จากกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง หลายคนตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ เพราะอาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ ทีมข่าวพาย้อนดูประเทศไทยเคยมีการเลือกตั้งเป็นโมฆะและเลือกตั้งใหม่มาแล้วกี่ครั้ง
ครั้งแรกในปี 2549 ย้อนกลับไปช่วงปลายปี พ.ศ. 2548 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขับไล่รัฐบาลของ นายทักษิณ ชินวัตร
ความวุ่นวายยืดเยื้อจนถึงขั้นที่พรรคฝ่ายค้าน เสนอให้มีการจัดทำสัตยาบัน เพื่อปฏิรูปการเมืองก่อนจะมีการเลือกตั้ง แต่พรรคไทยรักไทยปฏิเสธข้อเสนอ
ในที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจยุบสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่อย่างเร่งด่วน ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งห่างจากวันยุบสภาเพียงแค่ 35 วันเท่านั้น
กกต.ยุคนั้น มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน กกต. การทำหน้าที่ของ กกต. ชุดนี้กลับเต็มไปด้วยข้อกังขา และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตั้งแต่ก่อนวันลงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นการที่ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยมีกรรมการเข้าประชุมเพื่อทำหน้าที่เพียง 4 คน (ประธาน 1 คน และกรรมการอีก 3 คน) ซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุมเต็มที่ต้องมี 5 คน ตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความวุ่นวายเรื่องอุปกรณ์ เมื่อ กกต. กำหนดให้ใช้เพียงตราประทับ แทนการใช้ปากกากากบาทในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อความคุ้นเคยและธรรมเนียมปฏิบัติ จนเรื่องร้อนไปถึงศาลปกครอง ที่ต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้สามารถใช้ได้ทั้งปากกา และตราประทับควบคู่กันไป
เมื่อถึงวันลงคะแนนเสียง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ภาพที่ปรากฏตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว และวิกฤตศรัทธาอย่างชัดเจน ประชาชนบางส่วนแสดงออกซึ่งการต่อต้านกระบวนการเลือกตั้งด้วยวิธี “อารยะขัดขืน” มีปรากฏการณ์ การฉีกบัตรเลือกตั้ง ที่สะเทือนใจที่สุดคือการใช้เลือดตัวเอง เพื่อกากบาทลงบนบัตรเลือกตั้งแทนสัญลักษณ์ของการประท้วง เป็นต้น และหนึ่งในความผิดพลาด ระดับประวัติศาสตร์ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำ กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายข้อใหญ่ คือการจัดคูหาเลือกตั้งที่ “หันหลังออก” จนนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย หลังการเลือกตั้งได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
จนต่อมา วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด ให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 “เป็นโมฆะ” ศาลได้ให้เหตุผลหลักว่า การจัดคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ปิดลับ และการกำหนดวันเลือกตั้งนั้นไม่เหมาะสม หรือไม่น่าเชื่อถือ ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 “เป็นโมฆะ” ศาลได้ให้เหตุผลหลักว่า การจัดคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ปิดลับ และการกำหนดวันเลือกตั้งนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่น่าเชื่อถือ
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ นำไปสู่หายนะของ กกต. ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 3 คน ได้แก่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, พล.ต.ท.ปริญญา นาคฉัตรีย์, และ พล.ต.อ.วีระชัย แนวบุญเนียร ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การต่อสู้ในชั้นศาลกินเวลายาวนานหลายปี กระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนให้จำคุกอดีต กกต. คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2549 มีการพยายามกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นก็ไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้น เพราะในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เกิดรัฐประหารขึ้นก่อน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมือง
ครั้งที่ 2 ที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ คือในปี 2557 การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ชนวนเหตุทำให้เกิดภาวะวิกฤตการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ ในขณะนั้นประเทศไทยบริหารงานโดยรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย
รัฐบาลได้พยายามผลักดัน และเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเข้าสู่สภา และผ่านสภากลางดึก จนถูกเรียกว่าสภาลักหลับ สร้างความไม่พอใจอย่างมากจนก่อให้เกิดการรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ของมวลชน นำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันในนาม กปปส.
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในขณะนั้น ได้ตัดสินใจถอดถอน สส. ของตนเองออกจากการทำหน้าที่ในสภา เพื่อไปเข้าร่วมการชุมนุมบนท้องถนนร่วมกับกลุ่ม กปปส. ด้วย
รัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ จึงต้องหาทางออกเพื่อลดความขัดแย้ง ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 รัฐบาลได้ตัดสินใจประกาศยุบสภา โดยจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่ผู้ชุมนุมมองว่า การยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้งกลับไม่ใช่ทางออก ขณะที่กลุ่ม กปปส. กลับต่อต้านการเลือกตั้งอย่างสุดกำลัง ข้อเรียกร้องหลักคือต้องการให้มีการจัดตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้นมาทำหน้าที่แทนกระบวนการรัฐสภาปกติ
ในยุคสมัยนั้น โครงสร้างของ กกต. ประกอบไปด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอีก 6 คน รวมเป็น 7 เสียง พร้อมด้วยเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งอีกหนึ่งคน มีนายศุภชัย สมเจริญ ทำหน้าที่เป็นประธาน กกต. ซึ่งถือเป็นประธานชุดแรกในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีนายภุชงค์ นุตราวงศ์ ทำหน้าที่เป็นรักษาการเลขาธิการ
ภารกิจของ กกต. ในปี 2557 เต็มไปด้วยอุปสรรค กลุ่ม กปปส. ได้เดินหน้ายกระดับการชุมนุมด้วยการเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการ และหน่วยจัดการเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศ มีรายงานการปะทะกันอย่างดุเดือด ระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุม หลายพื้นที่ มีคนบาดเจ็บเสียชีวิต ระหว่างนั้นมีความพยายามร้องศาลรัฐธรรมนูญให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีข้อสรุปออกมาว่าไม่มีอำนาจในการสั่งเลื่อนการเลือกตั้งได้
วันเลือกตั้งจริงในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 สถานการณ์เลวร้ายกลุ่ม กปปส. ได้เปิดปฏิบัติการที่เรียกว่า “ปิดคูหา”ทำให้หน่วยเลือกตั้งประมาณร้อยละ 10 ถึง 15 ไม่สามารถเปิดทำการให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิได้ กกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ถึงกับต้องออกมายอมรับความพ่ายแพ้ ยอมรับว่าการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ล้มเหลว หลังจากการลงคะแนนเสียงสิ้นสุดลง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อันเป็นกลไกของฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้
ในที่สุด วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 นั้น โมฆะ และเหมือนเดิม เกิดสุญญากาศทางการเมือง ครั้งนั้นสังคมไทยถูกแบ่งขั้วอย่างรุนแรง สุดท้ายเราไม่ได้เลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้การรัฐประหาร ภายใต้นามของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นการยุติบทบาทของรัฐบาลพลเรือน และตัดจบปัญหาความขัดแย้งด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ