จากกรณีเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่เป็นประเด็นกันอยู่ และกับคำถามว่า แบบนี้จะใช่การลงคะแนนทางลับได้อย่างไร และอาจนำการเลือกตั้ง 2569 ไปสู่โมฆะหรือไม่นั้น ทำให้นักวิชาการด้านกฎหมาย หลายคนออกมาแสดงความเห็นถึงหลักการทางกฎหมายกันอย่างมากมาย
เริ่มกันที่ พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความดังนี้
ว่าด้วยหลักการเลือกตั้งโดยลับ (Secret Ballot) ด้วยการเลือกตั้งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่นำมาซึ่งเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน การเลือกตั้งจึงต้องเป็นความลับ กล่าวคือ ต้องไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ หรือทราบย้อนกลับได้ (Non-Traceable) ว่าคะแนนเสียงที่ลงให้ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองไปนั้นเป็นของใครและพรรคใด
ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งว่าเขาจะสามารถแสดงเจตจำนงได้โดยอิสระและปราศจากความหวาดกลัวจากการถูกคุกคาม หรือตอบโต้ไม่ว่าในรูปแบบใด
สาระสำคัญของการทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับคือ การรักษาความเป็นนิรนาม (Anonymity Safeguard) ของผู้ลงคะแนนและคะแนนเสียงที่ลงไป ผ่านการตัดความเชื่อมโยงระหว่าง “ข้อมูลที่อาจบ่งบอกถึงผู้ลงคะแนน” และ “คะแนนเสียงที่ลงไป” ออกจากกัน ไม่ว่าจะ…
1. ในระหว่างกระบวนการลงคะแนน (During the voting process) เช่น การเข้าไปลงคะแนนในคูหาที่มิดชิดเป็นส่วนตัว, การพับบัตร, การหย่อนบัตรด้วยตนเอง, การใส่บัตรลงในหีบบัตรที่มิดชิด ฯลฯ และ
2. ภายหลังจากได้ทราบผลการลงคะแนนแล้ว (The voting result) เช่น การทำลายความเชื่อมโยงระหว่างต้นขั้วและตัวบัตรเลือกตั้ง, การไม่ใส่รหัสเฉพาะ (Unique Code) ลงบนบัตรเลือกตั้ง ฯลฯ
ทั้งนี้ “ความเป็นนิรนาม” ไม่สามารถถูกล่วงละเมิดได้โดยบุคคลใดๆ รวมถึงผู้จัดการเลือกตั้ง (กกต.) เองด้วย ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดๆ (วิธีทางกายภาพ หรือกระบวนการทางเทคนิคใดๆ) ก็ตาม
ดังนั้น การเน้นย้ำ หรือให้ความสำคัญในการรักษาความเป็นนิรนามเฉพาะแต่ในระหว่างกระบวนการลงคะแนน (แบบที่ กกต. ชี้แจง) จึงเป็น “การรักษาความลับแค่ครึ่งเดียว” เพราะยังขาดการรักษาความเป็นนิรนามภายหลังจากได้ทราบผลการลงคะแนนไป
การจัดการเลือกตั้งเช่นนี้จึงไม่ถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งโดยลับตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งครับ
ข้อสังเกต…”หลักความลับของบัตรเลือกตั้ง” เป็นหลักการสูงสุดสำหรับการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (Free and fair election) กล่าวคือ แม้เพียง “เชื่อได้ว่าอาจตรวจสอบคะแนนเสียงนี้ได้ว่าเป็นของใคร” (ไม่ใช่ตรวจสอบยาก) ก็ขัดต่อหลักการนี้แล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการทำลายความเชื่อมั่นของการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอันตรายมาก
ขณะที่ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องการลงคะแนนว่าต้องเป็นทางลับ ที่ใครก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ตอนหนึ่งว่า รัฐมีหน้าที่ทำให้การระบุตัวตนเป็นเรื่อง "เป็นไปไม่ได้" ไม่ใช่แค่ "สัญญาว่าจะไม่ทำ" โดยให้ข้อมูลในเชิงข้อเท็จจริงว่า
1. หากบัตรเลือกตั้งใช้รหัสแบบกลุ่ม (Batch Code) เช่นรหัสที่ระบุแค่จังหวัด/เขต แต่เหมือนกันทุกใบในเขตนั้น หรือเหมือนกันทุกใบในเล่มนั้น (20 ใบ) รหัสบัตรเลือกตั้งแต่ละใบไม่ใช่รหัสเฉพาะ (Unique Serial) ทำให้ตรวจย้อนกลับไปถึงต้นขั้วไม่ได้ แบบนี้ถือเป็น "การลงคะแนนลับ"
2. หากบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีรหัสเฉพาะ (Unique Serial) ที่ระบุตัวตนผู้เลือกตั้งได้ มีผลไม่ต่างไปจากพิมพ์เลขที่บัตรลงในบัตรเลือกตั้งให้เหมือนกับเลขที่ในต้นขั้ว แบบนี้ถือว่า "ไม่ใช่การลงคะแนนลับ" และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง
และขั้นตอนการทวงสิทธิคืน เมื่อความลับถูกละเมิดนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถดำเนินการตามสูตร 60 วันดังนี้
1. ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินรวบรวมหลักฐานร้องเรียนว่า "ลักษณะบัตร" ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 เพื่อให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
2. กฎเหล็ก 60 วัน ที่ต้องจำคือ หากยื่นเรื่องไปแล้ว แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ดำเนินการ หรือไม่ส่งเรื่องภายใน 60 วันนับแต่วันที่เราร้องเรียน
3. ให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้เลย ประชาชนผู้ถูกละเมิดสิทธิสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ทันที
โดย วัส สรุปว่า แม้ กกต. จะยืนยันว่าการกำหนดรหัสในบัตรเลือกตั้งมีไว้เพื่อป้องกันการทุจริต แต่ในมุมมองของรัฐธรรมนูญและองค์กรระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีสมาชิก "ช่องโหว่ทางเทคนิค" อันทำให้ "ความรู้สึกว่าถูกตรวจสอบได้" ก็เพียงพอที่จะทำลายเสรีภาพในการตัดสินใจแล้ว (Chilling Effect) และคือโจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องตอบให้ชัด เพื่อให้เสียงของเราทุกคนต้อง "ลับ" และ "ปลอดภัย" อย่างแท้จริง
แม้ฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป แต่หลังอ่านบทความนี้แล้ว ไม่รู้ว่า กกต. จะ "หนาว" ต่อไปหรือไม่ ?
ด้าน ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85วรรคหนึ่ง ให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยตรงและเป็นความลับ โดย พรป.สส.มาตรา 84 บัญญัติให้การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำได้โดยวิธีการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง และในบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ใน พรป.สส.มาตรา 85
ในระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า "เพื่อป้องกันปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง"
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง สส.ใน ปี 2549 ระบุชัดว่า กกต.จัดการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ โดยประชาชนสามารถมองเห็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
แต่ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ในยุคดิจิทัล กกต.จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง แถมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง “เพื่อป้องกันปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง”
บัตรเลือกตั้ง ที่ กกต.จัดทำขึ้น หากเทียบเคียงกัน สลากกินแบ่งรัฐบาล ของสำนักงานสลากรัฐบาล ที่กำหนดบาร์โค้ดไว้ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงสลากกินแบ่งรัฐบาล
แตกต่างจาก บิลค่าไฟ ค่าน้ำ หรือค่าโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาย้อนหลังได้
หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กกต.ผลิตบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนบาร์โค้ด สามารถตรวจสอบต้นขั้วย้อนหลังได้ว่า ผลิตมาจากต้นฉบับใด และนำไปใช้ในหน่วยเลือกตั้งใด อย่างไร แต่การผลิตเป็นบัตรเลือกตั้งยังไม่ได้ใช้และไม่ได้ไปลงบันทึกซ้ำว่าเป็นของประชาชนรายใด ย่อมไม่อาจมีฐานข้อมูลประชาชน ย่อมไม่อาจตรวจสอบผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เปรียบเสมือนประชาชนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่อาจตรวจสอบประชาชนผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ แต่สำนักงานสลาก สามารถตรวจสอบเพียงว่า ล็อตเอตอรี่ที่นำขึ้นเงินฉบับนั้น จริงหรือปลอมเท่านั้น
ข้อเท็จจริงที่ปั่นกระแสกันในเรื่องล้มการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะ จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ ในเรื่องบัตรเลือกตั้งในยุคดิจิทัล ไม่อาจล้วงข้อมูลลับในขณะพี่น้องประชาชนเข้าคูหากาบัตรได้
เหตุที่เป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งที่เป็นความลับ หรือไม่ ต้องพิจารณาในขณะใช้สิทธิ์เลือกตั้ง มิใช่เป็น กลโกงการเลือกตั้ง
พูดภาษาชาวบ้าน คือ รหัสหรือเครื่องหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในบัตรเลือกตั้งของ กกต.หรือที่เรียกว่า บาร์โค้ดและคิวบาร์โค้ด เจตนาเพื่อป้องกันปลอมบัตรเลือกตั้ง มิใช่เพื่อล้วงข้อมูลประชาชน “ขณะ”ใช้สิทธิเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งจึงไม่เป็นโมฆะ