เหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี วาระดับไฟใต้จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่พรรคการเมืองใช้หาเสียง หาคะแนน จากพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เลือกตั้งที่มีความพิเศษ และท้าทายแต่ละพรรคการเมืองในเลือกตั้งรอบนี้ ว่าจะจัดการอย่างไรกับปัญหาดังกล่าว
ซัดหน่วยความมั่นคง - หน่วยข่าวพื้นที่ ปล่อยปละละเลย ไร้ขีดความสามารถเพียงพอ! แนะใช้เทคโนโลยีติดตามถึงต้นตอ
พล.ท.พงศกร รอดชมภู ที่ปรึกษาคณะบริหารพรรคประชาชน และอดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้ความเห็นในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ความมั่นคงหรือการให้ความปลอดภัยประชาชนนั้นไม่มีขีดความสามารถเพียงพอ ถึงฝ่ายความมั่นคงจะอ้างว่าที่ไม่ออกมาดูเหตุกลางคืน เพราะกลัวลอบทำร้ายนั้น จะตอบแบบนี้ไม่ได้ ต้องออกทันที
ทั้งนี้เราไม่สามารถรู้เจตจำนงของผู้ก่อเหตุชัดเจน เพียงแต่ว่าช่วงนี้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น นายกฯ อาจจะต้องตรวจสอบหลายทางก่อนออกมาให้ความเห็นว่าไม่ใช่เหตุก่อการร้าย ดังนั้นต้องมีระบบเข้าไปจัดการ
พล.ท.พงศกร แนะนำว่า ควรเปลี่ยนกล้องวงจรปิดเป็นแบบอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุจะวัดระยะ หมุนตาม จากนั้นส่งโดรนขึ้นไปตามผู้ก่อเหตุถึงที่พำนัก ส่งกำลังพลตามไป ตรวจสอบมือว่ามีเครื่องตรวจละอองดินปืนหรือไม่ หากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แล้วขึ้นศาลไม่มีหลุด จะทำให้พื้นที่ปลอดภัย ประชาชนอุ่นใจ
ด้านนายกัณวีร์ สืบแสง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลวัต มองคล้ายกันว่า เป็นการปล่อยปละละเลยมากเกินไป แม้จะมีการเตรียมความพร้อมหน่วยความมั่นคง แต่ทำไมถึงไม่มีการระบบสรรพกำลังออกไปหลังจากที่เกิดเหตุการณ์
ในส่วนของหน่วยการข่าว นายกัณวีร์ มองว่า ในเมื่อไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ก็ต้องไปตามตรวจสอบข้อมูล การออกมาพูดของนายกฯ ทำให้สังคมค่อนข้างไม่รู้ว่าจะวิเคราะห์อย่างไร เพราะตัวผู้บริหารสูงสุดยังไม่สามารถแจกแจงกับพี่น้องได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
นายกัณวีร์ เชื่อว่า หน่วยข่าวในพื้นที่ทราบการเคลื่อนไหว แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเฝ้าระวังของการเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะซุ้มน้ำชา ที่เป็นที่พูดคุยของพวกหัวคะแนน
และที่ตนไม่เข้าใจคือ ทำไมปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้นในสถานที่ถึง 11 แห่ง รูปแบบเดียวกัน สถานการณ์แบบเดียวกัน ไม่สามารถจับมือใครมาดมได้เลย เป็นสิ่งที่น่าฉงน
เชื่อเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันภาคใต้ กระทบการเมืองระดับชาติ
นายกัณวีร์ มองว่า เหตุดังกล่าวกระทบการเมืองระดับชาติแน่นอน เพราะเป็นการเริ่มต้นจากการเมืองท้องถิ่น ไปยังการเมืองระดับชาติ และตนเชื่อว่าถ้าการเมือง 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่นิ่ง สันติภาพจะไม่เกิด
ตนอยู่ในสภาฯ มา 2 ปี 6 เดือนกว่า มองว่าการให้ความสำคัญ การยกระดับปัญหาในสภาฯ น้อยมาก ๆ ทั้งที่นำภาษีพี่น้องประชาชนมาหลายแสนล้านบาท แต่กลับไม่ให้ความสำคัญ
นายกัณวีร์ ระบุว่า คนที่ต้องออกมาพูดในเรื่องนี้คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 13 เขต ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 เขตของนราธิวาส 5 เขตของปัตตานี 3 เขตของยะลา หรือ 2 เขตของสงขลา ต้องออกมานั่งพูดคุย บอกว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ต้องเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา เพราะประชาชนเลือกเข้ามา รู้ทั้งรู้ว่าพี่น้องในประชาชนต้องการแก้ปัญหาอย่างไร แต่ตนก็ยังไม่เคยได้ยิน
พล.ท.พงศกร กล่าวว่า ต้องให้ประชาชนในพื้นที่ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม มีพื้นที่ได้พูด คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมาพูดบนเวทีเดียวกันให้จบ แบ่งจำนวนเท่ากัน เพราะคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจริง ๆ คือประชาชนในพื้นที่
“พรรคพลวัต” ชู “นโยบาย 3 ขา” ดับไฟใต้อย่างยั่งยืน
นายกัณวีร์ กล่าวว่า พรรคพลวัตมีนโยบาย 3 ขา ขาแรก คือการยกระดับสถานการณ์ชายแดนใต้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งต้องใช้ 3 อย่าง 1) ต้องมีกองกำลังรักษาสันติภาพในพื้นที่ 2) การเจรจาสันติภาพ ควรเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง การมีส่วนร่วมของประชาชน 3) ให้ความคุ้มครองทั้งฝ่ายคู่เจรจาของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มกันว่าจะไม่ถูกดำเนินคดีความมั่นคงต่าง ๆ
ขาที่ 2 คือ กฎหมายพิเศษต่าง ๆ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำเป็นต้องมีการลดหลั่นลงไป โดยเฉพาะต้องหมดไปให้ได้ ต้องเข้าใจว่ารากเหง้าปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ เกิดจากการกดทับ การบีบคั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด ทางการพูด กฎหมายพิเศษต่าง ๆ มาพร้อมกับกฎหมายการปิดปากคนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไปทางไหนก็โดน
ขาที่ 3 เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีโครงสร้างทับซ้อนและมีความอุ้ยอ้ายของระบบราชการในพื้นที่ ทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สำนัก สอบต. การปกครองส่วนภูมิภาค การปกครองส่วนท้องถิ่น เละเทะไปหมด ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่รู้ว่าจะหันไปหาใคร พอหันหาใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวเอง
นายกัณวีร์ ย้ำว่า ไม่ใช่ว่ากัณวีร์มุ่งเน้นเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งแยกดินแดน “จังหวัดจัดการตนเอง” คือ การที่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตัวเองได้ คนที่อยู่ในพื้นที่รู้ปัญหาที่แท้จริง ต้องถูกการเลือกตั้งเข้ามาคล้ายกับ กทม. และพัทยา
“พรรคประชาชน” ตั้งเป้าเคลียร์แต่ต้น คุย BRN ให้ชัด อยาก-ไม่อยากแยกดินแดน
พล.ท.พงศกร กล่าวว่า นโยบายนั้นมีระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ต้องเป็นขบวนการทำไปจนสำเร็จ ข้อแรกที่ควรจะทำ คือ การชูแนวทางสันติภาพ เพราะเป็นแนวทางเดียวที่ทุกคนยอมรับได้ ต้องเดินตามสหประชาชาติ เพราะเป็นแหล่งสร้างสันติภาพให้กับโลก
โดยสหประชาชาติมี 2 มาตรการใหญ่ คือ ประเทศทั้งหลายอย่าสู้กัน และสิทธิในการแสดงออกได้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ได้ตามสบาย โดยไม่จับอาวุธ และไม่สามารถแบ่งแยกดินแดนได้
ดังนั้น ถ้าเรายึดแนวทางสหประชาชาติมาใช้ ต้องตกลงกับ BRN ตั้งแต่ต้นว่า จะประกาศแยกประเทศแยกดินแดนไหม ถ้าไม่แยก ก็จะได้เดินไปในแนวทางสันติภาพ จะได้จบ แต่ถ้าไม่ อยากแยกดินแดน อยากยิงคน ก็ต้องสู้กันไป พอตกลงกันได้แล้วที่เหลือก็จะง่าย
ต่อมาคือ ลดความรุนแรง พอไม่ยิงกันแล้ว ก็ให้มานั่งคุยกัน เปิดเวทีสาธารณะอย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของคนที่อยู่ในป่านั้นไม่ใช่คนผิด ก็ให้นำตำรวจหรืออัยการที่เข้าใจเรื่องสันติภาพมาคุยไล่ปลดให้หมด ที่เหลือค่อยว่ากันต่อ แล้วแต่ความสะดวก
ด้านงบประมาณ เรื่องความปลอดภัย การข่าว ใช้งบประมาณให้เคลียร์ ถ้าเคลียร์จะทำให้ความหวังของประชาชนนั้นเห็นชัด และเรื่องชายแดนทั่วประเทศ ต้องมีการยกระดับ มีผู้ดูแลโดยเฉพาะ
พล.ท.พงศกร มองว่า ทหารไม่ควรจะอยู่ชายแดน เพราะหากทหารอยู่ชายแดน ควรเป็นกองหนุน พอเกิดเรื่องค่อยเข้าตี การที่ทหารอยู่ข้างหน้าอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อนานาชาติได้