นอกจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางแล้ว ประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชายังคงต้องจับตา โดยเฉพาะเรื่องการปักปันเขตแดนที่ยังมีข้อถกเถียง ล่าสุด อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมทายาทบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวเปิดเอกสารการประชุมลับระหว่าง สยาม–ฝรั่งเศส เมื่อกว่า 120 ปีก่อน ระบุชัดใช้ “สันหน้าผา” เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ไทยอยู่ด้านบน กัมพูชาอยู่ด้านล่าง ไม่ใช่แนวสันปันน้ำตาม เอ็มโอยู (MOU)
อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำทายาทบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ ทายาทตระกูลสนิทวงศ์ ของ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ หัวหน้าคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม–ฝรั่งเศสฝ่ายไทย รวมถึง น.ส.เปรมิกา สุจริตกุล บุตรสาวของ ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตทนายความคดีปราสาทพระวิหาร
นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการร่วมแถลง ได้แก่ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, อ.คมสัน โพธิ์คง, อ.วิศรุต สำลีอ่อน และ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ เพื่อเปิดหลักฐานสำคัญจากการปักปันเขตแดนในสมัยรัชกาลที่ 5 ยืนยันแนวเขตแดนไทย–กัมพูชาตามสนธิสัญญาเดิม
ทายาทตระกูลสนิทวงศ์ เปิดเผยบันทึกการประชุมปักปันเขตแดนระหว่างปี ค.ศ.1904–1907 ซึ่งคณะกรรมการฝ่ายสยามนำโดย พลเอกเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ โดยหลักฐานสำคัญระบุว่า การปักปันเขตแดนในขณะนั้นยึดตาม “สันหน้าผา” ของเทือกเขาพนมดงรัก เป็นหลักหมุดธรรมชาติ ไม่ใช่การใช้จุดสูงสุดตามเทคโนโลยีสมัยใหม่
โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ด้านการทหาร ไทยอยู่ในจุดสูงข่มเหนือกว่าฝั่งกัมพูชาประมาณ 100 เมตร ทำให้ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศ ด้านภูมิวัฒนธรรม เส้นสันหน้าผาแบ่งกลุ่มคนที่ใช้ภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการปกครอง
แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนในปัจจุบันเกิดจากการตีความคำว่า “สันปันน้ำ” ที่คลาดเคลื่อนจากข้อตกลงเดิม ซึ่งใช้สันหน้าผาเป็นแนวเขตแดน และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาอ้างอิง อาจทำให้แนวเขตแดนคลาดเคลื่อนได้ถึง 5 กิโลเมตร ทั้งที่การปักปันเสร็จสิ้นมาตั้งแต่กว่า 100 ปีก่อน
ด้าน อ.ปานเทพ เรียกร้องถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งยกเลิก เอ็มโอยู (MOU) ปี 2543 โดยอ้างหลักฐานจากเอกสารประวัติศาสตร์สยาม–ฝรั่งเศสที่ระบุว่า ใช้ “ขอบหน้าผา” เป็นเขตแดน ไม่ใช่แนวสันปันน้ำตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชาใช้อ้างอิง ซึ่งไทยอาจเสียเปรียบ
นอกจากนี้ยังชี้ว่า เอ็มโอยู (MOU) 2543 ขาดความชอบธรรมทางกฎหมาย เนื่องจากไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และไม่มีพระปรมาภิไธย แต่กลับถูกใช้เป็นกรอบการเจรจา
อ.ปานเทพ ยังอ้างถึง อนุสัญญากรุงเวียนนา มาตรา 60 ซึ่งระบุว่า ประเทศคู่สัญญามีสิทธิยกเลิกข้อตกลงได้ฝ่ายเดียว หากอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง
พร้อมเตือนรัฐบาลว่า ไม่ควรเข้าร่วมการประชุม คณะกรรมการร่วม (JBC) รอบใหม่ จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก เอ็มโอยู (MOU) 2543 เพราะหากเดินหน้าประชุมต่อ อาจถูกตีความว่าไทยยอมรับแผนที่ของกัมพูชาโดยปริยาย และจะเสียสิทธิ์ในการยกเลิกข้อตกลงในอนาคต
ขณะที่ อ.คมสัน โพธิ์คง ระบุเพิ่มเติมว่า เอ็มโอยู (MOU) ปี 2543 เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือนายกรัฐมนตรี ที่จะตัดสินใจทำข้อตกลงได้
ดังนั้น หากขัดต่อหลักกฎหมายก็ควรยกเลิกโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบ และหากภาครัฐยังนิ่งเฉย ภาคประชาชนสามารถยื่นเรื่องผ่าน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาได้