีอันไหนถูกก็ต้องคืนความเป็นธรรม หากท่านต้องการฟังอีกครั้งตนก็จะบอกอีกครั้งและขอจำไว้ด้วยว่าตนพูดแล้ว ว่า ผมจะไม่มีวันใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลทุกกระทรวงในรัฐบาลนี้ ไปให้พวกเขาช่วยเหลือใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมายอย่าว่าแต่พวกผมเลยก็ช่วยไม่ได้พวกผมยิ่งต้องช่วยไม่ได้ใหญ่ เพราะฉะนั้นขอให้มีความมั่นใจว่าจะไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเด็ดขาด  

และตนไม่ใช่ผู้ต้องหาตามที่ท่านกล่าวหา เพราะตนไม่ได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาท่านชอบใช้วาทกรรม และตนอยากให้ท่านเรียกอธิบดี DSI มาถามณตรงนี้เลยว่าตนเป็นผู้ต้องหาหรือไม่ ท่านกล้าหรือไม่หาก อธิบดีบอกว่าตนไม่ใช่ผู้ต้องหาตนก็อยากจะให้นางสาวจิราพร แถลงแก้ไขด้วยว่าตนไม่ใช่ผู้ต้องหาท่านกล้าหรือไม่ ตนเป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและเมื่อตนถูกแจ้งข้อกล่าวหาตนก็ให้ความร่วมมือตามกฏหมายทุกอย่าง 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนขอกราบเรียนด้วยด้วยความเคารพรักกันว่า เวลาท่านจิราพร พูดความจริงตนก็ไม่ต้องพูดแต่เมื่อท่านพูดความเท็จตนก็ต้องขึ้นมาพูดจริงๆตนไม่อยากจะพูดหรอกเพราะตนผู้สู้ท่านไม่ได้แต่มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงให้ครับประชาชนรับทราบ แล้วตนไม่รู้ว่าท่านวางยาตนหรือไม่ให้ตนไปบอก สว.ว่า ให้มาช่วยแก้ไขธรรมนูญและรับรัฐธรรมนูญ เหมือนท่านกำลังชี้ทางไปนรกให้ตนเลย เพราะตนไปพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ห้ามชี้นำโน้มนาว สส.และสว.เพราะผิดรัฐธรรมนูญ  ตนยืนยันว่า ตนทำไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของประชาธิปไตยใครจะแก้ก็แก้ ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องแก้เป็นไปตามกระบวนการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนรับรองอย่างช้าว่า 31 มกราคม 2569 ยุบสภาแน่ และอาจจะเร็วกว่าหากมีความจำเป็นและใน4เดือนนี้ขอให้คอยดู ว่าคนจะมาชี้ชะตาของพรรคภูมิใจไทย อีก2วันนี้ เค้าก็จะชี้ชะตาทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคของท่านด้วยเช่นกัน  

จากนั้นนางสาวจิราพร ลุกขึ้นถอนคำพูดว่า “ผู้ต้องหา” เป็น “ผู้ที่พัวพันในคดีละส่อเข้ามาเกี่ยวข้องในการยุบคดีหรือไม่” 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ