ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV HD36 ถึงกรณีการประกาศเตรียมเปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า การเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพิจารณาพื้นที่ กทม. มาพอสมควร ช่วงแรกไม่คิดว่าจะเป็นผู้ว่าฯ แค่พิจารณาว่าจะทำอย่างไรกับ กทม. ให้เป็น กทม. ในความฝันเราอย่างแท้จริง
ดร.มัลลิกา กล่าวต่อว่า จากที่อยู่ กทม. มาหลายสิบปี มีความรู้สึกว่า กทม. เป็นเมืองจำลองของทั้งประเทศ สามารถเชื่อมทุก ๆ ผู้ว่าฯ ในประเทศไทย สามารถสร้างศักยภาพให้ประเทศไทยได้อีกเยอะ
ประกอบกับการศึกษาผลคะแนนหลังการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา ทำให้ตกผลึกทางความคิดในเรื่องโอกาสความเป็นไปได้ที่เราจะทำงานโดยใช้ศักยภาพของเราและทีมงานของเรา
และหากย้อนไปในช่วงปี 2550 - 2551 ตนเป็นผู้ช่วยผู้จัดการโครงการของ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงนั้น เพราะฉะนั้นก็คุ้นเคยกันทุกเขต ก่อนที่จะมีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์สมัยแรก
ดร.มัลลิกา กล่าวว่า สิ่งที่ตนโฟกัสหลัก ๆ คือ ฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากกระทบกับสุขภาพของคน กทม. และเป็นวิกฤติของผู้ว่าฯ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีการจัดระเบียบเรื่องการก่อสร้าง โดยที่ไม่มีวัสดุที่คลุมฝุ่น มีการปล่อยใบอนุญาตสะเปะสะปะ ไม่จัดยุทธศาสตร์ จึงทำให้เมืองมีฝุ่นค่อนข้างมาก
ดังนั้น ตนจึงคิดว่าความสุจริตในการรับใช้พี่น้องประชาชนของชาว กทม. ต้องเกิดจากการที่เราต้องจริงจังและจริงใจก่อน
เมื่อถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชน ได้รับเลือกทั้ง กทม. จะส่งผลต่อการทำงานหรือไม่ ดร.มัลลิกา กล่าวว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่ศรัทธาพรรคส้มจะมาศรัทธาเรา หรือยากมากในการโน้มน้าวใจเขา แต่ความท้าทายคือ คนเลือกส้มทั้งเมืองประมาณล้านกว่า ขณะเดียวกันทั้ง 33 เขตมีคนไม่ได้เลือกถึง 3.9 ล้าน
ทั้งนี้ ตนไม่ได้หมายความว่าจะมาปกครองหรือแบ่งพรรคแบ่งพวกแต่อย่างใด แต่ทักษะการอยู่ระหว่างรุ่น (Generations) ทำให้สามารถบูรณาการได้ สร้างรอยยิ้มและสันติสุขให้เกิดขึ้นใน กทม. ได้
ดร.มัลลิกา กล่าวต่อว่า ไฮไลต์ของ กทม. ไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่น น้ำท่วม รถติด ทุกอย่างเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องแก้ให้ได้ ขณะเดียวกัน กทม. เป็นจุดเชื่อมโลกเชื่อมเมือง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และจะใช้แพลตฟอร์มเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การค้าออนไลน์ เพื่อทำให้เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ฟื้น
และเมื่อทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้แล้ว จะทำให้เกิดกลไกขนานใหญ่ของระบบเศรษฐกิจฐานราก เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้เช่นกัน
ดร.มัลลิกา ย้ำว่า การลงสมัครในครั้งนี้ ลงในฐานะผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรค ถือเป็นความท้าทายศักยภาพและทีมงานที่เรามี
“ความเป็นมัลลิกา ไม่ใช่คนที่มานั่งสุดโต่งจนเกินขีด เราเป็นคนที่สามารถคุยกับทุกคนได้ เรายิ้มเสมอ จะเป็นผู้ว่าฯ ที่มีสุขอนามัยดีคนหนึ่ง” ดร.มัลลิกา กล่าว
ดร.มัลลิกา กล่าวว่า เชื่อว่าพรรคอื่น ๆ ก็คงส่งผู้ลงสมัคร ซึ่งเป็นเสรีภาพในการนำเสนอ และเป็นโอกาสของคน กทม. ซึ่งประสบการณ์ของคน กทม. ทั้งหมดรู้อยู่แล้วว่าเลือกอะไรแล้วได้อย่างไร ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่จะเลือกนั้น ต้องดูว่าเลือกอย่างไร
ส่วนกรณีพรรคส้ม ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ตนไม่ได้ทิ้งขว้าง สามารถทำงานร่วมกับ สส.ส้มได้ กว่า 33 คนที่เข้ามาไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นถ้ามีมัลลิกาเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ก็จะสามารถประสานงานได้ง่ายกว่าในการดูแลพี่น้องประชาชน เพราะหากเป็นคนที่สูงวัย เอื้อมไม่ถึง จะเข้าถึงได้อย่างไร ก็ให้มัลลิกาที่เป็นกลางไปเข้าถึง ประสานงานง่าย
ดร.มัลลิกา กล่าวอีกว่า ตนกับ “รังสิมันต์ โรม” สนิทกัน อยู่ในคณะกรรมาธิการต่างประเทศด้วยกัน ซึ่งเราต้องยอมรับทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันได้ ไม่ใช่การยึดความคิดเห็นอยู่ในเส้นเสียงเดียว เพราะจะทำให้เกิดความเป็นพิษ (Toxic) กับประชาชนมากกว่า
ดร.มัลลิกา ยังกล่าวอีกว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะลงสมัครรับเลือกรอบ 2 อยู่ พอสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ก็จะพิจารณาว่าลงสมัครรับเลือกรอบ 2 หรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่าหากนายชัชชาติลงสมัคร พรรคประชาชนก็จะส่งคนมาลงแข่งแน่นอน
ส่วนกรณีที่ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ ระบุว่าจะส่งคนลงไปแข่งนั้น ดร.มัลลิกา กล่าวว่า “ก็ต้องดูว่ามีคุณสมบัติหรือไม่ บอกพี่เต้ว่ามาช่วย ดร.มัลลิกาดีกว่า ตอนนี้ไดโนเสาร์ตกอยู่ที่พระราม 2 อยู่ ยังไม่เห็นมาถึงพระราม 7”