จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโลกออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นที่ปรากฏบาร์โค้ด - คิวอาร์โค้ด ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจตรวจสอบย้อนกลับไปจนถึงตัวผู้ลงคะแนนเสียงได้นั้น เมื่อกางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ระบุไว้ชัดว่า เลือกตั้งต้องเป็นไปในทางลับ โดยนักวิชาการ ชี้ บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดส่อไม่สุจริต
โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร มาตรา 85 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด
ทั้งนี้ การประกาศผลดังกล่าว ไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ก็ตาม
แต่จากที่กล่าวมานั้น กกต. อาจอ้างอิงข้อกฎหมาย มาตรา 129 วรรค 6 ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งได้ระบุไว้ว่า มาตรา 129 วรรค 6 ให้สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเปิดเผยบันทึกการประชุม รายงานการดำเนินการ รายงานการสอบหาข้อเท็จจริง หรือรายงานการศึกษา แล้วแต่กรณี ของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนทราบ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี มีมติมิให้เปิดเผย
ด้าน ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง ได้โพสต์เรื่องบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งว่า
เรื่องใหญ่เลยครับงานนี้ หากเป็นไปตามที่ข่าวนำเสนอกันจริง "เรื่องบาร์โค้ด" ว่าสามารถทำให้ล่วงรู้ได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกพรรคใด แบบนี้ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 100% เนื่องจากขัดต่อหลักการเลือกตั้งที่จะต้องเป็นความลับ (Secret ballot) เมื่อการเลือกตั้งไม่เป็นความลับเสียแล้ว ย่อมทำให้การเลือกตั้งที่เราไปใช้สิทธิกันนั้น กลายเป็น "การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม" ไปในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ดี ตนอยากให้ทาง กกต. ออกมาชี้แจงเรื่องนี้กับประชาชนให้ชัดเจนโดยเร็ว เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องกระทบต่อผลการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นการ "ละเมิดต่อสิทธิเลือกตั้ง" ในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย
ข้อมูลจากหลายประเทศ พบว่ามีการใช้ระบบหมายเลขประจำบัตร (Serial Number) หรือ เครื่องหมายระบุตัวตนเฉพาะ (Unique Identifying Mark: UIM) บนบัตรเลือกตั้ง ในการป้องกันบัตรปลอม ป้องกันการสวมสิทธิ ตรวจสอบจำนวนบัตรที่ออกและที่ใช้จริง ใช้เป็นหลักฐานกรณีมีคำร้องเลือกตั้ง
โดยเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันทุจริต และตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง ไม่ใช่เพื่อละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิ โดยการตรวจสอบย้อนกลับทำได้เฉพาะเมื่อมีคำสั่งศาล และพบการโกงที่กระทบผลเลือกตั้งเท่านั้น
สิงคโปร์ เริ่มพิมพ์หมายเลขลงบนบัตรเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 1947 ในสมัยรัฐบาลอาณานิคม เพื่อตรวจสอบบัตรเลือกตั้งที่ออก และใช้ไปทั้งหมดได้ รวมถึงป้องกันการทุจริต ป้องกันการปลอมแปลงและการแอบอ้างเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งจะถูกทำลายภายใน 6 เดือน หลังการเลือกตั้ง และในแต่ละครั้งมีบัตรจำนวนหลายล้านใบ ทำให้การ "ไล่ตรวจทีละใบ" แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ