นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อสอบคำให้การ หลังตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยโจทก์ผู้ยื่นฟ้องคือ นายเบน สมิธ (Benjamin Mauerberger) หรือ นายเบน สมิธ ซึ่งได้มอบอำนาจให้นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ เป็นผู้ฟ้องร้อง พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจำนวน 100 ล้านบาท จากกรณีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของนายรังสิมันต์ ที่มีเนื้อหาอ้างว่า
นายเบน สมิธ มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน ซึ่งโจทก์ชี้ว่าเป็นการใส่ความ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง และทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
โดยนายรังสิมันต์ได้เปิดเผยถึงแนวทางการต่อสู้ในคดีนี้ว่า วันนี้เป็นการสอบคำให้การและนัดตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งในฝั่งของตนได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลจำนวน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ โจทก์ผู้ยื่นฟ้องในคดีนี้ โดยถือเป็นสิทธิของฝ่ายจำเลยที่จะสามารถอ้างโจทก์เป็นพยานได้ สำหรับสาเหตุที่อ้างนายเบน สมิธ เป็นพยานฝ่ายตนด้วยนั้น ก็เพื่อซักถามข้อเท็จจริงกับนายเบน สมิธ
ทั้งนี้ ในพยานบุคคลทั้ง 16 ปาก ยังไม่มีรายชื่อนักการเมืองรายใหญ่หรือบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่าสนิทสนมกับนายเบน สมิธ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการเพิ่มรายชื่อนักการเมืองในส่วนนี้ แต่ยอมรับว่าอยู่ในวิสัยที่สามารถพิจารณาเพิ่มเติมภายหลังได้
สำหรับคดีนี้ ตนไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ เพราะยืนยันว่าการถูกฟ้องเกิดจากการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งเป็นแนวทางที่การเมืองไทยดำเนินการอยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการฟ้องในลักษณะนี้มีเจตนาอะไร ประชาชนคงมองออก และอาจตั้งคำถามว่าหลังจากนี้คนที่ถูกฟ้องจะกล้าออกมาพูดหรือไม่ ซึ่งตนกังวลว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีต่อการค้นหาความจริง โดยเฉพาะการขุดคุ้ยคดีสแกมเมอร์ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อประเทศ แม้ปัจจุบันการพูดถึงคดีสแกมเมอร์จะน้อยลง แต่มูลค่าความเสียหายและการแจ้งความดำเนินคดียังคงมีจำนวนมหาศาล ไม่สามารถปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ได้
นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า การถูกฟ้องในวันนี้ไม่ส่งผลต่อการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต เป็นเพียงการใช้สิทธิทางศาลของบุคคลหนึ่ง ซึ่งขอให้ประชาชนพิจารณาว่าเป็นการใช้สิทธิที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตหรือไม่
ส่วนกรณีที่คดีนี้จะกระทบกับพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ และจากผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มว่าพรรคดังกล่าวจะมาร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วยนั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า การเป็นฝ่ายค้านเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้ เพราะพรรคที่ไม่สามารถจัดตั้งหรือร่วมรัฐบาลได้ ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ถือเป็นกลไกปกติของรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ได้มีอะไรหนักใจ เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันในบทบาทฝ่ายค้าน และพรรคประชาชนก็จะเดินหน้าตามกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงกรณีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ป.ป.ง. ได้ส่งสำนวนคดียึดและอายัดทรัพย์ของเครือข่ายนายเบน สมิธ ในคดี น.ส.แตงไทย พร้อมพวก จำนวน 12,123 ล้านบาท ให้สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนเคยนำเสนอว่าฐานในการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ มีมากกว่าคดีของ น.ส.แตงไทย และยังมีคดี Huione Pay ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจสอบสวนกลาง แต่ยังไม่พบการขยายผล ทั้งที่คดีนี้น่าจะมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าที่เปิดเผยในเวลานี้
โดยเชื่อว่าตำรวจสอบสวนกลางจะสามารถขยายผลได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตนเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ ก็เคยเชิญตำรวจสอบสวนกลางมารับฟังข้อมูลคดีนี้ จึงถือว่าขณะนี้มีข้อมูลเชิงลึกแล้ว
ดังนั้น หากมีการขยายผลในคดี Huione Pay และสืบเส้นทางการเงินพร้อมยึดทรัพย์ อาจมีมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าคดี น.ส.แตงไทย ที่ยึดทรัพย์ได้ 12,123 ล้านบาท โดยมองว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะสามารถนำคืนผู้เสียหายชาวไทยในคดีสแกมเมอร์ได้จำนวนมาก