การรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต ซึ่งจะเปิดรับสมัครวันแรกระหว่างวันที่ 27–31 ธ.ค.นี้ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2
แต่ละพรรคการเมืองเตรียมทยอยเดินมาสมัคร ขณะที่ภายในอาคารเป็นพื้นที่รับสมัคร มีการจัดโต๊ะเก้าอี้สำหรับพักคอยผู้สมัครที่เดินทางมาก่อนเวลา 08.30 น. และจัดพื้นที่รับสมัครตามผังทั้ง 33 เขตเลือกตั้งอย่างเป็นระเบียบ
ผู้สมัครต้องเดินทางมาลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น. โดยจะมีการขีดเส้นใต้เวลา 08.25 น. เพื่อกำหนดจำนวนผู้ที่มาถึงก่อนเวลา
จากนั้นจะซักซ้อมขั้นตอนการสมัคร หากตกลงลำดับและหมายเลขกันไม่ได้ จะเข้าสู่กระบวนการจับสลาก ซึ่งแบ่งเป็น 2 ครั้ง ก่อนตรวจสอบเอกสารและรับสมัครอย่างเป็นทางการ
ขณะที่พรรคเพื่อไทย จะพาผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 เขต นำโดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเดินทางออกจากพรรค 06.30 น. แล้วจะมาถึงอาคารกีฬาเวสน์ 2 ในเวลา 07.00 น.
พรรคภูมิใจไทย นำโดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี เหรัญญิกพรรค ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม กทม. พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ นายเกรียงยศ สุดลาภา นำผู้สมัครไปพร้อมกันเวลา 06.30 น. หลังจากได้รับหมายเลขเรียบร้อยแล้ว จะเดินทางไปสักการะขอพรศาลหลักเมืองกรุงเทพทหานคร ก่อนที่จะแยกย้ายหาเสียงต่อไป
พรรคประชาชน นัดหมายผู้สมัครพร้อมกันที่มิตรไมตรี ซอย 2 ใกล้กับสถานที่รับสมัคร โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค จะนำทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เข้ารับสมัครพร้อมกันในเวลา 07.00 น. หลังจากนั้นจะขึ้นรถแห่จากอาคารกีฬาเวสน์ 2 ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำ 33 ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เวลา 06.45 น.สักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมเพื่อความเป็นสิริมงคล ณ ที่ทำการพรรค และเวลา 07.00 น.ออกเดินทางจากพรรคประชาธิปัตย์ไปที่ ไปสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น
พรรครักชาติ ตั้งขบวนรถแห่ตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยใช้รถ 6 ล้อใหญ่ 1 คัน พร้อมตุ๊กตุ๊ก 8 คัน นัดหมายกันที่หน้าซอยวิภาวดีฯ 20 หลังจากนั้นจะขึ้นรถแห่ไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
พรรคกล้าธรรม นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม นัดหมายพร้อมกัน 06.00 น. จากนั้นผู้สมัครจะขึ้นรถสไลด์เดินทางไปยังสนามกีฬาเวสน์ 2 พร้อมกัน และหลังจากได้เบอร์ผู้สมัครแล้ว ทั้งหมดจะเดินทางขึ้นรถแห่ไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
“กล้าธรรม” ย้ำ “ทำมากกว่าพูด” ลั่นไม่เคารพเสียงประชาชน ปมบางพรรคประกาศไม่จับมือ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ความมั่นใจต้องบอกว่า ทุกสนามทั่วประเทศในวันนี้ ถือว่าเป็นพรรคน้องใหม่ ยังไม่ได้ลงสมัครพร้อม ๆ กันแบบนี้เลย
ความสามารถของผู้สมัครของเราหลายคน นโยบายกับความสามารถในการทำงานภาพรวม พรรคกล้าธรรมน่าจะเป็นอีกพรรคหนึ่งที่อยู่ในดุลยพิจพี่น้องประชาชน
“เราทำมากกว่าพูด” คิดว่าวันนี้ ไม่ได้โจมตีใครทั้งสิ้น แต่เรื่องของการเสนอนโยบายก็ดี การพูดเรื่องการที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากสะท้อนมา ขายฝัน สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดอ่อนของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดไปแล้วทำไม่ได้ ฉะนั้นเราเลือกที่จะทำมากกว่าพูด
เราเป็นพรรคใหม่ ฉะนั้นเรื่องกระแส เรื่องความเป็นที่รู้จักเราอาจน้อยกว่าพรรคอื่น สิ่งเดียวที่จะช่วยทำให้พรรคกล้าธรรมเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนก็คือเราต้องทำงานหนัก ๆ ทำงานเยอะ ๆ และต้องแก้ปัญหาให้ได้
ไม่กังวลที่บางพรรคบอกว่าจะไม่จับมือ ในฐานะเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอด และเป็นคนหนึ่งที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย คิดว่าสิ่งเหล่านั้นอาจจะผิดมารยาททางการเมืองหรือเปล่า คงให้พี่น้องประชาชนตัดสิน
แต่เสียงของพี่น้องประชาชนเป็นเสียงที่นักการเมืองต้องเคารพ ระบอบประชาธิปไตย เราเคารพเสียงส่วนใหญ่ ลองคิดดู เกิดกล้าธรรมได้ที่นั่ง 70-80 หรือ 100 ที่นั่งไม่มีใครรู้ ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน แต่หมายความว่า ทุกเสียงเลือกตั้งที่เลือกเอาตัวของพรรคกล้าธรรมมีตัวแทนเข้าสู่สภา คนเหล่านี้ไม่เคารพเลยเหรอ จะปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นอะไรกันเลยแบบนี้ใช่หรือไม่
ประเด็นเรื่องข้อกล่าวหา คิดว่าสังคมบรรทัดฐานมันเพี้ยน ท่านจะทำอะไรก็สุดแล้วแต่ จะกล่าวหาอะไรใครก็ทำไป แต่ควรมีหลักฐาน และเหนือไปกว่านั้น มันมีสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม
ในกรุงเทพมหานคร เราให้ผู้สมัครทุกคนในช่วงของการรณรงค์หาเสียงจนถึง 8 ก.พ. 69 ให้พวกเขาลงไปสัมผัสกับพี่น้องประชาชน ใช้ทุก ๆ ช่องทางในการที่จะสื่อสารให้กับพี่น้องประชาชนเข้าอกใจว่า นโยบายของพรรคกล้าธรรม สิ่งที่จะทำให้กับพี่น้องประชาชนอยู่ตรงไหนอย่างไร
ปัญหา กทม. มากมายที่รู้กัน รถติด น้ำท่วม ขยะ เศรษฐกิจปากท้อง กทม. เป็นเมืองใหญ่ มีประชาชนอยู่เยอะ เราคิดว่าคน กทม. รวย เป็นชนชั้นนำ มีรายได้สูง แต่อีกหลายมุมคนจน พรุ่งนี้จะกินอะไรยังไม่รู้ ตรงนี้เขาเรียกว่าถูกจริตกับการทำงานของพรรคกล้าธรรม คอยดูว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่
เราชี้แจงไปกันหมดแล้ว การที่จะไปใช้จุดโจมตีกัน สาดโคลนใส่กัน ถ้าเลือกวิธีการลักษณธแบบนั้นทำไปเถอะ แต่พรรคเราไม่ทำ วันนี้เราใช้หัวใจทำงาน เดินด้วยหัวใจ ด้วยการกระทำ ด้วยข้อเท็จจริง จะว่าอย่างไรก็ว่าไป
เราส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัด แต่อาจจะมีบางเขตเลือกตั้งที่เราไม่ได้ส่ง
ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค วิเคราะห์พื้นที่จุดแข็งจุดอ่อน คิดว่าครั้งนี้ เรามีเขตเลือกตั้งที่เราคาดหวัง 100 กว่าเขต แต่แน่นอน ถ้าเป็นการต่อสู้มันก็คงไม่สำเร็จและชนะได้ทุกเขต ถ้าเราทำงานได้ดี และเราขับเคลื่อนและพี่น้องประชาชนเห็นความตั้งใจ ไว้วางใจ เลือกให้เราเข้ามา อย่างน้อย 70-80 ที่นั่งยังฝันเห็นถึง
กทม. เป็นพื้นที่ที่ต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ เพราะเคยเป็น สส. แบบเขต แทบจะพูดได้เลยในแผนที่ กทม. อาจจะมีบริบทที่ต่างกัน ถ้าดูในประวัติศาสตร์จะเห็นว่า เป็นสนามปราบเซียน
“พรรคไทยก้าวใหม่” ลั่นถึงเวลาต้องมีนักวิชาการบริหารประเทศ
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า วันนี้ประเทศไทยเจอวิกฤตทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ ปัญหาชายแดน และที่น่ากลัวที่สุด คือความสามารถในการแข่งขันและเรื่องการศึกษา เพราะนี่คือจุดตั้งต้นที่เราแข่งขันไม่ได้
วันนี้ประเทศไทยไม่ทำตามหลักวิชาการมาถึงทุกวันนี้ บิดเบือนนู่นนี่ ต้องมีนักวิชาการบริหารประเทศ ตรงไปตรงมาไม่บิดเบือน พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
จุดขายคือเรื่อง “คน” ชาติใดคนดีคนเก่งคนคุณภาพชาตินั้นย่อมชนะ พรรคไทยก้าวใหม่ ลูกศรบอก นโยบายธนู 4 ดอก
ดอกแรก เรืองการสร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษา ให้เรามีโอกาสรีเซตการศึกษาไทย ให้เด็กไทยมีโอกาสเรียนฟรี ม่ใช่แค่ปริญญาตรี แต่ถึงปริญญาเอกในสาขาที่ขาดแคลนจริง ๆ เพราะวันนี้สาขาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเราน้อยเหลือเกิน เรารู้เราทำเป็น
ดอกที่สอง เรื่องเศรษฐกิจใหม่ คนไทยต้องมาก่อน ถึงเวลาแบ้วที่ต้องลงทุนในวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ดูแล SME ไม่ให้คนอื่นมาเอาเปรียบ
ดอกที่สาม คุณภาพชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย จัดารกับภัยพิบัติ เราเป็นพรรคแรกพรรคเดียวที่เราบอกชัดเจนว่า เราจะเพิ่มหน้าที่ของรัฐธรรมนูญให้มีความรับปิดชอบต่อเรื่องภัยพิบัติ ไม่ใช่โทษฟ้าโทษฝน
ดอกสุดท้าย ถ้ามีโอกาส ปราบคอร์รัปชันก่อนที่จะเกิดขึ้น ด้วยเทคโนโลยี
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ เป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวในสภา นักวิทย์เทคโนโลยี เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ โลกสมัยนี้คือยุคดิจิทัล ต้องปูพื้นฐานให้คนไทยทุกคนมีพื้นฐานเพื่อปกป้องตัวเองและรับมือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัลให้ได้
เราเน้นให้คนไทยมีความรู้เท่าทันประเทศอื่นแข่งขันได้ สำคัญที่สุด ขณะนี้ คนไทยทุกคนจะต้องเรียนการเขียนโค้ด เอไอ ภาษาอังกฤษ เพื่อจะแข่งขันกับประเทศอื่นและไปยืนอยู่ในเวทีโลกได้
พวกเรานอกจากมีความรู้ทำสำเร็จ เรามีตัวอย่างหลายตัวอย่างเช่นเรื่องแก้น้ำท่วมน้ำหลาก เรามีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยที่สุด เทคโนโลยีที่จะสามารถทำเป็นเหมือนเรดาร์สแกนพื้นที่ให้รู้เลยว่า น้ำท่วมตรงนี้จะเอาน้ำลงไปเก็บไว้ที่ใต้ดินได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นเราทันสมัยด้วยความรู้และมีประสบการณ์ และเราทำมาแล้วที่อีสาน น้ำท่วมตรงไหนเราบอกเลยว่าตรงนี้เหมาะ แล้วเอาลงไปใต้ดิน จัดเก็บน้ำได้ปริมาณเป็นกี่เท่าของบนดิน แล้วถ้าต้องการใช้น้ำเมื่อไรก็เอาขึ้นมาใช้ได้ มีเราคนเดียวพรรคเดียวที่สามารถชูเรื่องนี้
นายสุชัชวีร์บอกว่า เรื่องภัยพิบัติเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งน้ำหนุนเป็นจุดตายของประเทศจริง ๆ เห็นที่อยุธยา หาดใหญ่ เป็นสัญญาณแรง ถ้าไม่มีพรรคไหนพูดเรื่องนี้หรือมุ่งมั่นทำเรื่องนี้ ประเทศไทยอยู่ไม่รอด คนจนกว่าเดิม
กทม.เป็นจุดตาย เพราะ กทม. จมน้ำล้านเปอร์เซ็นต์ ขอให้ทุกท่านสนับสนุน สส. 33 คน ให้เราเข้าสภาไปผลักดันการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นตอจริง ๆ โดยเฉพาะการป้องกันน้ำทะเลหนุน มิฉะนั้นแล้ว กทม. จมทะเลแน่นอน
เรื่องทุนเทา ใครก็รู้ใครก็พูดแต่แก้ปัญหาอย่างไร พรรคไทยก้าวใหม่บอกแล้ว เรามีผู้เชี่ยวชาญ อ.วรวิทย์ วิศวกรเอไอคนแรก ๆ ของประเทศไทยจากสหรัฐฯ วันนี้การจัดการสแกมเมอร์ไม่ง่าย เพราะสแกมเมอร์อยู่ที่ใดก็ได้ในโลก พรรคไทยก้าวใหม่อันดับแรก ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสแกมเมอร์ ปัจจุบันรัฐตามเทคโนโลยีสแกมเมอร์ สู้ไม่ได้ ตรงนี้ให้มั่นใจว่าเรามีคนที่มีความรู้ความสามารถนำเทคโนโลยีตรงนี้ป้องกันได้ รวมทั้งการจัดการบัญชีม้า ซึ่งเราจะผลักดันการรวบรวมบัญชีแบบเรียลไทม์ ผิดปกติสกัดทันที ควบคู่กับการมุ่งให้ความรู้แก่ประชาชน
นายสุชัชวีร์ยืนยันว่า เรามีนโยบายที่ทำได้จริง ไม่เลื่อนลอย
วันนี้คนยังไม่ตัดสินใจอีกเยอะ คนเบื่อการเมืองแบบเดิม อยากจะเปลี่ยนแปลง เลือกคนเดิมเลือกแบบเดิม ประเทศก็ถดถอย กทม. มีปัญหาถึงวันนี้ ขอคน กทม. เปิดโอกาสให้พรรคไทยก้าวใหม่เอาความรู้ความสามารถไปแก้ไขปัญหาให้คน กทม.
"ประชาชน" กำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมทำให้ กทม. เป็นสีส้ม
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า วันนี้มีกำลังใจเต็มเปี่ยม มีความพร้อมเต็มที่ พร้อมทำให้ กทม.เป็นสีส้ม เป้าหมาย 1 เรื่องสำคัญของเรา คือจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ต้องได้เสียงคะแนนมากที่สุด เพื่อมั่นใจได้ว่า ไม่ถูกพรรคอันดับอื่น รวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นจริง
“เป้าหมายในใจเรามี เราเชื่อมั่นได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือการตั้งรัฐบาลประชาชน เป็ฯภารกิจตัดสินอนาคตของประเทศ เพื่อทำให้ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน และไทยทันโลกครับ”
ประชาชนมีความตื่นตัว เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เรามีทั้งนโยบายที่ดีที่สุด ผู้สมัครที่ดีที่สุด ทีมบริหารมืออาชีพที่ดีที่สุด พร้อมเป็นตัวเลือกให้ชาว กทม. ทุกคน
เมื่อถามว่าทำไมต้องเลือกพรรคประชาชน? นายณัฐพงษ์บอกว่า มองไปด้านหลัง ผู้สมัครของเราผ่านการคัดเลือกเข้มข้น ไม่พัวพันเรื่องเทา ทุนใหญ่ ที่มาถูกต้อง เมื่อเข้าสู่อำนาจ พร้อมจัดการเรื่องสีเทาออกจากประเทศ
เสียงสะท้อนในพื้นที่ ตอนนี้ชาวบ้านตื่นตัวมากขึ้น อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องปราบคอร์รัปชันทุจริต รวมถึงทุนเทาต่าง ๆ ตอนนี้เรียกร้องมาก มีความหวังกับพรรคเรา
นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า ครั้งนี้เราไม่ประมาท จะเห็นว่า ผู้สมัครคนเดิมคนใหม่ ทุกคนมีความรู้ความสามารถ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างดี พราะเราไม่ดูถูกเสียงประชาชน หลังได้เบอร์พร้อมลงไปเจอพ่อแม่พี่น้องประชาชน ให้ทุกคนเชื่อใจเชื่อมั่น
คิดว่าในส่วนที่ผ่านมา เราทำมาได้อย่างดีระดับหนึ่ง ต่อจากนี้คือการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจ รอการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพ ถ้าบอกว่าอะไรที่จะเติมมากกว่าที่ผ่านมา ครั้งนี้พรรคประชาชนยกระดับการเมืองไทยอีกระดับ คือไม่ต้องรอถึงผลการเลือกตั้ง ไม่ต้องรอสมการทางการเมือง เราจะเห็นเวทีดีเบตแต่ละพรรคไม่ค่อยแสดงจุดยืนเพราะไม่รู้ว่าเสียงออกมายังไง รวมขั้วได้ไม่ได้ เรายกระดับ สิ่งที่เป็นธรรมกับประชาชนมากสุด คือบอกให้ชัดเจนก่อนวันเข้าคูหา ใครจะเข้ามาเป็นทีมบริหาร เรามีจุดยืนอย่างไร 11 ม.ค. 69 พร้อมเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อเป็นตัวเลือกดีสุดให้ประชาชน
“เท้ง” ซัดอนุทิน เล่นเกม 112
เท้ง ณัฐพงษ์ ซัดอนุทิน เล่นเกม 112 ตั้งเงื่อนไขเอง โดยบอกว่า “สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุณอนุทินตั้งเงื่อนไขเอง ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ไม่ให้พรรคใดก็ตาม เอา 112 มาใช้ในการหาเสียง แต่คุณอนุทินเอาเรื่อง 112 มาใช้ในการหาเสียง แล้วก็ตั้งเงื่อนไขกับพรรคประชาชน แล้วก็ตั้งข้อหาว่า ถ้าเรามีเรื่องนี้อยู่ ซึ่งเราไม่มีเรื่องนี้อยู่ เขาไม่สามารถมาร่วมรัฐบาลกับเราได้ คุณเล่นเกมแบบนี้เอง ผมก็พร้อมประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่มีตัวเลือกอื่น เป็นการที่ประชาชนจะออกไปเลือก รัฐบาลประชาชน หรือ รัฐบาลของคุณอนุทิน”
การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากที่สุด ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่จะไม่มีเสียง สว. มาโหวตเลือกนายกฯ เพราะฉะนั้นเสียงของประชาชนทุกคะแนนเสียงจากเลือก สส. จะเป็นเสียงที่กำหนดหน้าตารัฐบาลได้อย่างแท้จริง
และทุกปัญหาที่บอกมา จะเรื่องเทา คอร์รัปชัน สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และมีในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจที่โตรั้งท้ายอาเซียน ไทยขณะนี้เหมือนยืนอยู่บนปากเหว ถ้าปล่อยให้กลุ่มก้อนการเมืองแบบเดิม ๆ กลุ่มขั้วการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับ 1 ต่อไป แล้วทำแบบเดิม ๆ ไม่ได้รับการแก้ไข ไทยอยู่ก้นเหวแน่นอน การเลือกตั้งครั้งหน้าเสียงทุกคนมีความหมายจริง ๆ ดึงไทยจากปากเหว พาไทยไปไกลกว่าเดิม
“เพื่อไทย” มั่นใจมาก ชิงพื้นที่เลือกตั้ง กทม.
นายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันนี้มั่นใจมาก ผู้สมัคร กทม. โดยแบ่งกลุ่ม สส. แต่ละท่านที่มีความเชี่ยวชาญในบริบทแต่ละเขต
ตัวอย่างเช่น เขตที่มีความจำเป็นด้านการศึกษา ด้านเด็กต่าง ๆ จุดที่มีมหาวิทยาลัย ก็จะมีคนเข้าใจนวัตกรรม ระบบนิเวศการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อดูแลพื้นที่ให้ทำบางอย่างได้เต็มที่ ส่วนพี่น้องในจุดริม ๆ จะเป็นเกษตรกร ก็จะมีคนเข้าใจด้านนั้นเพื่อช่วยเหลือ
นายยศชนันบอกว่า ปรัชญาของเราคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส
“ลดรายจ่าย เคยทำ 20 บาทตลอดสาย อีกนิดเดียวจะสำเร็จ กลับมารอบนี้ก็จะทำ สำเร็จแน่นอน เราพยายามอยากให้ได้ทุกสาย ที่เพิ่มเติมมาคือ จุดเชื่อมต่อบางที่ สถานีอยู่ไหน ห่างชุมชนเท่าไร หาจุดเชื่อมโยง แล้วก็ตั๋วร่วม เกือบผ่าน ถ้าเรามีโครงร่างทุกอย่างแล้วก็พร้อมทำ” นายยศชนันกล่าว
แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำว่า การเดินทางเป็นปัญหาจริง ๆ นอกจากนี้ รายจ่ายคนกับการเดินทางและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องหาทางทำให้คนขึ้นรถไฟฟ้าได้ โดยลดรายจ่ายจากเดิมวันละหลักร้อยมาเหลือเที่ยวละ 20 บาท
ส่วนประเด็นเงิน 10,000 บาท ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องทำ ต้องดูว่าตอนนั้นกับตอนนี้บริบทเหมือนกันหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำคือกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนได้ มีหลากหลายโครงการเข้ามาทำ ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็ไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นก็ทำ
“นโยบายไหนดีก็สานต่อ ไม่ใช่ว่าเรามาแล้วต้องทำนโยบายนี้ ตั้งเป้าดูความเดือดร้อนของประชาชนและเดินไปข้างหน้า ถ้านโยบายดีก็สานต่อ รวมถึงนโยบายที่อามจมาจากพรรคอื่น ตอนนี้ประเทศมีปัญหาถ้าไม่ทำอะไรบางอย่าง เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเดินได้วยกัน” นายยศชนันกล่าว
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่ กทม. นายยศชนันบอกว่า คราวที่แล้วได้เขตเดียว แต่รอบนี้มั่นใจมาก พอแบ่งแต่ละคน เห็นว่าเขาจะทำงานได้ บางเขตคราวที่แล้วก็สูสี ดังนั้นมั่นใจว่าได้เสียงมากกว่าเดิม
“รังษี” ไม่ประนีประนอมกับความชั่ว ยันไม่จับมือพรรคสแกมเมอร์
พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า พรรคเศรษฐกิจมีความพร้อม ส่งผู้สมัคร สส. ทั้ง 33 เขตใน กทม. และหวังว่าประชาชนจะให้การสนับสนุนพรรคโดยเลือกทั้ง 33 เขต
พลเอก รังษี บอกว่า ส่ง สส. ไม่ครบทั้งประเทศ เนื่องจากคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพมารับใช้ประชาชน ไม่อยากให้เกิดปัญหาทีหลัง เพราะจะเป็นภาระงบแผ่นดิน
หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจกล่าว ต้องการเสียงข้างมาก เนื่องจากวิกฤตใหญ่ประเทศ คือ ปัญหาหนี้ 3 ก้อน หนี้ประชาชน หนี้รัฐบาล หนี้นักธุรกิจ รวม 55 ล้านล้านบาท หรือ 3.5 เท่าของจีดีพี และ 17 เท่าของงบแผ่นดิน ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากจะแก้ไขให้ลุล่วงไม่ได้ นี่เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ กัดกร่อนไทยถอยไปเรื่อย ๆ
“เรามีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค แต่ 2 โครงการใหญ่ คือ รถไฟเร็วสูง และโอเชียนลิงก์ เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย มั่นใจว่ารายได้ต่อหัวประชาชนจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า จีดีพีจะโตขึ้น 3 เท่า” พลเอก รังษี กล่าว
ส่วนเรื่องคอร์รัปชัน เป็นปัญหาใหญ่ มีตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติ เต็มบ้านเมืองไปหมด พลเอก รังษี ชี้ว่า เราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ เสนอแก้กฎหมายประหารผู้กระทำความผิดคอร์รัปชัน ทั้งผู้ให้ผู้รับ ส่วนโทษขังจะไม่มีการลดโทษ แต่ให้สิทธิอุทธรณ์ 1 ปี หลังศาลฎีกาตัดสิน 1 ปีหาหลักฐานไม่ได้ก็เป็นไปตามนั้น
พลเอก รังษี ยังประกาศว่า ที่ผ่านมายังไม่มีคนชื่อ พลเอก รังษี ตอนนี้ถ้าเจอตอก็ขุดตอทิ้งแล้วเผา “วันนี้เราต้องไม่เกรงใจเกรงกลัวพวกที่โกงชาติ ประชาชน 68 ล้านคนเดือดร้อน ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจถึงราชทัณฑ์ หลังสร้างความอับอายไปทั่วโลก เปลี่ยนคุกเป็นซ่อง จะปล่อยคนพวกนี้ไม่ได้”
พลเอก รังษี เสริมว่า “พรรคเศรษฐกิจกราบขอ ถ้าอยากพ้นความโสมมทั้งหลาย เลือกพรรคเศรษฐกิจแลนด์สไลด์พรรคเดียวไปเลย ถ้าทำไม่ได้ลาออกทันที”
เขายืนยันว่า ตนไม่ประนีประนอมกับความชั่ว เผยปกครองคนมาเยอะ รับราชการตั้งแต่ร้อยตรียันพลเอก ในการร่วมงานกับตำรวจ มองว่า ตำรวจชั่วมีไม่เกิน 10% ต้องตัด 10% นี้ออก ตำรวจดีจะพอใจ เชื่อว่าตำรวจเองไม่อยากไปเก็บส่วยตามคำสั่งเจ้านายห่วย ๆ หรอก
ส่วนทหาร ต้องปรับเยอะ ทำให้กองทัพแกร่งขึ้น เทคโนโลยีทันสมัย ให้ประชาชนเชื่อว่าทหารสามารถปกป้องอธิปไตยได้ 24 ชั่วโมง
ด้านนโยบายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พลเอก รังษี บอกว่า ไม่เคยคิดแก้รัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่คนใช้ ในชีวิตเห็นฉีกรัฐธรรมนูญมากไม่รู้กี่สิบครั้ง ถ้าคนใช้หัวหมอศรีธนญชัยยังไงมันก็ลอดไปได้ ยืนยันพรรคเศรษฐกิจไม่ยุ่งรัฐธรรมนูญ แต่จะแก้กฎหมายบางตัวที่ต้องสอดคล้องนโยบายฟื้นเศรษฐกิจกับที่จะปราบคอร์รัปชัน
ส่วนพรรคที่จะไม่จับมือด้วย คือพรรคที่เกี่ยวข้องสแกมเมอร์รับไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ารับก็เท่ากับเป็นสแกมเมอร์ไปด้วย ถ้ามีข่าวออกมาว่าพรรคไหนเป็น ตนเคยทำข่าวกรอง เช็กอีกทีก็เรียบร้อยละ คนเช็กได้กับระดับโลก
พลเอก รังษี ทิ้งท้ายว่า “ถ้าท่านเลือกพรรคเศรษฐกิจเป็นเสียงข้างมาก ไม่ว่า กทม. ต่างจังหวัด เราจะเซ็นเอ็มโอยูกับจีนใน 1 เดือน จะพ่วงเอ็มโอยูท่องเที่ยวจีน เอ็มโอยูจีนซื้อสินค้าเกษตร ไทยเราจะกลับมาทันที”
“ภูมิใจไทย” ชี้ ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม ต้องเอาคนมีฝีมือมาทำงาน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จากพรรคภูมิใจไทย พาคณะผู้สมัครมาลงทะเบียนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า ภูมิใจไทยพูดแล้วทำพลัส ไม่ใช่แค่บอกว่าจะทำอะไร แต่บอกด้วยว่าใครจะเข้ามาทำ
“เราประกาศก่อนหน้าเลย ถ้าชนะจะเอาใครมาทำงาน ก่อนนี้พูดกันว่าภูมิใจไทยบ้านใหญ่ ถามว่า คุณเอกนิติ คุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ บ้านใหญ่ตรงไหน เราเอาคนมีฝีมือมีความสามารถมาทำงาน” นายเอกนัฏกล่าว
เขาเสริมว่า วันนี้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม มีปัญหาชายแดน ปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้เคยโต 3-4% แต่ล่าสุดเกือบ 0% ชี้ถ้านายอนุทินไม่เข้ามาพร้อมนายเอกนิติอาจติดศูนย์ ตอนนี้เอาออกจากหล่มมาเป็น 1% กว่า อานิสงส์คนละครึ่ง
“คนละครึ่งไม่ง่าย หลายรัฐบาลบอกจะแจก เป็นปีก็ไม่สำเร็จ แต่อันนี้ 73 วันทำเฟสแรกกระตุ้นเศรษกิจได้ทันท่วงที มั่นใจว่าถ้าได้ทำต่อ เศรษฐกิจโต 3% เห็นแน่” นายเอกนัฏกล่าว
ในส่วนนโยบายเร่งด่วน กทม. นายเอกนัฏบอกว่า ทำไมต้องเอาใจแค่คน กทม. เพราะเวลาประเทศลำบาก กทม.ก็ลำบาก ชายแดนคน กทม. ก็ลุ้น ปัญหาเศรษฐกิจคน กทม. ต้องแบกรับปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ เพราะเป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจ
นายเอกนัฏบอกว่า คนไทยเก่งแต่แข่งลำบาก มีทุนเทาเอาเปรียบคนไทย ปัญหาชายแดน จะตกลงต้องอยู่บนเงื่อนไขของไทย ไม่มีอะไรสำคัญกว่าอธิปไตย แต่นโยบายภูมิใจไทยไม่ใช่แค่สู้รบ จะสร้างกำแพงรั้ว เอาจริง ไม่ใช่รั้วกันสงครามเท่านั้น กันภัยสังคมด้วย ไม่ใช่แค่ภัยอาวุธที่เป็นปัญหา แต่ต้องป้องกันยาเสพติด สินค้าเกษตรเถื่อน ของเถื่อนที่เข้ามา
“เรากล้าอยู่ในบ้านแบบไม่มีกำแพงรั้วหรือ? บ้านคนยังต้องมีกำแพง ระบบจัดการสิ่งผิดกฎหมายเมื่อคุมไม่ได้ก็ต้องมีรั้ว” นายเอกนัฏกล่าว
เขาเสริมว่า “นโยบายต่าง ๆ พูดเกือบเหมือนกันทุกพรรค แต่ทำได้มั้ย ที่พูดมามีเงินก็ทำได้หมด ถ้าธุรกิจไทยเข้มแข็งก็ทำได้ รถจะกี่สายกี่บาทถ้ามีเงินก็ทำได้หมด อยากสร้างประตูกั้นน้ำไม่ให้น้ำท่วม ทำได้หมดถ้ามีเงิน”
นายเอกนัฏยืนยันว่า ภูมิใจไทยมีวิธีหาเงิน มีคนหาเงิน ถ้าอนาคตประเทศอยู่ในมือจะเชื่อมือใคร ทุกคนได้เห็นการทำงานของนายอนุทินแล้ว เอาคนเก่งมาทำงาน เด็ดขาดชายแดน มืออาชีพ เอาคุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ คุณศุภจี มาร่วมงาน ประกาศล่วงหน้าโควตาเดิมทิ้งเลย ภูมิใจไทยใหม่
นายเอกนัฏบอกว่า ต่อไป 3 ท่านนี้จะเป็นคนใน ตอนนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดชั่วคราว เลยนำรัฐมนตรี 3 คนมาเป็นคนนอก หลังเลือกตั้งต้องจ่ายโดยโควตาภูมิ ใจไทย สละ 3 ที่ให้รองนายกฯ ทั้ง 3 คน คลัง พาณิชย์ ต่างประเทศ
“ถ้าบอกว่าภูมิใจไทยเป็นบ้านใหญ่ แล้ว 3 ท่านนี้มี สส. ในมือกี่คน บ้านใหญ่ไม่สนแล้ว เพราะประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ต้องใช้โควตา เลือกรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ 73 วันได้เห็นแล้ว ถ้า 3-4 ปีจะเป็นอย่างไร” นายเอกนัฏกล่าว
เขาเสริมว่า “เวลาดีเบตได้ยินแต่เรื่องที่ทำไม่ได้ ใครเห็นด้วยนโยบายที่ทำสำเร็จคนละครึ่ง เห็นด้วยสร้างรั้ว ปกป้องลูกหลานจากสงคราม ยาเสพติด ของเถื่อน ใครเห็นด้วยอยากได้มืออาชีพ เลือกภูมิใจไทย เราอยากขายอนาคตความหวังมากกว่า”
นายเอกนัฏบอกว่า 33 เขต กทม. ภูมิใจไทยทำเต็มที่ ถ้ายึดติดอดีตว่าไม่เคยได้ กทม. ก็ไม่ต้องมีอะไรใหม่ ไม่มีความหวัง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องเชื่อว่าถ้าทำแบบตั้งใจทำได้ รอบนี้ กทม. น่าสนใจ เป็นสนามเปิด ผลโพลบอกเกือบ 50% ยังไม่รู้เลือกใคร ดังนั้นนี่เป็นโอกาส