นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงประเด็นข้อพิพาทชายแดน ที่ส่งผลกระทบต่อเวทีโลก สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยชี้ว่ารัฐบาลไทยมีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และมีสิทธิในการตอบโต้อย่างมีสัดส่วนเมื่อประเทศถูกรุกล้ำ โดยอ้างอิงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมา ได้ทำงานกับฝ่ายความมั่นคงในการตอบโต้การรุกล้ำอธิปไตย และยังย้ำว่าไม่ใช่เรื่องจริง
กรณีกระแสข่าวการสั่งหยุดยิงในรัฐบาลชุดก่อน ชี้แจงว่ารัฐบาลเพื่อไทยมีการรวบรวมพันธมิตรประเทศต่างๆ เพื่อเดินเกมบนจุดสมดุลย์ระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกพร้อมรับฟัง และสนับสนุนประเทศไทยเอาโลกมาล้อมคู่กรณี
โดยชี้ว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในการบริหารจัดการของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย แต่คำพูดที่สับสน ไม่มีวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี และทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และบางคำอาจเป็นเหตุสุ่มเสี่ยงให้เกิดการเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่สนใจหาแนวร่วมทางการทูต จนประเทศไทยเสียเปรียบในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี
“ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซีย กับสหรัฐอเมริกาได้ก่อนเรา ส่วนฝ่ายเรานั่งรอให้เขาติดต่อมา พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับสหรัฐฯ จีน และมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลักดันและเป็นสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพและข้อตกลงหยุดยิง และใช้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง แต่เป็นกัมพูชาที่เป็นคนฉีกกติกา ใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชาเหมือนที่เราเคยทำ” นายศึกษิษฏ์ กล่าว
นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า ผลจากการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นอกจากการเผชิญหน้ากับกัมพูชาแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา ทั้งที่สามารถรับมือ กับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ โดยไม่เปิดช่องให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยหยิบยกมูลค่าทางการค้าระหว่างประเทศกว่า 3 ล้านล้านบาท
“ประชาชนหลาย 10 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งด้านอธิปไตยและเศรษฐกิจ และความร่วมมือในการปราบปรามคอลเซนเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกร่อนประชาชนคนไทย อย่างเรื้อรังยังคงติดค้างอยู่ พรรคเพื่อไทยจึงตั้งคำถามไปยังประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่” นายศึกษิษฏ์ กล่าว