เลือกตั้ง 2569 : เปิดผลสำรวจความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เลือกตั้ง 2569 : เปิดผลสำรวจความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่) ในมิติ “สัญลักษณ์ทางการเมือง”

ซูเปอร์โพล เปิดผลการสำรวจ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 2 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 2 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,253  ตัวอย่าง

เริ่มที่ ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์: ความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่) ในมิติ “สัญลักษณ์ทางการเมือง”

เลือกตั้ง 2569 ซูเปอร์โพล
เลือกตั้ง 2569 : เปิดผลสำรวจความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่)

รายงานนำเสนอความชอบต่อการออกแบบโลโก้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการจดจำและความรู้สึกต่อพรรค (brand cue) โดยในกลุ่ม “พรรคการเมืองเก่า” 3 อันดับแรก ได้แก่

  • โลโก้พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 24.0
  • โลโก้พรรคประชาชน ร้อยละ 19.8
  • โลโก้พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.4

ขณะที่ในกลุ่ม “พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” 3 อันดับแรก ได้แก่

  • โลโก้พรรคปวงชนไทย ร้อยละ 27.3
  • โลโก้พรรครักชาติ ร้อยละ 21.5
  • โลโก้พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 18.2

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “พรรคใหม่” บางพรรค (โดยเฉพาะปวงชนไทยที่ 27.3%) สามารถสร้างแรงดึงดูดเชิงภาพลักษณ์ได้สูงกว่า “พรรคเก่า” ที่คะแนนนำในหมวดเดียวกันอยู่ที่ 24.0% ซึ่งตีความได้ว่า “การออกแบบสัญลักษณ์” อาจกำลังทำหน้าที่เป็นประตูด่านแรกของการรับรู้และความสนใจ ก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือเชิงตัวบุคคล

ต่อมา ผลประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2  ซึ่งแสดงการจัดวางกำลังทางการเมืองในเชิง “จำนวนคะแนนคาดหมาย” โดยเปรียบเทียบกับครั้งที่ 1 พบว่า

  • พรรคภูมิใจไทย: จาก 8,436,150 คะแนน เพิ่มเป็น 9,338,128 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
  • พรรคเพื่อไทย: จาก 7,587,229 คะแนน เพิ่มเป็น 7,799,459 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
  • พรรคประชาชน: จาก 4,509,891 คะแนน ลดเหลือ 3,448,741 คะแนน (ลดลง)
  • เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่: จาก 5,199,640 คะแนน ลดเหลือ 4,562,949 คะแนน (ลดลง)
  • คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ: จาก 12,574,638 คะแนน เพิ่มเป็น 14,643,879 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
  • ไม่ไปเลือกตั้ง: จาก 14,749,998 คน ลดเหลือ 13,264,390 คน (ลดลง) และยอดรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน

ทั้งนี้ ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 มี “สามสัญญาณ” ที่ควรอ่านร่วมกันเป็นระบบ คือ

  1. การเพิ่มขึ้นของคะแนนคาดหมายในสองพรรคหลัก (ภูมิใจไทยเพิ่มจาก 8.44 เป็น 9.34 ล้าน; เพื่อไทยเพิ่มจาก 7.59 เป็น 7.80 ล้าน) บ่งชี้การ “ยืนยันตัวเลือกเดิม” ของบางส่วนในระบบผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  2. การลดลงของพรรคประชาชนจาก 4.51 เหลือ 3.45 ล้านคะแนน เป็นการหดตัวที่มีนัยต่อการแข่งขันในกลุ่มฐานเดิม/ฐานเมือง/ฐานอุดมการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนการถูกดึงคะแนนออกไปทั้งสองทิศทาง คือกลับไปสู่พรรคเก่า หรือไหลเข้าสู่สถานะ “ไม่ตอบ/ลังเล”
  3. ที่สำคัญที่สุด คือการขยายตัวของ “คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ” จาก 12.57 เป็น 14.64 ล้านคะแนน ซึ่งเป็นก้อนประชากรการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในตาราง และเป็นตัวแปรชี้ขาดผลลัพธ์ในโค้งสุดท้าย

กล่าวโดยสรุป เมื่อรวมผลทั้งหมด รายงานครั้งที่ 2 ชี้ว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะ “การแข่งขันบนฐานความไม่แน่นอนสูง” โดยแม้ความตั้งใจไปใช้สิทธิจะเพิ่มเป็น 39.79 ล้านคน

แต่ในเวลาเดียวกัน กลุ่ม “ลังเล/ไม่ตอบ” กลับขยายตัวเป็น 14.64 ล้านคน สะท้อนว่าการเพิ่มของผู้ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout intent) ไม่ได้แปลว่า “ความชัดเจนของตัวเลือก” เพิ่มขึ้นเสมอไป กล่าวคือ ผู้คนอาจ “ตั้งใจไปเลือกตั้งมากขึ้น” แต่ยัง “ไม่พร้อมเลือกพรรค” ในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ
 

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล หลังอ่านผลโพลประมาณการคะแนนพรรคการเมืองครั้งที่ 2 ของซูเปอร์โพลแล้ว อาจกล่าวได้ว่านี่ไม่ใช่โพลที่บอกว่าใครชนะ แต่เป็นโพลที่บอกว่า การเมืองไทยกำลังแข่งกันบนฐานความไม่แน่นอนสูงที่สุดในรอบหลายปี และประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่คนอยากใช้สิทธิ แต่ยังไม่เจอคำตอบว่า “เลือกใครแล้วชีวิตจะดีขึ้นจริง และยังบอกไปถึงประชาชน ว่าเสียงของคุณยังสำคัญมาก และยังไม่มีใครได้ไปฟรี ๆ การลังเลไม่ใช่ความผิด
แต่การไม่ตั้งคำถามกับทุกพรรค = เสียโอกาสของประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่การเลือกว่าใครเก่งกว่า แต่คือการเลือกว่า ใครทำให้ชีวิตคนธรรมดาดีขึ้นได้จริง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ