ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยมีการเสนอญัตติด่วน เพื่ออภิปรายเรื่องราคาพลังงาน ที่เพิ่มสูงขึ้นจากเหตุการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
โดย นายจตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า จากที่ตนได้สำรวจพบว่า บางปั๊มไม่มีน้ำมัน และหลายพื้นที่สะท้อนปัญหาเรื่องเดียวกันทั้งหมด
รัฐบาลบอกมีน้ำมันแต่ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม เป็นเพราะอะไรฉะนั้นรัฐบาลต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระจายน้ำมัน การบริหารจัดการ และการตรวจสอบดูแล ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปถึงการทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ การได้ประโยชน์ของใครก็ตาม เกิดจากข้อเท็จจริงที่กองทุนน้ำมันใช้เงินอุดหนุนอยู่ และบอกว่าส่วนต่างราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 20 บาท ส่วนต่างตรงนี้จะเป็นประเด็นหากมีน้ำมันอยู่กับตัว และคิดว่าน้ำมันข้างหน้าจะราคาขึ้น ถ้าเขายังไม่ขายเก็บไว้ถึงวันข้างหน้า ราคาแพงขึ้นรายได้ก็มากขึ้นเป็นลิตรละ 20 บาท
ฉะนั้นการควบคุมดูแลเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าน้ำมันสำรองในระบบ กับไม่มีน้ำมันในมือประชาชนเป็นปัญหาที่ควบคู่กันอยู่ตอนนี้ ปัญหานี้สะท้อนถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ หากดูแลให้ดีไม่ได้ด้วยการบริหารจัดการ เราจะรับมือกับปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ไม่ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะลุกลามจากแค่เรื่องน้ำมันกลายเป็นเศรษฐกิจโลก และเป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบ
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลยังยืนยันว่า มีน้ำมันอยู่ในระบบ พร้อมทั้งต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไร จนทำให้สถานการณ์ลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาน้ำมันแพงหรือเติมน้ำมันยาก แต่เป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยอ้างข้อมูลจาก IMF ว่า ราคาน้ำมัน และก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกให้เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุน หรือ cost-push inflation มากขึ้น โดยต้นทุนจะส่งผ่านจากพลังงานไปยังภาคขนส่ง การผลิต การเกษตร และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน พร้อมอ้างการประเมินของสภาพัฒน์ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% และหากวิกฤตลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือเทศกาลสงกรานต์ ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวว่า แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาภาระได้บ้างในระยะสั้น แต่เป็นมาตรการที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับวิกฤตที่กระทบทั้งระบบ และยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง ในเวลาที่ไทยมีข้อจำกัดทางการคลัง และภาระหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ใกล้กรอบเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP อย่างมาก จึงไม่สามารถพึ่งมาตรการอุดหนุน หรือการลดภาษีเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป
เมื่อรัฐบาลยืนยันแล้วว่า จะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ “พูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าปัญหาใหญ่เพียงใด จะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 - 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ คำว่า “ปล่อยตามกลไกตลาด” ก็อาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง
นายจาตุรนต์ จึงเสนอให้รัฐแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันก่อนเป็นลำดับแรก เปิดเผยข้อมูลสต๊อก และการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุน และการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และเร่งขยายบริการขนส่งสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน
ในระยะยาว ให้รัฐบาลใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดัน ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “resilient base” ของภูมิภาค หรือฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม โดยต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ปรับปรุงระบบสำรองและโครงสร้างพื้นฐาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิต และเสริมความแข็งแรงของภาคเกษตร อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม เพื่อให้ไทยรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน