ดีเอสไอส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาให้ ป.ป.ช. สอบ “อดีต รมต. – จนท.” 6 ราย!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา ส่งรายละเอียดให้ ป.ป.ช. สอบ “อดีต รมว.ดีอี – จนท.ดีอี” รวม 6 ราย เซ่นปมลงนาม MOU หลังพบพิรุธหลายจุด

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ที่เป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทแห่งหนึ่งจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 แต่ภายหลังพบเส้นทางอาจจะเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย

ดีเอสไอ ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ดีเอสไอส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาให้ ป.ป.ช. ชงสอบรวม 6 ราย

โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเชิญนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น พร้อมด้วย เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในขณะนั้น เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของ MOU ดังกล่าว รวมทั้งเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นบริษัท 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร  ขยายผลตรวจสอบถึงแหล่งฐานข้อมูลการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลภายในระบบ

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ มีรายงานจากดีเอสไอ แจ้งว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin โดยได้มีการเรียกสอบปากคำพยานบุคคล ได้มีการขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัทแห่งหนึ่งจากประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการฯ ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนพบว่าการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14

ดีเอสไอ ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ดีเอสไอส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาให้ ป.ป.ช. ชงสอบรวม 6 ราย

ซึ่งนอกจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ก็ยังมีผลตรวจสอบของทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอีฯ ซี่งมี นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ความผิดปกติเร่งรัดในการจัดทำ MOU ดังนี้

1.การลงนาม MOU ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจาก รมว.ดีอี ในขณะนั้นได้มาเซ็นลงนามให้ความเห็นชอบย้อนหลังในวันที่ 29 มี.ค.67 ทั้งที่ผ่านพิธีลงนาม MOU มาแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ทั้งที่ในหลักการราชการไม่สามารถทำได้ เพราะต้องให้ความเห็นชอบก่อน

2.กรณีที่อัยการสูงสุดได้ตั้งข้อสังเกตว่าสินทรัพย์ของ MOU อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบในด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากใน MOU ระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว 100% โดยไม่เป็นของภาครัฐหรือเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งในลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดพิธีลงนาม MOU โดยไม่ได้มีการปรับ MOU ทำตามแต่อย่างใด

3.เรื่องกฎหมายโครงการนำร่อง (Sandbox) เพราะกฎหมายได้มีการระบุเจาะจงพื้นที่ โดยต้องไปทำเป็นตัวกฎหมายก่อนแล้วค่อยมาเขียนโครงการนำร่อง แต่ปรากฏว่าโครงการถูกเขียนขึ้นมาก่อน

4.การจัดทำ MOU ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงในเวลา 3 วัน ซึ่งถือว่ามีความเร่งรัดผิดปกติ และปกติแล้วกระบวนการจะต้องอยู่ในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวจะต้องเข้าสู่กองกฎหมาย ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่เรื่องนี้กลับเข้าไปยังกองการต่างประเทศของกระทรวงฯ แทน

ดีเอสไอ ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ดีเอสไอส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาให้ ป.ป.ช. ชงสอบรวม 6 ราย

นอกจากนั้นรายงานข่าวจากดีเอสไอ ยังระบุอีกว่า จากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอีฯ รวมไปถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอ จึงพบว่าในเรื่องดังกล่าวมี ข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวงดีอีฯ รวม 6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากสำนวนคดีพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจะต้องนำสำนวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่วนหลังจากนี้ก็เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ

ส่วนกรณีของกรรมการบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับ MOU และการสแกนม่านตาด้วยนั้น ก็จะรวมอยู่ในสำนวนนี้เช่นเดียวกัน เพื่อพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำใดเข้าข่ายความผิดด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า บุคคลทั้ง 6 ราย ที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอีฯ แจ้งพฤติการณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ MOU ประกอบด้วย 1.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ในขณะนั้น) 2. เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ในขณะนั้น) 3.ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ในขณะนั้น) 4. รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ในขณะนั้น)  5.ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงดีอีฯ และ 6.เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีฯ

โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์ตามฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเช้าวันนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำส่งสำนวนคดี จำนวน 6 กล่อง แฟ้ม จำนวน 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ