วันที่ 21 พ.ย. 2568 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าพร้อมยุบสภาหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยชี้ว่าอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรีโดยชอบ สามารถทำได้ก่อนการเสนอญัตติ แต่หากฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว นายกฯ ไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำว่าเรื่องการเดินหน้ายื่นอภิปราย เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องปรึกษารัฐบาล
นายจุลพันธ์ ระบุว่า รัฐบาลรู้อยู่แล้วตั้งแต่วันจัดตั้งรัฐบาลว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และฝ่ายค้านเคยเตือนหลายครั้งว่าการตั้งรัฐบาลเช่นนี้อาจเดินหน้าไม่ได้ แต่รัฐบาลก็เลือกเดินตามเส้นทางนี้ พร้อมตั้งคำถามกลับนายกฯ ว่ากังวลเรื่องอะไร หรือว่ามีประเด็นที่อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ทั้งการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน การบริหารชายแดน หรือการแทรกแซงคดีความ หากรัฐบาลไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกลัว เพราะการอภิปรายหากไร้ข้อมูล ผลเสียก็จะตกอยู่กับฝ่ายค้านเอง
ส่วนความคืบหน้าในการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจุลพันธ์ เผยว่า พรรคเพื่อไทยมีการร่างญัตติแล้ว แต่รายละเอียดบางส่วนยังไม่เปิดเผย ต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อกำหนดจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเดินหน้า
นายจุลพันธ์ ยังวิจารณ์ว่า รัฐบาลใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเสมือนตัวประกันเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านยื่นอภิปราย ทั้งที่ไม่อาจยืนยันได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะออกมามีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะในชั้นกรรมาธิการก็ยังมีความเห็นต่างจำนวนมาก อีกทั้งการแก้รัฐธรรมนูญไม่สามารถนำมาแลกกับการละเว้นตรวจสอบความผิดของรัฐบาลได้ หากมีการกระทำผิด ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบให้ครบถ้วน
นายจุลพันธ์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดตั้งแต่เป็นรัฐบาลในอดีต แต่ที่ผ่านมากระบวนการติดขัดเพราะบางพรรคการเมืองวอล์กเอาต์ และไม่สามารถรวบรวมเสียงวุฒิสมาชิกได้ครบตามเงื่อนไขหนึ่งในสาม พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงความจริงใจของผู้เข้าร่วมทำเอ็มโอเอจัดตั้งรัฐบาล เพราะความก้าวหน้าในชั้นกรรมาธิการยังล่าช้า ทั้งที่เพื่อไทยเคยเสนอให้ใช้เวลาเพียงราวสองสัปดาห์เพื่อให้งานเดินหน้าเร็วขึ้น
นายจุลพันธ์ เสนอให้เร่งเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อลงมติวาระสอง โดยระบุว่าเดิมที่พรรคต้องการให้เปิดภายในวันที่ 19–20 พฤศจิกายน แต่ไม่ทันแล้ว ขณะนี้เหลือเวลาไม่มาก เพราะต้องจัดทำประชามติและให้สังคมมีเวลาทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หากเร่งรัดเกินไปอาจกลายเป็นการลงประชามติโดยไม่มีข้อมูล ส่งผลให้ประชาชนตัดสินใจด้วยอารมณ์แทนเหตุผล ไม่ต่างจากประชามติ MOU 43–44 ที่ถูกวิจารณ์ว่าประชาชนไม่รู้ข้อมูลเพียงพอ
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะต้องช่วยพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อเร่งเปิดประชุมวิสามัญหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า น่าจะมีการพูดคุยกัน แต่ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ใช่ฝ่ายเป็นคนดำเนินการ หากพรรคประชาชนในฐานะผู้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นผู้ประสาน ก็ถือว่าอยู่ในกระบวนการเดียวกัน และฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลบริหารโดยไม่ทำผิดก็ไม่ต้องกังวลต่อการอภิปราย เพราะเวทีสภาเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงต่อประชาชนอย่างเต็มที่