นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งลงพื้นที่ติดตามการใช้งบประมาณก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดนราธิวาส ได้เปิดเผยความไม่ชอบมาพากลของโครงการดังกล่าว โดยบอกว่า โครงการนี้ ชาวบ้านตั้งฉายาว่า สนามกีฬาร้อยปี เพราะ ร้อยปีก็ไม่เสร็จ
โดยผู้ริเริ่มโครงการ คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. คู่สัญญา คือ กรมทางหลวง โดยศูนย์สร้างทางลำปาง เริ่มในยุค รมว.คมนาคม จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พรรคเพื่อไทย และ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ชุมพล ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา
งบประมาณ 181,278,000 บาท เริ่มลงนาม MOU วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เป็น 1 ใน 7 สนามกีฬาในโครงการ "พัฒนากีฬาในจังหวัดชายแดนใต้" งบรวมกว่า 1,900 ล้านบาท ตอนแรก ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 2 ปี คือ 2555-2557 แต่จนถึงปัจจุบันปี 2568 ผ่านไป 13 ปี ยังไม่เสร็จ ผ่านรัฐมนตรีคมนาคม มา 6 คน
จุดเริ่มของปัญหา คือ การใช้ MOU แทนสัญญา โดยโครงสร้างสัญญาผิดหลักกฎหมายงบประมาณ เนื่องจาก กกท. ไม่ได้ว่าจ้างเอกชนผ่าน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่ใช้ “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)” กับกรมทางหลวง แปลว่า ไม่มี TOR/ ไม่มีราคากลาง /ไม่มีงวดงาน ไม่มีระบบตรวจรับงานตามมาตราใน พ.ร.บ. /การใช้ MOU
ทำให้ “ไม่เกิดคู่สัญญาทางกฎหมาย” แบบรัฐ-เอกชน ส่งผลให้ ตรวจสอบได้ยาก ไม่มีความรับผิดชอบชัดเจนหากงานไม่เสร็จ
โดยศูนย์สร้างทางลำปาง “ทำเองทั้งหมด” กรมทางหลวงมอบหมายให้ “ศูนย์สร้างทางลำปาง” ดำเนินการ ซึ่งตามระบบปกติ หน่วยงานนี้มีหน้าที่ “สร้างถนน” ไม่ใช่ “สร้างสนามกีฬา” จึงขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาคารสาธารณะ งานสนามกีฬา
ผลคือ “แบบก่อสร้างไม่เหมาะสมกับพื้นที่” เช่น ระบบระบายน้ำไม่สมบูรณ์ ดินถมไม่ผ่านการทดสอบคุณภาพ โครงสร้างบางส่วนไม่ได้ตามมาตรฐานวิศวกรรมสนามกีฬา
สส.รักชนก บอกว่า โครงการนี้เบิกจ่ายงบประมาณ 181 ล้านบาทหมดแล้ว ในปี 2555–2556 แต่สิ่งปลูกสร้างเสร็จเพียง ไม่ถึง 70% อาคารหลายส่วนไม่มีการใช้งาน บางส่วนทรุด และพบการเบิกจ่ายแรงงานผิดระเบียบ
กรมทางหลวงเบิกงบไป “จ้างแรงงานเอง” ทั้งที่ข้อตกลง MOU ไม่ได้ให้สิทธิจ้างลูกจ้างเองแบบนี้ โดยพบชื่อแรงงานกว่า 200 คน จากภาคอีสาน ในบัญชีรายชื่อ สตง. สันนิษฐานว่า “แรงงานผี” ไม่มีตัวตน หรือไม่มาทำงานจริง แต่เบิกจ่าย OT และค่าทำงานวันหยุด โดยไม่มีหลักฐานการปฏิบัติงาน
และพบการเบิกค่าวัสดุเกินจริง กรณีตัวอย่างชัดเจน เบิกค่าดินถมมูลค่า 9 ล้านบาท วิศวกร สตง. ประเมินว่าราคาจริงควรอยู่ที่ ประมาณ 4 ล้านบาท หมายถึงมี ส่วนต่าง 5 ล้านบาท ที่ต้องสอบที่มา ปัญหาทางเทคนิคและสภาพหน้างาน
ส่วนแบบก่อสร้างก็ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เพราะพื้นที่นราธิวาสเป็นพื้นที่ลุ่ม ดินอุ้มน้ำสูง แต่แบบสนามกีฬาที่ใช้เป็น “มาตรฐานเดียวกับสนามในภาคเหนือ” ไม่มีระบบระบายน้ำใต้สนามที่เพียงพอ ทำให้หลังฝนตกเกิดน้ำท่วมขังใต้ชั้นดินสนาม พื้นดินทรุด–หญ้าตาย–อาคารแตกร้าว
โดยหลังโครงการชะงัก มีความพยายามเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาสร้างต่อในปี 2560 จึงได้ว่าจ้าง บริษัท แห่งหนึ่งเข้ามารับงานก่อสร้างเพิ่มเติมจำนวน 3 สัญญา รวมวงเงิน 57.4 ล้านบาท (ผ่านระบบ e-bidding) โดยเป็นงานในโครงการสนามกีฬาหลายจังหวัดที่ศูนย์สร้างทางลำปางรับผิดชอบ ได้แก่ สกลนคร, สระแก้ว, สมุทรปราการ, นราธิวาส และลำปาง
แต่ “เอกชนไม่สามารถรับงานต่อได้” เนื่องจากโครงสร้างเดิมบางส่วนชำรุด / ต้องรื้อซ่อม งบที่เหลือไม่เพียงพอกับสภาพหน้างานจริง เอกชนหลายรายประเมินว่าต้นทุนสูงกว่าวงเงินที่เหลือมาก ทำให้งานหยุดนิ่งอีกครั้งหลังปี 2560 และไม่สามารถปิดโครงการได้ เอกชนไม่กล้าเสนอราคา เพราะต้นทุน “รื้อ–ซ่อม–ต่อ” สูงกว่างบที่เหลือ 49 ล้านบาท มาก โครงการจึง หยุดนิ่งและกลายเป็นพื้นที่รกร้าง
สตง. ตรวจพบความผิดปกติหลายด้าน เบิกจ่ายแรงงานไม่ตรงข้อตกลง ค่าดินถมเกินจริง ไม่มีระบบตรวจรับงานที่ถูกต้อง ส่งสำนวนต่อให้ ป.ป.ช. ปี 2566
ทาง ป.ป.ช. เปิดไต่สวนปี 2566 มีผู้ถูกกล่าวหา คือเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงและผู้เกี่ยวข้องกับการเบิกงบ อยู่ระหว่างสอบปากคำพยานกว่า 200 ราย ที่เป็นแรงงานภาคอีสาน คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569 หรือ อาจขยายเวลาได้ถึง 3 ปี
กกท. แจ้งให้กรมทางหลวงคืนเงินงบคงเหลือ 49 ล้านบาท และอยู่ระหว่างพิจารณาของบใหม่เพื่อสร้างให้เสร็จและอาจพิจารณาฟ้องละเมิดกับกรมทางหลวง