ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและมอบนโยบายการบริหารราชการ แก่ข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนข้าราชการในการแสดงความยินดีในโอกาสที่รับตำแหน่ง
ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่รองนายกฯ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ในฐานะที่เป็น สส.พะเยาได้คะแนนเสียงมากกว่า 50,000 คะแนน
ที่สำคัญที่สุดจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่บรรยากาศในวันแถลงนโยบายที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการจะย้ำถึงภารกิจสำคัญของรัฐบาลตาม MOA แต่คงจะได้เห็นบรรยากาศการเมืองเดิมๆ ไม่เดินหน้า
ตนเองหายไป 1 ปีเต็ม แม้จะคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่ข้างหลัง แต่การใช้มวยแทนเข้ามารับผิดชอบก็ไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่คาดหวังเอาไว้ ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ หากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ อย่าคิดว่าจะแก้ปัญหาอื่นได้ จึงต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมโทรม และปัญหาความมั่นคงตามมา
“ผมผ่านการเป็นรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 3 มีผู้บังคับบัญชาเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายเศรษฐา ทวีสิน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่บทบาทของแต่ละนายกฯ ไม่เหมือนกัน พลเอกประยุทธ์ มีความเด็ดขาด สั่งการชัดเจน นายเศรษฐามีปัญหาที่ปทุมธานี ตั้งโต๊ะวงกลมเจราจาระดับผู้บริหาร เจรจาจบทำงานต่อ ผมชอบ นายอนุทินผสมผสานระหว่างพลเอกประยุทธ์ และนายเศรษฐามีความมั่นใจว่า ผู้นำแบบนี้จะนำบ้านเมืองพ้นวิกฤต 3 อย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว
ขณะที่สภาพความไม่สงบของภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ ตนเองหลับตาก็เห็นหมดแล้วว่า น้ำแต่ละที่ไหลเข้ามาอย่างไร หลายคนบอก “ธรรมนัสตายแน่ พูดแล้วทำไม่ได้” แต่ตนเองเอาอยู่ตั้งแต่ปี 62 จนถึงปัจจุบัน เพราะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ขอข้าราชการอย่าออกกฎหมายที่ยุ่งยาก บางฉบับบ้า ๆ บอ ๆ ทำให้ประชาชนเสียหาย เช่น พ.ร.บ.การประมงฯ
ร้อยเอกธรรมนัส ย้ำถึงภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้ที่มั่นคง เพื่อเสริมสร้างให้ภาคเกษตรไทยแข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องรวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. เร่งรัดการจัดที่ดินทำกิน และสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์
2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง
3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากล ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้างตราสินค้าและเรื่องราวในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม
4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร พร้อมจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น
5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง BCG และ Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตามสต็อกสินค้าเกษตรภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย
นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนด นโยบายเร่งด่วน "3 สร้าง" เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระยะแรก ได้แก่
1. สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
2.สร้างตลาด ขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว
3.สร้างโอกาส ยกระดับทักษะ (Reskill และ Upskil) ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
ในช่วงท้ายร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนเอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 2 คน รวมถึงผู้บริหารทีมข้าราชการ และบุคลากรทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจ จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายอย่างไม่ย่อท้อ เราจะไม่ทิ้งเกษตรกรไว้ข้างหลัง และจะใช้ทุกศักยภาพที่มีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลกอย่างแท้จริง