เลือกตั้ง 2569 : ย้อนรอย “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อการเลือกตั้งกลายเป็น “โมฆะ” เกิดอะไรขึ้นบ้างในการเลือกตั้งปี 2549 และปี 2557

จากประเด็นร้อนเกี่ยวกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่สามารถเช็กได้ถึงต้นขั้วบัตร ซึ่งทำให้ประชาชนหลายฝ่ายมองว่าอาจจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ เพราะข้อมูลจากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าว อาจจะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้ลงคะแนนเป็นใครและลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด จนอาจจะส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ” หรือไม่

เลือกตั้ง ช่างภาพพีพีทีวี
ย้อนประวัติศาสตร์ “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ”

วันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี จะพาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทย เทียบเคียงกรณีที่การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” มาแล้ว 2 กรณี คือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

การเลือกตั้งปี 2549

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2549 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยมีสาเหตุเนื่องมาจาก นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549

เกิดปัญหาในช่วงการเลือกตั้งหลายประเด็น เริ่มตั้งแต่ 3 พรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์, พรรคชาติไทย, พรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขัน นักวิชาการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อารยะขัดขืน ทั้งการฉีกบัตรเลือกตั้งและใช้เลือดกาบัตรเลือกตั้ง ขณะที่ผู้สมัครจำนวนหลายสิบเขต ได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนไม่เลือกผู้ใด แต่ได้รับเลือกด้วยเกณฑ์ร้อยละยี่สิบ และเกณฑ์กรณีมีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องการจัดคูหาเลือกตั้งหันหลังออก ทำให้เกรงว่าอาจจะทำให้สามารถมองเห็นการลงคะแนนได้โดยง่าย

ข้อวิจารณ์การทำงานของ กกต.

การประชุมกำหนดการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 น่าจะไม่ชอบเกี่ยวกับองค์ประชุม ที่กำหนดใน พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง 2540 มาตรา 8 ระบุเรื่องการประชุมให้มีไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของเท่าที่มีอยู่ แต่ในวันดังกล่าว ที่ กรรมการ กกต. มีจำนวนเพียง 3 คน จาก 4 คน เนื่องจากมี กกต. 1 คนเดินทางไปต่างประเทศ

มีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 40 เขตในวันที่ 23 เมษายน 2549 โดยเปิดรับผู้สมัครใหม่ แต่ให้ผู้ที่เคยสมัครในการเลือกตั้งรอบแรกใช้หมายเลขเดิมและมีการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเวียนเทียนสมัคร โดยผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติในเขตการเลือกตั้งหนึ่ง และแพ้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 สามารถย้ายไปลงสมัครที่เขตอื่น จังหวัดอื่นได้ โดยมีหนังสือเวียนโดยนายวาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. แจ้งให้รับสมัครได้ เป็นต้น

ขณะเดียวกันมีผู้อำนวยการ กกต.เขต จังหวัดสงขลา ประกาศลาออกจากตำแหน่งทั้ง 7 เขต เนื่องจากไม่พอใจการทำงานของ กกต.กลาง และมีเหตุการณ์ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 7 หน่วยเลือกตั้ง ประท้วงการเลือกตั้ง โดยบางหน่วยไม่ไปรับบัตรเลือกตั้ง และบางหน่วยไปรับบัตรเลือกตั้งแต่ไม่เปิดทำการ

เพิกถอนการเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งรวม 461 ที่นั่ง พรรคคนขอปลดหนี้ 4 ที่นั่ง พรรคพลังประชาชน 3 ที่นั่ง พรรคประชากรไทย 2 ที่นั่ง และพรรคพลังธรรม 1 ที่นั่ง

แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยผลการพิจารณา กรณีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก จำนวน 8 คน วินิจฉัยว่าการดำเนินการของ กกต.ดังกล่าว มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีมติให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” โดยมีเหตุผลสำคัญคือ การจัดคูหาเลือกตั้งในลักษณะที่บุคคลภายนอกสังเกตเห็นการลงคะแนนได้ หรือ “คูหาไม่เป็นความลับ” รวมถึงการกำหนดวันเลือกตั้งที่กระชั้นชิดเกินไปเพียง 35 วัน ซึ่งถือว่าไม่เที่ยงธรรม

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน วินิจฉัยว่าให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้ง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปใหม่

พิพากษาจำคุก กกต.

หลังจากนั้น นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต.ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ได้นำมาซึ่งคำพิพากษาให้ กกต.ต้องโทษจำคุก และออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม จนมีการสรรหา กกต.ใหม่ และกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549

ก่อนจะถึงการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ได้เกิดการก่อรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลภายใต้การรักษาการนายกรัฐมนตรี ของนายทักษิณ ชินวัตร และภายหลังการรัฐประหารนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีคำสั่งแถลงการณ์ฉบับที่ 3 จึงทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ถูกยกเลิกไปในที่สุด

เลือกตั้ง ช่างภาพพีพีทีวี
ย้อนประวัติศาสตร์ “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ”

การเลือกตั้งปี 2557

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปครั้งที่ 25 และเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 หลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.

แต่ระหว่างจัดเลือกตั้ง กลุ่ม กปปส. ได้ชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าต้องการปฏิรูปการเมืองก่อนมีการเลือกตั้งและได้ขัดขวางหน่วยเลือกตั้งในบางท้องที่ของกรุงเทพมหานครและภาคใต้จนไม่สามารถเปิดให้ลงคะแนนได้ ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งชดเชยในเขตที่เลือกตั้งไม่ได้

การเพิกถอนการเลือกตั้ง

แต่จากเหตุการณ์ที่เกิขึ้นทำให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จากนั้นวันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 : 3 วินิจฉัยว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดให้เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถเลือกตั้งให้แล้วเสร็จทั่วประเทศได้ภายในวันเดียวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง และเมื่อพระราชกฤษฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปด้วย

ชนวนเหตุรัฐประหาร 2557

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์การเมืองไทยกลายเป็น “สูญญากาศ” โดยมีเพียง “รัฐบาลรักษาการ” บริหารประเทศ ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ปิดสถานที่ราชการหลายแห่งจนรัฐบาลรักษาการไม่สามารถบริหารงานได้

จนกระทั่งวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประกาศทำการรัฐประหารต่อรัฐบาลรักษาการของคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งอยู่ภายหลังวิกฤตการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อราวหกเดือน และได้จัดตั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อบริหารประเทศ และออกคำสั่งยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ยกเว้นหมวดที่ 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ พร้อมประกาศให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสุดอำนาจ และยุบวุฒิสภาไทยทั้งหมด ปิดฉากการเลือกตั้งในปี 2557 ไปในที่สุด

โดยผลพวงจากการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2557 นำมาซึ่งความสูญเสียทางงบประมาณมหาศาลกว่า 2,400 ล้านบาท นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. ในปี 2560 ต่อ 2 กลุ่มบุคคล คือ 1. แกนนำ กปปส. และพวก 234 คน ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งจนเกิดความเสียหายแก่รัฐ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในความผิดฐานละเมิด ปล่อยให้มีการจัดการเลือกตั้งทั้งที่มีคำทักท้วงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ