“จาตุรนต์” ชี้รัฐแบกตรึงราคาน้ำมันไม่ไหว เสนอ 6 มาตรการรับมือพลังงานระยะยาว

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“จาตุรนต์” ชี้รัฐแบกตรึงราคาน้ำมันไม่ไหว เสนอ 6 มาตรการรับมือปัญหาพลังงานระยะยาว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์พลังงานในประเทศไทย แนะ 6 มาตรการจากการตรึงราคาเพื่อซื้อเวลา สู่การบริหารความเสี่ยงทั้งระบบ ระบุว่า ตนเคยตั้งคำถามไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ในเมื่อมาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน “ไม่เพียงพอ” ประเทศไทยจะรับมือช่วง 3–6 เดือนข้างหน้าอย่างไร ทั้งในด้านการพยุงราคาพลังงาน การดูแลฐานะกองทุนน้ำมันและการคลัง ไปจนถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และพลังงานของประเทศให้รับมือกับวิกฤตที่อาจยืดเยื้อได้จริง

อิสราเอล - อิหร่าน X/ Chaturon /จาตุรนต์
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

หลังครบกำหนดตรึงราคา 15 วันแล้ว และคำตอบก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า รัฐไม่สามารถแบกรับการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบกว้างได้ต่อไป เพราะภาระระดับ 700–1,000 ล้านบาทต่อวัน หรือราว 2.1–3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าจะใช้เป็นมาตรการระยะยาวได้ ภายใต้ข้อจำกัดของกองทุนน้ำมัน และฐานะการคลังที่ตึงตัวอยู่แล้ว

เมื่อราคาจริงของน้ำมัน สูงกว่าราคาที่มีการอุดหนุนแตกต่างกันมาก และเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกมาก การมีสต๊อกน้ำมันไปอีก 95 วัน ก็ไม่ได้อาจแก้ปัญหาน้ำมันขาดตลาด อย่างที่กำลังเกิดขึ้นได้

ขณะเดียวกัน ผลกระทบได้ลามไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการหลายกลุ่มแล้ว ทั้งประมงพื้นบ้านและเรือเล็กที่ต้นทุนน้ำมันสูงจนบางพื้นที่เริ่มเตือนว่าอาจต้องหยุดเรือ รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ต้องรับภาระต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง ค่าไฟ และค่าน้ำมันที่สูงขึ้นพร้อมกัน เกษตรกรที่ต้องรับภาระค่าขนส่ง ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น SMEs ผู้ค้ารายย่อย และครัวเรือนรายได้น้อยที่เผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมกัน ภาคท่องเที่ยวที่เสี่ยงต่อการใช้จ่ายต่อทริปลดลงหรือยกเลิกการเดินทาง และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก บรรจุภัณฑ์ สี และเคมีภัณฑ์ ที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูงและความเสี่ยง supply chain สะดุด ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำ คือเปลี่ยนจากการ “ตรึงราคาเพื่อซื้อเวลา” ไปสู่การ “บริหารความเสี่ยงทั้งระบบ”

1. เปลี่ยนจากอุดหนุนแบบกว้าง เป็นช่วยเหลือแบบเจาะเป้า

รัฐควรสงวนการพยุงราคาไว้เฉพาะกลุ่มที่กระทบต่อต้นทุนทั้งระบบจริง เช่น ขนส่งสาธารณะ รถบรรทุกสินค้าเกษตร โลจิสติกส์จำเป็น และอาชีพเปราะบางบางประเภท ส่วนครัวเรือนรายได้น้อยควรช่วยผ่านการโอนเงินหรือคูปองพลังงาน แทนการกดราคาหน้าปั๊มให้เท่ากันทั้งประเทศ

2.ทยอยปรับราคาดีเซลแบบขั้นบันไดและบริหารจัดการไม่ให้น้ำมันขาดตลาด

รัฐบาลต้องปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ซึ่งในที่สุดราคาน้ำมันอาจแพงกว่าราคาปัจจุบันอย่างมาก โดยกำหนดกรอบการปรับขึ้นล่วงหน้า เช่น ขยับได้ไม่เกินระดับหนึ่งต่อสัปดาห์ และทบทวนทุก 7 วัน เพื่อลดแรงกระแทกต่อประชาชน แต่ไม่ปล่อยให้กองทุนต้องแบกรับภาระเต็มจำนวนต่อไป ซึ่งในที่สุดราคาน้ำมันจะแพงกว่าปัจจุบันอย่างมาก

การทยอยขึ้นราคาเป็นระยะ มีปัญหาที่ต้องบริหารจัดการ คือเมื่อใกล้ถึงกำหนดปรับราคาให้สูงขึ้น ผู้ใช้ย่อมพยายามซื้อน้ำมันเก็บไว้ ขณะที่ผู้ขายก็ไม่อยากรีบขายและต้องการเก็บน้ำมันไว้ขายในราคาที่แพงขึ้น

3.ลดการใช้น้ำมันจริง ด้วยมาตรการประหยัดพลังงานที่จริงจัง

ต้องมี Energy Saving ภาคบังคับที่จะต้องเข้มงวดมากขึ้น ทั้งการปรับระบบขนส่งสินค้าให้พึ่งรางและเรือมากขึ้น สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับที่เหมาะสม ส่งเสริมยานพาหนะประหยัดพลังงาน และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดการใช้น้ำมันต่อหน่วยการผลิตหรือการขนส่ง เพราะทุกลิตรที่ประหยัดได้ คือภาระอุดหนุนที่ลดลง

4.วางกรอบวินัยการคลังและกองทุนน้ำมันให้ชัด

รัฐมีข้อจำกัดทางการคลังอย่างมากอยู่แล้ว นอกจากดูแลราคาน้ำมันแล้ว รัฐยังจะต้องเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตและประชาชนอีกมาก กองทุนน้ำมันควรมีหน้าที่เพียงผ่อนแรงกระแทกระยะสั้น ไม่ใช่แบกราคาน้ำมันแทนทั้งระบบเป็นเวลานาน รัฐจึงควรกำหนดเพดานภาระอุดหนุนรายเดือนหรือรายไตรมาสไว้ล่วงหน้า และหากทะลุกรอบ ต้องมีมาตรการปรับราคาอัตโนมัติหรือเปลี่ยนไปใช้การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทันที

5.เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ

ไทยต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากภูมิภาคอื่นมากขึ้น เช่น รัสเซีย อเมริกาใต้ และแหล่งใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายจากพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง พร้อมกันนั้นต้องเร่งลดการพึ่งพาดีเซล เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และขยายพลังงานทางเลือก เพื่อให้ระบบพลังงานไทยรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้นในระยะยาว

6.ใช้วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันยกระดับไทยเป็น resilient base ของภูมิภาค

สงครามครั้งนี้ควรเป็นแรงผลักให้ไทยมองไกลกว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเร่งสร้างตัวเองให้เป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม ทั้งด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิต เพราะในโลกที่ซัพพลายเชนผันผวน ความได้เปรียบจะไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนต่ำอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความมั่นคง ความต่อเนื่องในการส่งมอบ และความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิต

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ