การแถลงนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 2" จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9-10 เม.ย. 2569 สำหรับเวลาอภิปรายรวม 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยแบ่งเวลาให้ นายกรัฐมนตรี 1.30 ชม. คณะรัฐมนตรี (ครม.) 6 ชม. วุฒิสภา 4 ชม. ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม. และฝ่ายค้าน 14.30 ชม. เพื่อเปิดโอกาสให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ วันแรก 9 เม.ย. เริ่ม 08.30 น. ถึงตี 02.00 น. ก่อนกลับมาประชุมต่อ 10 เม.ย. ตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 23.00 น.
“เอกนิติ” ชี้พลังงานราคาถูก อาจไม่กลับมาในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วาระคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจงโดยอภิปรายว่า ขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ได้ให้ข้อเสนอแนะในหลายประเด็นด้านเศรษฐกิจ ในฐานะผู้รับผิดชอบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องมองสถานการณ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตระดับโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจยืดเยื้อและซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านพลังงาน แต่ยังอาจลุกลามไปสู่ราคาสินค้าอื่น ๆ เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งส่งออกทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยเคมี และวัตถุดิบสำคัญหลายประเภท ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าแพงและขาดแคลนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ หรือ Stagflation ที่อาจเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะค่าครองชีพ พร้อมย้ำว่าทรัพยากรของประเทศมีจำกัด จึงต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยรัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศไม่มี
สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับลดภาษีสรรพสามิต นายเอกนิติ ระบุว่า แม้มาตรการดังกล่าวสามารถช่วยลดราคาน้ำมันได้ แต่ภาษีดังกล่าวยังเป็นรายได้สำคัญของรัฐที่นำไปใช้ในภาคสาธารณสุข เช่น การดูแลโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
นายเอกนิติ เผยว่า รัฐบาลยังเตรียมใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มประมง และภาคเกษตร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยและพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการผลิตส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง
นายเอกนิติ ย้ำว่า ความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือหากวิกฤตยืดเยื้อ โดยต้องบริหารทรัพยากรอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตที่อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงเช่นในปี 2540
สำหรับแนวทางระยะยาว รัฐบาลมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร ยา และพลังงาน ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการผลิตอาหาร ยา และสมุนไพร เป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจ ในด้านพลังงาน นายเอกนิติ ระบุว่า ราคาพลังงานที่ถูก อาจไม่กลับมาในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า รัฐบาลจึงต้องเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เอทานอล และไบโอดีเซล เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และสามารถขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบได้
ขณะเดียวกัน การพัฒนาเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือแรงงานทั่วไป เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ ในด้านการลงทุน รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการต่าง ๆ
นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ หากมีการปลดล็อกข้อจำกัดและสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นายเอกนิติ ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และระยะยาวเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
เดือด “ภคมน" จวกรัฐบาลอนุทิน ชี้เคยอยู่ในวิกฤตหลายครั้ง แต่แก้ปัญหาไม่ได้
ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม วาระแถลงนโยบายรัฐบาล นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายช่วงหนึ่งว่า หลังฟังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย และเพื่อนสมาชิกอภิปรายมาตลอดทั้งวัน สิ่งที่อยากได้รับการยืนยันว่า นโยบายที่เสนอต่อคนไทยทั้งประเทศ ผ่านการทบทวน สรุป และถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมาแล้วหรือยัง แน่ใจว่าหลังจากนี้ประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลภูมิใจไทย จะสามารถนำพาประเทศไทยผ่านวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างที่ทราบกันดี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ในวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งโควิด-19,น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ และตอนนี้วิกฤตน้ำมัน ซึ่งวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผ่านแล้วผ่านไป แต่เป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารประเทศ ประชาชนพอจะได้เห็นฝีไม้ลายมือของ นายอนุทิน มาบ้างแล้ว และเห็นแล้วว่าการบริหารแบบ นายอนุทิน บกพร่องและสร้างความเสียหายไว้ขนาดไหน
ยิ่งน่ากังวลไปกันใหญ่ เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทำนองที่บอกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจ เพราะพรรคภูมิใจไทยเคยผ่านวิกฤตน้ำท่วมและโควิด–19 มาแล้ว เราจัดการได้ดี สิ่งที่นายกรัฐมนตรีมั่นใจต่างกับความรู้สึกของประชาชนลิบลับ ดังนั้น รัฐบาลอนุทิน 2 กำลังถูกจับตาและตั้งคำถามจากประชาชนว่า 4 ปีหลังจากนี้ไป ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ประเทศไทยไม่สามารถฝากความหวังไว้ได้กับวิธีคิดเดิมๆ และประเทศไทยไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตนเห็นด้วยเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้
"วิธีคิดของนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยในการบริหารประเทศจากวิกฤตที่ผ่านมา แก้ปัญหาแบบผิว ๆ เผิน ๆ ดูแคลนความเดือดร้อนของประชาชน เพราะเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่าน มามันพอสรุปได้แบบนั้นจริง ๆ" นางสาวภคมน กล่าว
นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ วิกฤตหนักขนาดนั้น รัฐบาลของนายอนุทินไม่มีแม้กระทั่งศูนย์กลางข้อมูล ระบุพิกัดผู้ประสบภัยหรือแผนปฏิบัติงานฉุกเฉิน ประชาชนและกู้ภัยช่วยเหลือกันเอง ประชาชนคาดหวังความเป็นผู้นำ แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของเหตุการณ์นี้ ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดที่มีต่อนายกรัฐมนตรีคือ เขาเห็นนายกฯ ไปผัดข้าวแจกผู้ประสบภัย ซึ่งมันไม่ใช่เวลานี้แน่ ๆ นายกฯ ต้องระมัดระวังการแสดงออกในช่วงเวลาที่ประชาชนเขาคาดหวัง
วันนั้นนายกรัฐมนตรีเอง ควบกระทรวงมหาดไทยด้วย ทรัพยากรต่าง ๆ ในประเทศอยู่ในอำนาจทั้งสิ้น แต่กลับละเลยจนปล่อยให้วิกฤตลุกลามบานปลาย การที่ผัดข้าวให้กับผู้ประสบภัยอาจเป็นการส่งความห่วงใย และคลายความกังวลให้ประชาชน แต่เปล่าเลย บทบาทหลักของการเยียวยาที่พอจะคาดหวังได้จากรัฐบาล แต่ประสิทธิภาพการเยียวยาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ มีอีกหลายแสนสิทธิที่รอการเยียวยา
"เมื่ออ่านนโยบายเล่มนี้แล้ว ก็ตรงตามข้อกังวลของดิฉันเป๊ะ ๆ ว่า ไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรเลย เพราะนโยบายกองทุนภัยพิบัติที่ระบุในเล่มนโยบาย ระบุแค่ว่าจะนำ AI มาช่วย เขียนมาหลวม ๆ ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่ไหน ชาวบ้านอ่านยังรู้เลยว่าท่านแค่อ้าง AI ไว้ก่อน อุตส่าห์นำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว สุดท้ายก็มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์การจ่ายเงินเยียวยาอยู่ดี วิธีคิดคือแบบเดิม เจ็บ จ่าย จบ ในรายละเอียดเล่มนี้ ไม่ได้ลงตัวเลขเอาไว้ แต่ในเว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยเขียนไว้ชัดเจน" นางสาวภคมน กล่าว
นางสาวภคมน ยังกล่าวว่า ถ้ารัฐใช้วิธีคิดแบบนี้ ถ้ามีภัยพิบัติเมื่อไหร่ ก็แค่หาเงินจ่ายให้เร็ว ๆ คิดแบบนี้เน้นเอาตัวรอด ลดบทบาทตัวเองเหลือแค่บริษัทประกันภัย สิ่งที่ประชาชนอยากได้คือความมั่นใจ และรายละเอียดในเล่ม เพราะว่าจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมอย่างไร สิ่งที่ประชาชนอยากได้คืออยากรู้ว่า รัฐบาลอนุทิน 2 จะดูแลปกป้องชีวิตเขา ไม่ปล่อยให้รอความตายและลอยคอเหมือนรัฐบาลอนุทิน 1 ใช่หรือไม่ ขอถามตรง ๆ ว่า ก่อนที่รัฐบาลหนู 2 จะผลักดันนโยบายกองทุนภัยพิบัติ ได้ติดตามความเสียหายในรัฐบาลหนู 1 แล้วหรือยัง หรือแค่รอปล่อยมาตรการคนละครึ่งพลัส แล้วถือว่าสุดท้ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเพียงพอ ถ้าคิดกันแค่นี้จริง ๆ โหดร้ายมาก ดูถูกความเดือดร้อนของประชาชนมาก ๆ และอันตรายมากในฐานะผู้นำประเทศ
วิธีคิดแบบดูแคลนความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้เห็นจาก นายอนุทิน คนเดียว เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพิจารณาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในภาคเหนือ ที่กำลังประสบกับฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่สถานการณ์รุนแรง ประเทศไทยต้องมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชน แต่ สส. พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในวาระนั้น และยืนกรานในสภาว่าไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
"จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ท่านยกมาด้วยความเคารพ เรามีเหตุผลเดียวว่าพี่น้องประชาชนคนไทยใช้ลมหายใจเดียวกัน ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาด น่าจะเป็นฉันทามติร่วมกันของคนทั้งสังคม หรือที่ท่านไม่เห็นด้วย เล็ก ๆ แล้วท่านกลัวนายทุนอุตสาหกรรมจะไม่พอใจหรือเปล่า และขอพูดดักไว้เลยว่า ความเห็นของ สส.ท่านหนึ่งไม่เกี่ยวกับคณะรัฐบาล ชวนพี่น้องประชาชนเลยให้จับตากันว่า หลังจากนี้คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่พิจารณาค้างไว้เข้ามาพิจารณาต่อหรือไม่" นางสาวภคมน กล่าว
“สว.เปรมศักดิ์” จี้รัฐบาลใส่นโยบายแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ผลประชามติ 21.6 ล้านเสียงคือเจตจำนงประชาชน
นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปราย โดยตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่ายังคงติดตามการประชุมอยู่หรือไม่ ก่อนแสดงความเห็นต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่ประเด็นเดียว
นายเปรมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหานโยบายตั้งแต่ต้นจนจบ พบว่าครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับหายไป จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการละเลยหรือจงใจไม่บรรจุไว้
นายเปรมศักดิ์ อ้างถึงผลการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชาชนกว่า 21.6 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่มีผู้ไม่เห็นชอบประมาณ 11.21 ล้านเสียง หรือราว 30% โดยมองว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนที่ชัดเจนและมีน้ำหนัก แต่กลับไม่ถูกนำมาสะท้อนในนโยบายของรัฐบาล
นายเปรมศักดิ์ ยังเสนอว่า หากรัฐบาลมิได้บรรจุนโยบายดังกล่าว ควรเพิ่มเติมเข้าไปโดยเร็ว และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้
นายเปรมศักดิ์ โต้แย้งแนวคิดที่มองว่าควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือค่าครองชีพก่อน โดยระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีจำนวนมากและสามารถแบ่งหน้าที่รับผิดชอบได้อย่างเหมาะสม
นายเปรมศักดิ์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสมัยประชุมนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในสมัยประชุมถัดไป โดยเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้ล่าช้าไปเกินปี 2569 และควรเริ่มต้นวางแนวทางตั้งแต่ขณะนี้
นายเปรมศักดิ์ ย้ำว่า เวลาที่ได้รับอภิปรายมีจำกัด แม้ปัญหาของประเทศจะมีจำนวนมาก แต่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรถูกเลื่อนออกไป “ดอกกระเจียวบานอีกไม่นานก็คงจะเฉา แต่ผลการลงประชามติของเราจะปล่อยให้อับเฉาได้อย่างไร”
"ศิริกัญญา" ลั่นเคยเตือนแล้ว สุดท้ายรัฐบาล ถลุงงบกลาง 1 ใน 3 จนไม่มีใช้ช่วงวิกฤติ
ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมวาระแถลงนโยบายรัฐบาล โดย น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคม ว่าจะขับเคลื่อนประเทศไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ เปรียบง่ายๆ เหมือนจีพีเอสนำทาง ซึ่งนโยบายนี้ยังเป็นจีพีเอสแบบเดิมแบบเบลอๆ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น
ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้วไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร นโยบายเร่งด่วนเหมือนเขียนปนๆ รวมๆ กันมา ไม่รู้ว่า 1 ปีหรือ 2 ปี
ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาวๆ ทำให้คาดการณ์ GDP ของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% ส่วนเงินเฟ้อน่าจะพุ่งเกิน 3% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะโตต่ำ โดยวิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นนโยบายอะไรนอกจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอยู่ในโหมดของทักษะดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจ
“เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่า รัฐบาลนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ในขณะที่น้ำมันขึ้นแล้ว 2 สัปดาห์ แต่มาตรการเพิ่งออกเมื่อวาน ไม่รู้ว่านายกฯ สั่งวันนี้หรือไม่ ถึงได้ออกมาตรการมาเมื่อวาน ซึ่งน่าแปลกใจว่าอย่างน้อยๆ น่าจะใส่ในคำนโยบายไว้บ้างให้ประชาชนอุ่นใจ แม้จะมีอยู่ก็จริง แต่บรรทัดเดียว ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แทนที่จะได้มาถกกันว่าระยะเร่งด่วน ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่ มีอะไรที่ต้องทำเพิ่มเติมบ้าง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. 2569 แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน คำถามคือถ้าต้องคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่สามารถทำได้เสร็จภายในเดือน พ.ค. หรือไม่ เพราะรอบที่แล้วมีความเจ็บปวดมาก ประชาชนต้องไปอำเภอหลายครั้ง ต้องพาลูกเมียไปเพื่อยืนยัน และมอบการอนุญาตเข้าถึงข้อมูล
สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างคือ ระยะเวลาโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนแล้วคือ เงินที่นำมาใช้มาจากการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณและงบกลาง ซึ่งถ้าจะออก พ.ร.บ.โอนงบฯ 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. จริงหรือ? มันจะคล้ายๆ กับการเกลี่ยก่อนกู้ ตกลงจะกู้จริงๆ แล้วหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะมีแผนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ข้ามหัวสภาไปเลย โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวิธีการนี้สะท้อนปัญหาวิกฤตการคลัง ที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงาน ก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังที่ค่อนข้างอยู่ในระดับน้องๆ วิกฤตอยู่แล้ว
ส่วนฝั่งรายจ่ายก็กำลังมีปัญหา เพราะงบกลางถูกใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อครั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท สมัยแรกๆ ของรัฐบาลอนุทิน 1 ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เท่าที่ได้ไปสืบทราบมาเหลืออยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือน ก.ย. 2568 ตนเคยพูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงิน 44,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ต้องเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 ล้านบาท ใช้เงินในส่วนของงบกลาง ซึ่งต้องสำรองไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ ใช้ไปเยอะมาก แค่เดือนแรกๆ ใช้ไป 1 ใน 3 ของเงินสำรองนี้ ตนเคยเตือนไว้แล้วว่าหากเกิดวิกฤตจริงๆ จะยุ่ง แล้วก็ยุ่งจริงๆ ตอนนี้รัฐบาลต้องหาเงินเพิ่มในการโอนงบ
น.ส. ศิริกัญญา ย้ำว่า ที่จะทำแบบนี้ ทำเพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลังที่เป็นฐานะของท่านเอง หรือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนกันแน่ ตนมองว่าหากออกช่วงไตรมาส 3 จะเสียมากกว่าได้ เพราะงบประมาณถูกใช้จ่ายไปมากแล้วเกิน 60%
“เมื่อท่านเขียนเกณฑ์แบบหลวมๆ เหมือนตอนที่ท่านบอกให้ประหยัดพลังงาน และออกเกณฑ์ว่าห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศ แต่มีติ่งไว้ว่าให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วย รับรองว่าก็ไม่เหลืองบให้โอนอยู่ดี อีกทั้งขั้นตอนการโอนงบประมาณไม่ได้เร็ว และจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงักในไตรมาส 3 แทนที่จะมีเงินจากรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจยังพอเติบโตไปได้ ก็จะหยุดชะงักไปเลย แต่ความไม่เร็วก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะออกเป็น พ.ร.ก.” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับการลดภาษีสรรพสามิต ที่รัฐบาลเสียงแข็งว่าไม่สามารถลดได้ ทั้งที่การลดแม้จะ 2 บาท จะสามารถชะลอการขึ้นราคาสินค้าได้ ซึ่งกรณีที่ไม่มีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ตนคาดว่าสถานการณ์การคลังจะวิกฤตกว่าที่รับรู้ ซึ่งเมื่อไม่ลดภาษี ขออย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ส่วนแนวทางการลดราคาน้ำมันขอความชัดเจนว่าจะเก็บภาษีลาภลอยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบานที่ขอบอกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรก ทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอ จะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีความล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน
กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการงบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากคิดจะกู้แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจ และออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT
ซัดรัฐบาล “อุลตร้าแมนไร้พลัง” น้ำมันแพง-ปชช.แบกภาระ
ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาล นายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายแสดงความยินดีนายกฯ ก่อนตั้งฉายา ครม.ว่า “รัฐมนตรีอุลตร้าแมนพลัส” แต่เปรียบเป็น “อุลตร้าแมนไร้พลัง” ชี้ราคาพลังงานพุ่ง กระทบค่าครองชีพประชาชน
พร้อมทวงนโยบายหาเสียง อาทิ พยาบาลหมู่บ้านเดือนละ 15,000 บาท ตั้งข้อสงสัยซ้ำซ้อน อสม. และตั้งคำถามกรณีสวัสดิการผู้สูงอายุ-คนพิการไม่ปรากฏในเอกสารนโยบาย
นอกจากนี้ ยังชี้ปัญหาโครงสร้างบัตรทอง งบไม่เพียงพอ ทำโรงพยาบาลขาดทุนต่อเนื่อง เงินบำรุงลดลงกว่า 60,000 ล้านบาท มี รพ.ขาดทุนกว่า 400 แห่ง และอีกจำนวนมากมีเงินคงเหลือน้อย สะท้อนความเปราะบางของระบบ
นายชัยชนะเสนอให้รัฐเร่งแก้ปัญหา ทั้งปรับโครงสร้างงบ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร และเน้นป้องกันโรคมากขึ้น พร้อมเสนอ 5 แนวทางแก้วิกฤต ย้ำเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องร่วมกันแก้ไข และฝากถึงนายกฯ อย่าทิ้งประชาชนกลางทาง
“สว.พิสิษฐ์” แนะลดจำนวนและเงินเดือน สส. – สว. ชี้ประหยัดงบฯ ได้ปีละ 450 ล้านบาท ดีกว่าไปตัดค่าใช้จ่ายอื่น
ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า เรื่องการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญนั้น ขอเสนอให้ลดจำนวน สส.และ สว.ลง สส.ไม่ควรมี 500 คน ไม่จำเป็นต้องมี สส.บัญชีรายชื่อ ให้มีแต่ สส. เขต 400 คน
ส่วน สว.จาก 200คน ให้เหลือ 150 คน เงินเดือน สส. และ สว. รวมผู้ช่วย สส. ด้วย ตกคนละ 250,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ยปีละ 3 ล้านบาท ดังนั้นถ้าลดจำนวน สส. และ สว. ได้ 150 คน จะประหยัดงบประมาณทั้งเงินเดือน สส. และผู้ช่วย สส. ได้ปีละ 450 ล้านบาท ดีกว่าไปตัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ
"อรทัย” ซัดไร้คำตอบวิกฤตน้ำมัน ปล่อยคนไทยจมค่าครองชีพ
ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม กล่าวอภิปรายถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญว่า คำแถลงนโยบายครั้งนี้ขาดความชัดเจนในการรับมือวิกฤต ที่กำลังกระทบคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันที่กำลังบั่นทอนต้นทุนชีวิต และทำลายเศรษฐกิจฐานรากอย่างหนัก
โดยวิกฤตน้ำมันในขณะนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านพลังงาน แต่เป็นตัวร้ายทำลายเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ทั้งระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ค้าขาย การศึกษา การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน เพราะน้ำมันคือต้นทุนของทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
น.ส.อรทัย กล่าวต่อว่า เมื่อคืนก่อนวันอภิปราย ตนได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มแท็กซี่ในจังหวัดภูเก็ต ที่สะท้อนความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จนผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ต ก็กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แม้สถานการณ์โลกจะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายจากการหยุดยิงชั่วคราว แต่สิ่งที่ประชาชนไทยต้องการจากรัฐบาลในเวลานี้ ไม่ใช่คำพูดสวยหรูหรือคำแถลงที่ดูดีบนกระดาษ หากแต่เป็นมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชัดเจนและจับต้องได้
“คำแถลงนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้ แทบไม่ได้สะท้อนถึงความเร่งด่วนของวิกฤต ที่ประชาชนกำลังเผชิญ ราวกับรัฐบาลกำลังพูดถึงประเทศอีกใบ ทั้งที่คนไทยกำลังจมอยู่กับค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่แน่นอนในชีวิต” น.ส.อรทัย กล่าว
ในประเด็นปัญหาหนี้สิน น.ส.อรทัย ชี้ว่าแม้รัฐบาลจะมีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ในระบบ ซึ่งคิดเป็นราว 65% ของผู้มีหนี้ แต่ยังละเลยคนอีกกว่า 35% ที่เป็นลูกหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และแรงงานรายวัน ที่กำลังจมอยู่ในวงจรหนี้อย่างไร้ทางออก ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดทำมาตรการแก้หนี้นอกระบบอย่างจริงจัง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การฟื้นฟูรายได้ และการสร้างโอกาสให้คนกลุ่มนี้กลับมาตั้งต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ น.ส.อรทัย ยังหยิบยกปัญหาธุรกิจนอมินีขึ้นอภิปราย โดยระบุว่า ปัญหานี้กำลังลุกลามอย่างหนักในจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะภูเก็ต ที่มีธุรกิจต่างชาติแฝงตัวเข้ามาประกอบกิจการแข่งกับคนไทยในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ท่องเที่ยว ขนส่ง ไปจนถึงบริการรายย่อย ปัญหาธุรกิจศูนย์บาทและนอมินี ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่กระจายสู่คนไทยอย่างแท้จริง แต่กลับไหลไปอยู่ในมือกลุ่มทุนต่างชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยรายเล็กกลับถูกเบียดออกจากตลาด
น.ส.อรทัย ยังกล่าวถึงนโยบายท่องเที่ยวว่า ตนเห็นด้วยกับแนวคิดยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางดังกล่าวขัดแย้งกับนโยบายฟรีวีซ่าที่เปิดทางให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพำนักในไทยได้นานถึง 60 วัน ซึ่งอาจเกินความจำเป็น และกำลังสร้างภาระให้กับจังหวัดท่องเที่ยวที่มีขีดความสามารถในการรองรับจำกัด
ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินกำลังรองรับ กำลังส่งผลกระทบต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ รัฐบาลต้องทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย
“ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงสยามเมืองยิ้มในคำโฆษณา แต่รัฐบาลต้องทำให้รอยยิ้มของประชาชนกลับมาได้จริง ด้วยนโยบายที่ลงมือทำได้จริง รัฐบาลต้องพูดแล้วทำ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนแบกทุกวิกฤตอยู่ฝ่ายเดียว” น.ส.อรทัย กล่าว
“ทวี” จี้ “อนุทิน“ กลางสภา หาตัวผู้บงการลอบยิง สส.กมลศักดิ์
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–10 เมษายน 2569 โดยในวันนี้ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ อภิปรายถึงมิติของการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตามหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเขียนไว้เพียงบรรทัดเดียวถึงโครงสร้างและบริบท แต่ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องชายแดนใต้ มีคำถามมากกว่าคำตอบ
คำถามแรกคือความไม่สงบเมื่อไหร่จะจบ จากเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กับพวก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 หลังการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกมลศักดิ์ ได้โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับได้รับของตอบแทนเป็นอาวุธสงคราม คือ ปืน M16 จำนวน 2 กระบอก ยิงเข้าที่รถขณะกำลังจะเข้าบ้าน จำนวน 33 นัด
ต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับกุมผู้กระทำความผิด แต่ที่น่าตกใจคือรถกระบะคันก่อเหตุมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ สำนักงานนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
พ.ต.อ. ทวี กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ต้องทำพร้อมกัน 2 ขา คือ กอ.รมน. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการดูเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งทราบว่านายกรัฐมนตรีน่าจะรอให้นโยบายเสร็จสิ้นก่อน ถึงจะเปิดปากพูดเรื่องของนายกมลศักดิ์ แต่สังคมกำลังสงสัยว่าเหตุใด กอ.รมน. ปล่อยให้มีการใช้รถไปเข่นฆ่า สส. โดยมีทหารระดับนาวาเอกเซ็นอนุมัติ
และมีการใช้กฎอัยการศึกบังคับเอาคนมาสอบสวน 7 วัน แต่ผู้อนุญาตให้เอารถไป ซึ่งเป็นทหารใช้กลับไม่เคยมาพบ นายกรัฐมนตรีจะต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็น ผู้บงการ ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ต้องทำให้ปรากฏ เพราะจะแสดงถึงหลักนิติธรรมและเป็นสิ่งที่ชาวจังหวัดชายแดนใต้โหยหามาโดยตลอด
พ.ต.อ. ทวี ยังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรื่องพลังงาน โดยได้ไปพูดในหลายงานว่า จะต้องเป็นไปตามกลไกการค้าเสรี หรือกลไกตลาด ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดการ แต่นายกรัฐมนตรีได้เอาผลประโยชน์ เอาเงินของประชาชนไปให้นายทุนโดยไม่ต้องเสียอะไร แต่ได้เงินไป 1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต่อไปค่าไฟฟ้าจะยิ่งลำบาก ซึ่งตนจะติดตามการแก้ไขปัญหาต่อไป
“เสรีพิศุทธ์” ซัด ครม.ใหม่ มีแต่ลูกเทพ-เด็กฝึกงาน
พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นอภิปรายในช่วงเวลาประมาณ 12.30 น. ว่า วันนี้เป็นการแถลงนโยบายตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐมนตรีได้มีการปรากฏชื่อทั้งหมดแล้ว แต่รู้สึกว่ามีบรรดาลูกเทพและเด็กฝึกงานมากไปหน่อย ซึ่งตนได้ถามนายกรัฐมนตรีว่าลืมชื่อของนายสุรชัย น้องชายตนไปได้อย่างไร
ทั้งนี้ ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีจำนวน 6 คน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ชี้มูลความผิดเกี่ยวกับเรื่องฮั้ว สว. ถึง 12 คน เทียบเท่าหนึ่งในสามของคณะรัฐมนตรี รวมถึงตัวนายอนุทินด้วย ไม่เช่นนั้นลองนึกภาพดูว่าประชาชนจะมองการทำงานของรัฐมนตรีชุดนี้อย่างไร
พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวต่อว่า พูดถึงนโยบายเกี่ยวกับความมั่นคง อยู่ในคำแถลงนโยบายหน้าที่ 11 ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรม โดยบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดและผู้มีอิทธิพล ปราบปรามการพนันและยาเสพติดอย่างจริงจัง รวมไปถึงการเข้มงวดตรวจลงตราคนเข้าเมือง ตนมองว่าเป็นงานที่เด็กๆ ทำกัน ไม่ใช่งานของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีต้องทำนโยบายที่สำคัญกว่านี้ คือการพัฒนาคนและองค์กรให้มีความพร้อม และสามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนได้
พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่สถานการณ์มีวิกฤตรอบด้านแบบนี้ รัฐบาลนี้เอาแต่พัฒนาองค์กรด้านตุลาการ และไม่ได้สนใจในองค์กรตำรวจ รวมถึงการปรับอัตราเงินเดือนของพนักงานสอบสวนให้เท่ากับพนักงานอัยการ ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่ตนกล่าวมาอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ก่อนย้ำว่าไม่รู้ว่านายอนุทินจะรู้หน้าที่ตรงนี้หรือไม่ แต่ตนคิดว่าคงไม่ทราบ
“แต่การเมือง ท่านทำงานการเมือง สนใจแต่การเมือง รัฐธรรมนูญคงไม่ได้อ่าน กฎหมายตำรวจก็ไม่ได้อ่าน มีการดำเนินการจึงไม่ได้มีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นการแถลงนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด เป็นเรื่องที่เด็กๆ ทำกัน สุดท้ายอยากจะฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า บ้านเมืองต้องมีกฎหมาย ใครไปวิ่งราวชิงทรัพย์ก็ต้องติดคุก และมีสิ่งให้ปฏิบัติ แต่เห็นทั้งตำรวจและพระละเมิดกฎหมาย“
พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า หน่วยงานของคณะรัฐมนตรี หน่วยงานราชการ และประชาชน ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ทำงานเข้ากระทรวง ไปออกคำสั่งให้ข้าราชการทำนู่นทำนี่ ข้าราชการจะมีความเข้าใจหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ก็ทำไปเรื่อย มีงบประมาณมา 4 ล้านล้านบาท ก็ทำแบ่งปันกันไป แต่ทิ้งปัญหาให้เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ขอฝากอุดมการณ์ในการทำงาน คืออุดมการณ์ชาติ จำนวน 6 ข้อ ประกอบด้วย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ พึ่งตัวเอง และร่วมมือกัน ให้กับคณะรัฐมนตรี และขอให้ยึดอุดมการณ์นี้ไว้ทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจ รวมถึงประชาชนต้องรับทราบ เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากงบประมาณคุ้มค่า และประชาชนเป็นสุขตามเป้าหมายรัฐบาลให้สามารถทำได้
"ไอ้ที่พูดอยู่ รวยแล้วรวยแล้วรวยอีก รวยไม่รู้ล่วง รวยไม่ไหวแล้ว อะไรต่างๆ เหล่านี้ มันจะได้เป็นของจริงสักที"
“อภิสิทธิ์” ซัด คำแถลงนโยบายรัฐบาล “ไร้ความหวัง-ไร้รูปธรรม”
ในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การแถลงนโยบายควรตอบ 3 เรื่อง คือ สะท้อนนโยบายหาเสียง สร้างความหวัง และเป็นกรอบให้ตรวจสอบรัฐบาล
แต่ปรากฏว่า นโยบายหลายส่วนไม่สร้างความหวัง บางนโยบายหายไป หรือไม่ผูกมัดเหมือนช่วงหาเสียง อีกทั้งมีโครงการที่ไม่อยู่ในคำแถลง เช่น แลนด์บริดจ์ รวมถึงละเลยบางกลุ่ม เช่น อสม. และกล่าวถึงปัญหาชายแดนใต้เพียงสั้นๆ ทั้งที่สถานการณ์รุนแรงถึงขั้น สส. เพิ่งถูกลอบยิง
“นโยบายเขียนอะไรก็ถูก เพราะไม่มีใครโต้แย้ง แต่ไม่มีรูปธรรม ไม่มีกรอบเวลา ไม่มีตัวชี้วัด” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์มองว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ จากรูปแบบการบริหารที่ผ่านมา และเพราะนโยบาย “ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ” ขาดทั้งความรู้สึกและหัวใจของประชาชน รวมถึงมีปัญหาคุณธรรม จริยธรรม
พร้อมวิจารณ์การบริหารพลังงาน โดยเฉพาะการใช้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทโดยไม่มีแผนรองรับ จนสุดท้ายราคาสินค้าพุ่งขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะเรียกว่าประสบความสำเร็จได้อย่างไร
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตปัญหาทุนเทา-สแกมเมอร์ การบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า และความเชื่อมโยงของบุคคลในแวดวงอำนาจ รวมถึงชี้ว่ารัฐบาลโยนภาระให้ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว
ด้านนโยบายเกษตร ระบุว่าขาดหลักประกันให้เกษตรกร ขณะที่นโยบายสำคัญ เช่น ประกันรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ และสวัสดิการ แทบไม่ปรากฏ
ช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์เตือนว่า หากรัฐบาลไม่ยึดหลักนิติธรรม ไม่เคารพประชาชน และใช้ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง สุดท้ายประชาชนทั้งประเทศจะพูดคำเดียวกันว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”
"อรรถกร" ซัดคำนโยบายรัฐบาลไร้ความตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ
อรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา อภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมองว่ายังขาดความน่าสนใจ และไม่ชัดเจนว่าจะรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนได้เพียงใด พร้อมสะท้อนว่าการสื่อสารในช่วงวิกฤตยังสร้างความสับสนให้ประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานเชิงรุกมากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ไม่คัดค้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่งพลัส” แต่ตั้งข้อสังเกตเรื่องความสอดคล้องของนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ยังปรับเพิ่ม สวนทางกับคำมั่นลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันยังแสดงความกังวลต่อนโยบายใหม่ เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และโครงการอาสาสมัคร ที่อาจสร้างภาระงบประมาณระยะยาว
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3% ว่าอาจเป็นไปได้ยาก รวมถึงเสนอให้ทบทวนนโยบาย Free Visa และชี้ว่าการดูแลกลุ่มเปราะบางยังไม่ทั่วถึง พร้อมย้ำว่าจะติดตามและทวงถามคำสัญญาของรัฐบาลต่อไปอย่างใกล้ชิด
“อนุทิน” ปรี่ทักทาย พูดคุยสุดยิ้มแย้ม “ธรรมนัส”
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
เวลา 11.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงจากบัลลังก์หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น และได้เดินทักทาย สส.
โดยช่วงหนึ่ง นายอนุทิน เดินไปที่บริเวณที่นั่งของ สส. พรรคกล้าธรรม พร้อมกับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ได้ยกมือไหว้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ก่อนที่ ร.อ.ธรรมนัส จะรับไหว้ พร้อมกับที่นายอนุทิน ยื่นมือไปจับข้อมือของ ร.อ.ธรรมนัส และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทั้งสองฝ่าย
ศึกคำพูดสะเทือนสภา! เพื่อไทยไม่ทน จี้ถอนคำ “ขายวิญญาณ”
ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายตามมาตรา 162 ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธาน บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างดุเดือด หลังเกิดการประท้วงกลางห้องประชุม
เหตุเกิดระหว่างที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงหลายประเด็น ทั้งกรณีการรับรอง สส. และสถานการณ์ทางการเมือง จนถูก สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกประท้วงว่าอยู่นอกกรอบการแถลงนโยบาย แต่ประธานยังอนุญาตให้อภิปรายต่อ
ต่อมา การอภิปรายได้พาดพิงถึงพรรคเพื่อไทย จนเกิดชนวนปะทะ เมื่อฝั่งพรรคเพื่อไทยลุกขึ้นประท้วงทันที โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำในลักษณะ “ขายวิญญาณ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาและทำให้พรรคเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้ถอนคำพูด ย้ำว่าการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
ช่วงแรก นายณัฐพงษ์ ไม่ยอมถอนคำพูด และขอให้ประธานวินิจฉัย ก่อนที่นายโสภณจะชี้ว่า คำดังกล่าวเข้าข่ายการกล่าวหาในลักษณะใส่ร้าย ไม่เหมาะสมในการอภิปราย จึงขอให้เปลี่ยนถ้อยคำเพื่อความเรียบร้อยของการประชุม
อย่างไรก็ตาม สส.พรรคประชาชนบางส่วนลุกขึ้นโต้แย้งคำวินิจฉัย มองว่าเป็นการตีความที่ไม่เป็นธรรม และเสนอว่าหากมีการพาดพิง ควรใช้สิทธิชี้แจงแทนการสั่งถอนคำพูด
ด้านพรรคเพื่อไทยยืนยันจุดยืน โดยยกข้อบังคับการประชุมว่าห้ามการใส่ร้าย พร้อมย้ำให้ดำเนินการตามกติกาอย่างเคร่งครัด
ท้ายที่สุด นายณัฐพงษ์ยอมปรับถ้อยคำตามคำวินิจฉัย โดยเปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง และการประชุมสามารถดำเนินต่อไปได้ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังคงตึงเครียด
"อนุทิน" แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ
ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลตามมาตรา 162 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานการประชุม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาล ย้ำยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ระบอบประชาธิปไตย และนิติธรรม พร้อมเดินหน้านโยบายเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ปราบสแกมเมอร์-ยาเสพติด และเสริมความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว
ชี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากวิกฤตตะวันออกกลาง กระทบพลังงาน-เศรษฐกิจ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแลประชาชน คุมราคาพลังงาน และช่วยผู้ประกอบการ
ย้ำเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตร ท่องเที่ยว การค้า และยกระดับไทยสู่เวทีโลก พร้อมปฏิรูประบบราชการ ลดความซ้ำซ้อน ใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพ
ลั่นรัฐบาลพร้อมทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ “คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย”
“นายกฯ” ปิดวาจาวันที่ 2 ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ ฝ่าวงล้อมขึ้นห้องประชุม เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
เวลา 8.39 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย เดินทางถึงรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมทักทายผู้สื่อข่าว
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความตื่นเต้นในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รวมถึงปัญหาด้านพลังงาน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเดินไปทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเดินฝ่าวงล้อมผู้สื่อข่าวขึ้นห้องประชุมทันที
“ณัฐพงษ์” ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมลุยสภา แม้คดี 112 กดดัน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่าอยากให้ติดตามการอภิปรายในสภาด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีการอภิปรายถึงเวลา 02.00 น. และในวันพรุ่งนี้ 10 เมษายน จะมีการอภิปรายถึงเวลา 23.00 น. โดยพรรคประชาชนได้เตรียมบุคคลที่จะอภิปรายไว้ 20 คน ซึ่งจะเริ่มในส่วนของเนื้อหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ได้เตรียมการอภิปรายไว้อย่างครบถ้วน จึงขอให้ติดตามการอภิปรายทั้งสองวัน เชื่อว่าเนื้อหาแน่นและไม่ซ้ำซ้อน ส่วนเรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นเรื่องที่ได้เตรียมไว้เช่นเดียวกับวิกฤตพลังงาน
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันของฝ่ายค้าน ว่าการทำงานปกติจะมีการแบ่งสรรเวลากัน ซึ่งในการอภิปรายก็ต่างคนต่างเตรียม ไม่ได้มีการเอามาพูดในเรื่องของเนื้อหา ซึ่งอาจจะต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ตามกฎหมายกำหนดให้มีการยื่นอภิปรายได้เพียงหนึ่งครั้งต่อสมัยการประชุม จึงต้องมีการหารือกัน
ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เตรียมนำเอกสารสำนวนคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยื่นต่อศาลฎีกาในวันนี้ ซึ่งคาบเกี่ยวกับเวลาที่ สส. ปฏิบัติหน้าที่ในสภา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการปกติที่ตนทราบ ถ้าไม่ได้มีการเร่งรัด หากศาลจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องรอหลังเทศกาลสงกรานต์ ยืนยันว่าในการอภิปรายทั้งสองวันนี้พวกตนไม่ได้เสียสมาธิ พร้อมทำหน้าที่ทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ประมาท หากมีเหตุการณ์ที่คนกดปุ่มเร่งรัดกระบวนการ พร้อมย้ำว่า ในคดีนี้เป็นที่จับตาของประชาชน
ส่วนในพรรคประชาชนได้มีการพูดคุยในเรื่องความรู้สึกต่อกันบ้างหรือไม่ เนื่องจากนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน เคยบอกว่าในวันนี้เป็นเหมือนการอภิปรายครั้งสุดท้าย นายณัฐพงษ์ ระบุว่า มีการพูดคุยมาโดยตลอด ทั้งในส่วนของนายเท่าพิภพ ตน นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ยืนยันว่า 44 สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ไม่มีใครเสียกำลังใจ ทุกคนพร้อมทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ ถึงเวลาหากจะต้องมีอุบัติเหตุทางการเมือง สิ่งที่พวกเรารวมตัวกันในวันนี้คือการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทไหน พร้อมที่จะขยับเขยื้อนการเมืองเพื่อประชาชนให้เดินไปข้างหน้า
ส่วนพรรคประชาชนจะรอดูความชัดเจนว่าศาลจะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปตั้งแต่เมื่อวาน ว่าการประชุมใหญ่ของพรรคเป็นไปตามข้อบังคับ ที่พรรคจะต้องประชุมใหญ่อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในหนึ่งปี และในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ครบรอบระยะเวลาพอดี ดังนั้นไม่ว่าจะมีคำสั่งหรือไม่ การประชุมใหญ่ก็จะต้องจัดภายในสิ้นเดือนเมษายน
“อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง เอาฤกษ์เอาชัยก่อนแถลงนโยบายรัฐสภา
เวลา 7.00 น. ที่ศาลหลักเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะศาลหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนที่จะเดินทางเข้ารัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเวลา 8.30 น.
โดยในภาพยังปรากฏมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมคณะด้วย
เปิดนโยบาย 5 ด้าน รัฐบาลอนุทิน 2
สำหรับร่างนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภา ยึดหลัก 3 ด้าน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์, ประชาธิปไตย และนิติธรรม
เนื้อหาครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ
โดยมุ่งฟื้นเศรษฐกิจ ยกระดับเกษตร-ท่องเที่ยว เสริมความเชื่อมั่นไทยในเวทีโลก แก้ปัญหาความมั่นคง พัฒนาสวัสดิการสังคม ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริหารประเทศ รับมือภัยพิบัติ และเร่งปฏิรูปกฎหมาย
พร้อมขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำ” และบริหารงานแบบคลัสเตอร์ 5 กลุ่ม