กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนสนามเลือกตั้ง 2569 ทันที เมื่อมีการเปิดเผยผลสำรวจดัชนีพฤติกรรมการจ่ายเงินซื้อเสียงที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดย นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่น : กกร. และ เพื่อนไม่ทน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ยอดการซื้อเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้แตะระดับ 7,500 บาทต่อหัว โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
นางเสาวนีย์ ระบุว่า การจัดทำผลสำรวจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเห็นว่า การเลือกตั้งอาจเผชิญความเสี่ยงด้านความไม่โปร่งใส และต้องการสะท้อนเสียงของประชาชนไปยังพรรคการเมืองว่า ในแต่ละพื้นที่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในระดับใด โดยข้อมูลทั้งหมดมาจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั่วประเทศ จึงมีความน่าเชื่อถือทางสถิติสูง
ข้อมูลนี้เป็นเสียงของประชาชน ว่าการซื้อเสียงในพื้นที่ของเขาสูงแค่ไหน มีค่าเฉลี่ยเท่าไร เราเผยแพร่เพื่อให้สังคมรับรู้ว่า มีการตั้งใจใช้เงินในระดับนี้จริง
ทั้งนี้ การเปิดเผยผลสำรวจทำให้สังคมเริ่มตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงมากขึ้น และเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง โดยเฉพาะประชาชนไม่ควรขายสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจากการซื้อเสียงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งผู้ให้และผู้รับ และอาจนำไปสู่การได้ผู้แทนที่เข้ามา “ถอนทุนคืน” จนก่อให้เกิดการคอร์รัปชันในระบบการเมือง
สำหรับตัวเลข 7,500 บาท นางเสาวนีย์มองว่า สะท้อนการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงการใช้วงเงินจำนวนมากในสนามการเมือง โดยไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งครั้งนี้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นก็พบสัญญาณการใช้เงินซื้อเสียงในระดับ 3,000–5,000 บาทมาแล้ว โดยเฉพาะในบางพื้นที่ของภาคอีสาน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 7,500 บาทถือเป็นค่าสูงสุดที่เคยพบจากการทำโพลในลักษณะนี้ ขณะที่ค่าเฉลี่ยการซื้อเสียงอยู่ที่ประมาณ 985 บาท โดยมีตัวเลขต่ำสุดอยู่ที่ 100–200 บาท ซึ่งแตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่
นางเสาวนีย์ย้ำว่า การใช้เงินในระดับสูงเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่คำถามสำคัญเรื่องการถอนทุนคืนหลังการเลือกตั้ง “ถ้าจ่ายไป 7,500 บาทต่อหัว ก็ต้องถอนทุนคืนมากกว่านั้นแน่นอน” ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว แม้จะยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกยืนยันว่าเป็นเงินทุนเทาหรือไม่ แต่ถือเป็นประเด็นที่น่าสงสัย และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ในด้านความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ นางเสาวนีย์ระบุว่า งานวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นทางสถิติสูงถึง 97% และมีค่าคลาดเคลื่อนเพียง 3% โดยข้อมูลทั้งหมดถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะผ่าน QR Code เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนสามารถตรวจสอบได้
ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นกลไกการดำเนินการเชิงรุกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะพรรคการเมืองต้องกำกับดูแลผู้สมัครในพื้นที่ไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม