อาคารรัฐสภา (สว.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ แถลงข่าวภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณาสรุปเหตุผลและแนวทางการยกเลิก MOU 2543 โดยระบุว่า กมธ.วิสามัญได้มีการประชุมพิจารณาหารือมาแล้ว จำนวน 20 ครั้ง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ MOU 2543 และ MOU 2544
โดยในส่วนของ MOU 2544 กมธ.วิสามัญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544 และได้มีการแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวให้สื่อมวลชนได้รับทราบไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568
สำหรับ MOU 2543 หลังจากที่ กมธ.วิสามัญมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา คือ จังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้น ทำให้ กมธ.วิสามัญได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย
ทั้งนี้ ตั้งแต่อดีต ไทยและกัมพูชาได้มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนที่สืบเนื่องยาวนานจากยุคอาณานิคม จึงได้มีการจัดทำ MOU 2543 ขึ้นมา แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่มี MOU 2543 นอกจากไม่เป็นไปตามความปรารถนาหรือวัตถุประสงค์แล้ว ในทางตรงกันข้ามกลับมีความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศรุนแรงมากขึ้น โดยไทยพยายามรักษาสัญญาตาม MOU 2543 แต่ฝ่ายกัมพูชากลับละเมิดหลายครั้ง แม้ไทยจะทักท้วงแต่ก็ไม่เป็นผล จนนำไปสู่การปะทะกันของกำลังทหาร มีการใช้อาวุธหนัก ส่งผลให้มีทหารและประชาชนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดจนสูญเสียอวัยวะเป็นจำนวนมาก และประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนจำนวนหลายแสนคน
ดังนั้น ภายใต้การพิจารณาศึกษาของ กมธ.วิสามัญอย่างละเอียด รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ควรยกเลิก MOU 2543 ซึ่งแม้จะไม่มี MOU 2543 แต่ประเทศไทยยังคงมีเจตจำนงอันแน่วแน่ในการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรกับกัมพูชาโดยสันติต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยได้อธิปไตย สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และประโยชน์อื่นที่พึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
โดยการยกเลิกครั้งนี้ กมธ.วิสามัญมีเหตุผลในการยกเลิก 6 ประการ ดังนี้ ประการที่ 1 ข้อกำหนด ข้อ 1 (ค) ข้อ 2 ข้อ 5 และข้อ 8 ของ MOU 2543 ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา ประการที่ 2 MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประการที่ 3 แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 จะไม่ได้รับการรับรอง เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ค.ศ. 1993
ประการที่ 4 การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาจะผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ประการที่ 5 หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมดแล้ว โดยไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป)) ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ และประการที่ 6 กัมพูชามีพฤติกรรมละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบยั่วยุเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้
ทั้งนี้ กมธ.วิสามัญได้มีแนวทางและข้อเสนอแนะในการดำเนินการภายหลังการยกเลิก MOU 2543 ดังนี้
1. เมื่อยกเลิก MOU 2543 แล้ว ไทยและกัมพูชายังคงมีสนธิสัญญาและกลไกทวิภาคีอื่นที่สามารถใช้ดำเนินการเกี่ยวกับเขตแดนทางบกได้ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 รวมทั้งความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยความร่วมมือชายแดน ลงนามเมื่อวันที่ 29 ก.ย. พ.ศ. 2538 ซึ่งมีกลไกสำคัญด้านความมั่นคง ได้แก่ คณะกรรมการ GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) และ RBC ในการระงับข้อพิพาท รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
2. หากจะทำข้อตกลงใหม่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ควรกำหนดหลักการสำคัญ ได้แก่
1) ให้ยึดแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ของกัมพูชา และ 1 : 50,000 ของไทย โดยไม่ยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำ
2) เพิ่มอำนาจหน้าที่ของ JBC ในการแก้ปัญหาการรุกล้ำเขตแดน
3) ให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิม ไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม
4) กำหนดแนวเขตแดนบริเวณเทือกเขา โดยยึดแนวขอบหน้าผาเป็นหลัก
5) สามารถรับรองหลักเขตแดนบางส่วนได้โดยไม่ต้องรอให้เสร็จทั้งหมด
6) กำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขการยกเลิกข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายและสามารถยุติข้อตกลงได้หากมีการละเมิด