สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” KPI Poll โพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความเป็นกลาง มาตรฐานวิชาการ และความแม่นยำ เพื่อทำหน้าที่เป็นคลังสมองทางประชาธิปไตยของสังคมไทย อย่างแท้จริง
รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ที่ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับ นักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชนในการทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” อย่างรอบด้าน
ในการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 1 ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.–10 ธ.ค. 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,016 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญ จากผลสำรวจ ดังนี้
ความรู้สึกต่อการเมืองไทย: “แย่ลง”
- 45.7% มองว่าการเมืองแย่ลง
- 41.5% เห็นว่าเหมือนเดิม
- เพียง 9.3% ที่มองว่าดีขึ้น
สะท้อนบรรยากาศความไม่พอใจ และความรู้สึกว่า ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้
นายกฯ คนใหม่ที่ประชาชนต้องการ: “แก้ปากท้องได้จริง” มากกว่าอุดมการณ์
- 36.2% ต้องการผู้นำที่แก้เศรษฐกิจจริง
- 17.8% ซื่อสัตย์
- 8.5% ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย
ประชาชนให้ความสำคัญกับ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมากกว่า “คำอธิบายทางการเมือง”
โจทย์เร่งด่วนของรัฐบาลใหม่: ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ
แม้ประชาชนอยากให้แก้เศรษฐกิจ แต่ “ปราบปรามทุจริต” กลับเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 สะท้อนมุมมองว่า คอร์รัปชันคือรากของปัญหาปากท้อง และเป็นจุดเปราะบางของการเมืองแบบอุปถัมภ์
การเลือกตั้งครั้งหน้า: “ตัวบุคคล” กลับมามีความหมายสูง
หากพรรคที่ชอบเสนอแคนดิเดตที่ไม่ถูกใจ 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หรือ “อาจเปลี่ยนใจ” การเมืองไทยไม่ใช่แค่เรื่องพรรคอีกต่อไป แต่เป็นเรื่อง คุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร
การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ ล่วงหน้า: มีผลจริง
68.7% ระบุว่ามีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน ชื่อแคนดิเดตไม่ใช่สัญลักษณ์ แต่เป็น ปัจจัยเชิงพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 1
การเมืองไทยก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ กำลังอยู่ในภาวะ ไม่พอใจ – คาดหวังสูง – และให้ความสำคัญกับ “ตัวบุคคล” อย่างยิ่ง พรรคการเมืองที่ได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง คือพรรคที่ฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจัง, เสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้, สร้างความเชื่อมั่นด้านความซื่อสัตย์โปร่งใส และมีแคนดิเดตที่ประชาชน “เชื่อถือได้จริง”