กมธ.วิสามัญวุฒิสภามติเอกฉันท์ชงยกเลิก MOU 43 ชี้ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กมธ.วิสามัญยกเลิก MOU 43 และ 44 วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ เห็นควรยกเลิก MOU 43 หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU 44 เมื่อ ธ.ค.ปีที่แล้ว

อาคารรัฐสภา (สว.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ แถลงข่าวภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณาสรุปเหตุผลและแนวทางการยกเลิก MOU 2543 โดยระบุว่า กมธ.วิสามัญได้มีการประชุมพิจารณาหารือมาแล้ว จำนวน 20 ครั้ง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ MOU 2543 และ MOU 2544  

 

ชายแดนไทยกัมพูชา ผู้สื่อข่าว
กมธ.วิสามัญวุฒิสภามติเอกฉันท์ชงยกเลิก MOU 43 ชี้ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยในส่วนของ MOU 2544 กมธ.วิสามัญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544 และได้มีการแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวให้สื่อมวลชนได้รับทราบไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 

สำหรับ MOU 2543 หลังจากที่ กมธ.วิสามัญมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา คือ จังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้น ทำให้ กมธ.วิสามัญได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย

ทั้งนี้ ตั้งแต่อดีต ไทยและกัมพูชาได้มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนที่สืบเนื่องยาวนานจากยุคอาณานิคม จึงได้มีการจัดทำ MOU 2543 ขึ้นมา แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่มี MOU 2543 นอกจากไม่เป็นไปตามความปรารถนาหรือวัตถุประสงค์แล้ว ในทางตรงกันข้ามกลับมีความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศรุนแรงมากขึ้น โดยไทยพยายามรักษาสัญญาตาม MOU 2543 แต่ฝ่ายกัมพูชากลับละเมิดหลายครั้ง แม้ไทยจะทักท้วงแต่ก็ไม่เป็นผล จนนำไปสู่การปะทะกันของกำลังทหาร มีการใช้อาวุธหนัก ส่งผลให้มีทหารและประชาชนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดจนสูญเสียอวัยวะเป็นจำนวนมาก และประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนจำนวนหลายแสนคน

ดังนั้น ภายใต้การพิจารณาศึกษาของ กมธ.วิสามัญอย่างละเอียด รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ควรยกเลิก MOU 2543 ซึ่งแม้จะไม่มี MOU 2543 แต่ประเทศไทยยังคงมีเจตจำนงอันแน่วแน่ในการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรกับกัมพูชาโดยสันติต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยได้อธิปไตย สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และประโยชน์อื่นที่พึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

โดยการยกเลิกครั้งนี้ กมธ.วิสามัญมีเหตุผลในการยกเลิก 6 ประการ ดังนี้ ประการที่ 1 ข้อกำหนด ข้อ 1 (ค) ข้อ 2 ข้อ 5 และข้อ 8 ของ MOU 2543 ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา ประการที่ 2 MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประการที่ 3 แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 จะไม่ได้รับการรับรอง เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ค.ศ. 1993 

ประการที่ 4 การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาจะผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ประการที่ 5 หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมดแล้ว โดยไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป)) ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ และประการที่ 6 กัมพูชามีพฤติกรรมละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบยั่วยุเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้

ทั้งนี้ กมธ.วิสามัญได้มีแนวทางและข้อเสนอแนะในการดำเนินการภายหลังการยกเลิก MOU 2543 ดังนี้

1. เมื่อยกเลิก MOU 2543 แล้ว ไทยและกัมพูชายังคงมีสนธิสัญญาและกลไกทวิภาคีอื่นที่สามารถใช้ดำเนินการเกี่ยวกับเขตแดนทางบกได้ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 รวมทั้งความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยความร่วมมือชายแดน ลงนามเมื่อวันที่ 29 ก.ย. พ.ศ. 2538 ซึ่งมีกลไกสำคัญด้านความมั่นคง ได้แก่ คณะกรรมการ GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) และ RBC ในการระงับข้อพิพาท รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

2. หากจะทำข้อตกลงใหม่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ควรกำหนดหลักการสำคัญ ได้แก่

1) ให้ยึดแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ของกัมพูชา และ 1 : 50,000 ของไทย โดยไม่ยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำ
2) เพิ่มอำนาจหน้าที่ของ JBC ในการแก้ปัญหาการรุกล้ำเขตแดน
3) ให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิม ไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม
4) กำหนดแนวเขตแดนบริเวณเทือกเขา โดยยึดแนวขอบหน้าผาเป็นหลัก
5) สามารถรับรองหลักเขตแดนบางส่วนได้โดยไม่ต้องรอให้เสร็จทั้งหมด
6) กำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขการยกเลิกข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายและสามารถยุติข้อตกลงได้หากมีการละเมิด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ