การแถลงนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 2" จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9-10 เม.ย. 2569 สำหรับเวลาอภิปรายรวม 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยแบ่งเวลาให้ นายกรัฐมนตรี 1.30 ชั่วโมง คณะมนตรีรัฐมนตรี (ครม.) 6 ชั่วโมง วุฒิสภา 4 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชั่วโมง และฝ่ายค้าน 14.30 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ วันแรก 9 เม.ย. เริ่ม 08.30 น. ถึง 02.00 น. ก่อนกลับมาประชุมต่อ 10 เม.ย. ตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 23.00 น.
สำหรับร่างนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภา ยึดหลัก 3 ด้าน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์, ประชาธิปไตย และนิติธรรม
เนื้อหาครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ
โดยมุ่งฟื้นเศรษฐกิจ ยกระดับเกษตร-ท่องเที่ยว เสริมความเชื่อมั่นไทยในเวทีโลก แก้ปัญหาความมั่นคง พัฒนาสวัสดิการสังคม ใช้ AI บริหารประเทศ รับมือภัยพิบัติ และเร่งปฏิรูปกฎหมาย
พร้อมขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำ” และบริหารงานแบบคลัสเตอร์ 5 กลุ่ม
“อนุทิน” ยืนยันพลักดัน 23 นโยบาย ภายในเทอมนี้ หวังรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี
เวลา 22.00 น. การประชุมร่วมรัฐสภาในการแถลงนโยบายรัฐบาล ภายหลังปิดการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ร่วมกันอภิปราย ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ข้อห่วงใยต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล ตนเข้าใจดีว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ความเห็น ข้อเสนอแนะ และคำอภิปรายของทุกคน ตนยืนยันได้เลยว่าทุกถ้อยคำคณะรัฐมนตรีรับฟังรับทราบ ในส่วนที่เป็นประโยชน์ เป็นสาระ เป็นความจริง ก็ยินดีที่จะนำไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ตนตระหนักดีว่าความท้าทายที่ประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น หรือระยะยาว ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีทุกคนให้คำยืนยันว่าจะผลักดันให้ทุกอย่างที่ได้กล่าวไว้ในการแถลงนโยบายประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายทั้ง 23 ข้อ เป็นนโยบายหลักที่จะดำเนินการภายในเทอมของรัฐบาล ซึ่งก็หวังว่าจะได้อยู่ครบ 4 ปี เพราะพวกเราทุกคนมีความตั้งใจ และคัดเลือกคณะรัฐมนตรีด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ทั้งเรื่องของวัยวุฒิ ประสบการณ์ และประวัติของทุกคน กว่าจะตัดสินใจให้แต่ละคนไปรับผิดชอบในกระทรวงต่างๆ ตนยืนยันว่าได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ตนจึงขอเรียนว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ได้พูดถึงตัวของตนเองนั้น ว่าไม่ได้ตั้งใจทำงาน โยนงาน ไม่รับผิดชอบงาน บริหารงานไม่เป็น ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายเหมือนกัน
ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวต่อว่า ท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายตนเมื่อสักครู่ ต้องบอกว่าท่านไม่ทำการบ้านจริงๆ ท่านบอกว่าผมเอาคลัสเตอร์ ที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยมาดูเอง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ ให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นคนดู ส่วนคลัสเตอร์ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก็ได้มอบให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนดูแลตามที่ตนมอบหมายไป ส่วนที่เป็นกระทรวงที่อยู่ในการกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทยทุกกระทรวง อาจารย์ยศชนัน เป็นผู้ดูด้วยอำนาจเต็ม
“ผมบริหารงานแบบนี้ตั้งแต่อยู่เป็นผู้บริหารภาคเอกชน อาจจะเป็นพรสวรรค์ของผมก็ได้ ผมสั่งงานเป็น ผมรู้ว่าคนไหนเก่งตรงไหน ผมรู้ว่าคนไหนมีความสามารถที่จะทำอะไร แล้วนำผลงานกลับมาส่งมอบผมด้วยสิ่งที่ผมต้องการ ผมคิดนะเวลามอบหมายงาน ไม่ใช่คิดถึงใคร เช่น คิดถึงรัฐมนตรีภราดรขึ้นมาคนแรก แล้วมอบหมายงานที่เขาไม่ถนัด ผมไม่เคย ทุกคนที่ผมมอบหมายงานให้เขาทำ ผมต้องมั่นใจว่าเขาทำได้ ด้วยความคิดด้วยเป้าหมายที่ผมต้องการ และไม่มีใครที่กลับมาด้วยสิ่งที่ทำไม่ได้ สำหรับผมรัฐมนตรีคนไหนที่กลับมาด้วยความล้มเหลว เขารายงานเสร็จเขาก็ต้องรู้ว่าต้องไปเก็บของ ให้คนที่มีความสามารถที่ดีกว่ามาทำ”
นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ตนทำงานในลักษณะที่ ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน มีล้มเหลวบ้างแต่สำเร็จมากกว่า เลยทำให้สะสมประสบการณ์ และรับรองว่าตนคิดก่อนมอบหมายงาน ส่วนที่บอกว่าตนจะมอบหมายให้คนมาตอบกระทู้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี แต่ถ้าตนว่างก็จะมาทำในส่วนที่รับผิดชอบ วันนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องขอบคุณท่าน ทำให้ผมเป็นครั้งแรก ต้องขอบคุณจริงๆ แต่ว่าวันนี้ตนมาเป็นนายกรัฐมนตรี และยังควบกระทรวงมหาดไทยด้วย และตั้งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยถึง 3 คน มาช่วยทำงาน และหน้าที่ที่ตนมอบก็คือการให้มาตอบกระทู้ในสภาฯ
คณะรัฐมนตรีทุกคนต้องทำคือมาตอบกระทู้ในสภาฯ ให้ความสำคัญกับสภาฯ ซึ่งเมื่อเย็นที่ผ่านมาเห็นรัฐมนตรีอยู่ในสภาเพียง 2-3 คน ตนก็ไลน์ไปในกลุ่มรัฐมนตรีของตนว่า ”ต้องให้เกียรติสภาฯ ขอให้ขึ้นมารับฟังการอภิปรายของสภาฯ“ ตนทำงานแบบนี้เรียกว่าโยนหรือไม่ ไม่ทราบ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงหัวค่ำ ก็มีสมาชิกอภิปรายว่า ตนโยนงานให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไปแก้ปัญหาน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ตอนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งไม่ใช่การมอบหมาย แต่เป็นการสั่งการ เพราะท่านเป็นประธานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกษตรฯ ขอกำกับดูแลกรมชลประทานที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากในช่วงน้ำท่วมแก้ปัญหา
ตัวท่านก็ทำงานหนักลุยน้ำ พวกตนก็ลุยน้ำไปสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และภายใน 2 สัปดาห์ ก็พลิกฟื้นกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง พร้อมย้ำว่า ตนเองลุยน้ำจริงๆ ไม่ใช่ไปที่น้ำแค่หัวเข่าและพยายามกดตัวลงไปแล้วถ่ายรูป เพื่อให้เห็นว่าลุยน้ำ ว่ายน้ำ ตนไม่ได้ทำงานแบบนั้น ถ้าลุยก็ลุยจริงๆ ซึ่งตนไม่ใช่คนสร้างภาพแบบนั้น เวลาที่ตนทำงาน ตนไม่มีตำแหน่ง ทำงานกับเจ้าหน้าที่ทุกคน เรื่องการโยนงานไม่รับผิดชอบงาน
“ไปรบก็ไป น้ำท่วมก็ลุย ทำให้ถึงทราบว่าหน้างานเป็นอย่างไร น้ำท่วมเป็นอย่างไร ชายแดนเป็นอย่างไร เวลาที่ต่างชาติมากดดัน แค่รับรายงานและมาพูดกับผม ก็ถูกพวกผมตอกหน้าหงายกลับไป เพราะผมอยู่หน้างาน ขอบคุณที่เตือนผม“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สุดท้ายแล้วตนพร้อมที่จะคลายความกังวลของเพื่อนสมาชิก ตนเข้าใจถึงความกังวลของท่าน ข้อเสนอของทุกคนทำเพื่อประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกัน ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่านนั้น ขอยืนยันต่อรัฐสภาว่า ให้อำนาจอย่างเต็มที่ และทุกคนก็ต้องรับผิดชอบการทำหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี คณะรัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมทุ่มเททำงาน ขอให้เราทุกคน นำสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงมาแจ้งให้กับประชาชนทราบ เราต้องไม่ปั้นน้ำเป็นตัว หากหาทางลงไม่ได้ ตนเองยินดียอมรับนำไปปรับปรุงแก้ไข หลายครั้งที่เราทำไม่ถูก เราก็พร้อมที่จะขอโทษประชาชน และก็ทำแบบนี้มาตลอด หากประชาชนยังไม่พอใจ ก็ถือว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอ
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้ ตนคิดว่าเราทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ตนรับฟังจดบันทึก สิ่งที่ท่านแนะนำต่อรัฐบาลของตนไปปฏิบัติ พร้อมยืนยันว่าสิ่งที่อยู่ในนโยบาย เราพูดแล้วทำอยู่แล้ว และสิ่งที่แนะนำที่ให้พวกตนไปปฏิบัติเราก็ยินดี ไม่ได้จะทำแค่ 23 ข้อตามที่ได้แจ้งไว้ หากมีข้อเสนออื่นที่เป็นประโยชน์ก็พร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะสนับสนุนงานของรัฐสภา ซึ่งเราให้การสนับสนุน เพราะกระบวนการมันมีอยู่แล้ว
”เมื่อท่านให้โอกาสผมได้มาแถลงนโยบาย หลังจากวันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลนี้จะมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่ และพวกเราทุกคน ก็จะทุ่มเททุกสรรพกำลังที่มีอยู่ทำงานรับใช้แผ่นดิน รับใช้พี่น้องประชาชน และทำให้ประเทศไทยของเราก้าวหน้าเจริญ ก้าวหน้าแข็งแรง มั่นคง เป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน“ นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย
“ไอติม พริษฐ์” เปรียบรัฐบาลเสมือนผู้รับเหมา เผย 5 พฤติกรรมสำคัญจ่อขึ้นบัญชีดำ
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนสุดท้ายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยสรุปภาพรวมการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า รัฐบาลใหม่นี้ ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น นายกรัฐมนตรีคนเดิม พรีเซนเตอร์ชุดเดิม แต่จากผลงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานช่วงรักษาการ รวมถึงการแถลงนโยบาย
“รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพ แต่เหมือนผู้รับเหมาที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ เพราะหากดูหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ จะพบว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรม ที่คล้ายกับที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำกับประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ ไล่เลียง 5 พฤติกรรมของรัฐบาล ประกอบด้วย
1.การเบี้ยวสัญญา ที่ผ่านมาช่วงหาเสียงใช้วิธี “พูดแล้วทำ” โดยการไม่พูดอะไรเลย นอกจากโอ้อวดตนว่ารักชาติ นโยบายที่ส่งให้ กกต. ก็น้อยกว่าพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทยถึง 7 เท่า เช่น เรื่องการลดค่าไฟ 3 บาท ที่ไม่ได้ลดทุกครัวเรือน หรือการแก้รัฐธรรมนูญ ที่แม้จะมีการออกเสียงประชามติ กลับไม่ปรากฏเรื่องนี้ในคำแถลงนโยบาย
2.การส่งงานล่าช้า ในคำแถลงนโยบายได้ย้ำถึง 3 ครั้งว่า โลกเรามีความไม่แน่นอนสูง ไม่รู้จะเป็นข้ออ้างหรือเปล่าที่ทำให้รัฐบาลต้องเบี้ยวสัญญา ข้ออ้างนี้จะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นว่านายกฯ ตอบสนองต่อประชาชนอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นการทำงานแบบ สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน แต่นายกฯ มักจะปล่อยให้ประเทศเสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการเสียที
“สิ่งที่ผมให้อภัยท่านนายกฯ ไม่ได้มากที่สุด เพราะเมื่อปัญหาเกิดกับประชาชน ท่านมักจะเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อใดที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวท่านเอง ท่านจะแก้ปัญหาอย่างว่องไว เช่น วันที่ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาท ผมเชื่อว่าวันนั้นท่านตั้งใจให้สภาปิดประชุมก่อน เลิกพูดเรื่องพลังงานก่อน แล้วจึงตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาทรวดเดียว จะกลับมาพูดก็ไม่ได้อีก เพราะประธานไม่ได้นัดประชุมสภาฯ แต่การปกป้องประชาชน ท่านไม่วางแผนอะไรเลย ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆ จากวันนั้นผ่านมา 2 สัปดาห์ ยังไม่มีเงินสักบาทส่งถึงพี่น้องประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว
3.การลดสเปก ท่านนายกฯ ชอบการห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า พลัส แต่เครื่องหมายที่เหมาะกับรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายบวก แต่คือเครื่องหมายดอกจัน เพราะนโยบายมักจะห่างจากความคาดหวังของประชาชน ต้องมีหมายเหตุกำกับไว้เสมอ เช่น ราคามะพร้าว 7-10 บาทต่อลูก แต่ข้อมูลตามเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อยู่ที่ 3-5 บาทต่อลูก ล้งกลางที่รัฐบาลบอกว่าจะจัดทำ ก็ลดสเกลมาเป็นล้งชุมชน
4.การโยนงาน นายกฯ มักโยนงานสำคัญๆ ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน เสมือนพ่อค้าคนกลางที่พร้อมลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ รอหักหัวคิว เรื่องชายแดนโยนให้กองทัพ เรื่องฝุ่นโยนให้ผู้ว่าฯ เรื่องวิกฤตพลังงานก็โยนให้หน่วยงาน จะรอดูว่านายกฯ จะโยนให้รัฐมนตรีท่านใดมาตอบกระทู้แทน อีกทั้งดูเหมือนว่านายกฯ กำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมด ให้พรรคร่วมรัฐบาล การแบ่งกระทรวงกันทำเป็นเรื่องปกติ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคต เป็นวาระที่นายกฯ จะสั่งการให้คนอื่นทำแทนทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้านายกฯ เห็นภาพไม่ตรงกับพรรคร่วม อนาคตลูกหลานเราก็ไม่ดีขึ้น
5.ข้อครหาเรื่องการทุจริต นายกฯ ออกมาพูดว่าอับอายกับคะแนนความโปร่งใสของประเทศเราที่ตกต่ำ ท่านจะยึดแค่เพียงคำพูดในเอกสารคำแถลงนโยบาย ก็ถือว่าใช้ได้ แต่คำพูดจะขาดความน่าเชื่อถือ หากนายกฯ ยังกระทำการสุ่มเสี่ยงพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง อย่างการที่ผู้รับเหมามีส่วนได้ ส่วนเสีย กับบริษัทที่คุมงานก่อสร้าง แต่นายกฯ ก็ยังเลือกตั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปกำกับดูแลหน่วยงานด้านวิกฤตพลังงาน ทั้งที่รู้ว่านายพิพัฒน์ถือครองธุรกิจน้ำมัน
การทุจริตอีกประเภทคือผู้รับเหมาได้งานมาโดยไม่สุจริต ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือฮั้วประมูล ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ มากที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ก็มีคำถามเรื่องการเลือกตั้งมากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น สว. 150 คนที่อยู่ในสำนวนเดียวกันกับพรรคของนายกฯ โดยคณะไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการเลือกตั้งที่พรรคของท่านชนะเป็นครั้งแรก ก็บังเอิญเป็นการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งสืบย้อนไปได้ว่าใครเลือกใคร และบังเอิญมีข้าราชการมหาดไทยในพื้นที่ถูกโยกย้ายมากที่สุดครั้งหนึ่ง
“หากท่านต้องการให้ประชาชนเชื่อว่า ความบังเอิญพลัสเหล่านี้ เป็นความบังเอิญจริง ท่านต้องยืนยัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ท่านต้องสนับสนุนให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญให้ทุกพรรคการเมืองร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ไม่ให้ใครกล่าวหาได้ ว่ามี สส. ที่เข้ามาเพราะโกงเลือกตั้ง และท่านต้องยืนยันให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องท่านและพรรคพวก ตามมติของคณะไต่สวนกรณีโกงเลือก สว. เพื่อให้ท่านได้พิสูจน์ในชั้นศาลว่า ครม. ของท่าน ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ปล้นอำนาจมาจากประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ ทิ้งท้ายว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตนเองหวังว่า 5 พฤติกรรมดังกล่าว จะเป็นอาการชั่วคราว เพื่อพิสูจน์ว่าพวกตนประเมินท่านผิดไป ตนเองและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำตัวเป็นดังเงา ติดตามท่านทุกฝีก้าว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หากรัฐบาลท่านเดินหน้าด้วยความทุจริตใดๆ ก็ตาม พวกเราสภาแห่งนี้ ก็ต้องเรียกท่านมาขึ้นบัญชีดำเช่นกัน
“เอกนัฏ” ลั่นไม่เคยเกรงใจนายทุน เอาตายหากใครกักกักตุนน้ำมัน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ถึงการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน และพลังงานในประเทศจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางว่า ตนได้วางแผนการปรับปรุงโครงสร้างพลังงานประเทศแบบพลิกโฉม เพราะตนตระหนักดีว่า การบริหารจัดการพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และต้นทุนพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน พร้อมยอมรับว่า วิกฤตน้ำมันจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน ที่สะท้อนผ่าน สส. และสื่อมวลชน
นายเอกนัฏ ยังชี้แจงถึงการบริหารกองทุนน้ำมันว่า ตนเองใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการกองทุน และในยามปกติตนตั้งใจจะผ่าตัดวิธีการทำงานของกองทุนน้ำมัน ซึ่งตนตกใจว่า เหตุใดกองทุนน้ำมันมีอำนาจมาก และการตัดสินใจสามารถนำเงินจำนวนมหาศาลมาอุดหนุนน้ำมันเท่าใดก็ได้ จนปัจจุบันติดลบ 60,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงไม่ควรมีกองทุนใดที่มีอำนาจมากเช่นนี้ และเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติแล้ว ตนก็พร้อมปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน เพื่อชะลอผลกระทบในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศมากเกินไป จึงควรมีข้อจำกัดการทำงานมากกว่านี้
นายเอกนัฏ ยังระบุว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้ปกติ และการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ก็ผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นบ่งชี้ว่า โรงกลั่นน่าจะมีกำไรมากเกินไปมาก ซึ่งแม้ว่า ประเทศไทย จะมีโรงกลั่นเพียงพอ แต่การเทียบราคาสิงคโปร์นั้น เสมือนประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ โรงกลั่นน้ำมัน จึงควรแบ่งเบาภาระ ไม่หากำไรมากเกินควร ตนจึงได้ใช้อำนาจประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน หรือ กบง. โดยพิจารณาตัวเลขต่าง ๆ ทั้งค่าความเสี่ยงสงคราม ค่าประกัน ค่าขนส่ง ฯลฯ ที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม มาเป็นส่วนลดหน้าโรงกลั่นในเดือนเมษายน และเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นอีก ก็จะนำข้อมูลจริงไปพิจารณาและกำหนดส่วนลดอีก เพื่อให้โรงกลั่นช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนประชาชน พร้อมเปิดเผยว่า ณ เวลานี้ โรงกลั่นให้ความร่วมมือดี และยืนยันว่า ตนไม่เคยเกรงใจใคร และไม่เกรงใจนายทุนที่ไหน มากไปกว่าประชาชนแน่นอน
ส่วนข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อลดราคาน้ำมันนั้น นายเอกนัฏ ชี้แจงว่า ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีผลกระทบ ตนจึงขอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ขอใช้เป็นไพ่ใบสุดท้าย ที่รัฐบาลจะใช้เพื่อต้องการนำเงินไปใช้แบบพุ่งเป้าช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจริง ๆ แม้การลดภาษีสรรพสามิต ราคาจะลดลง ประชาชนดีใจ แต่เงินของประเทศลดลงในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องนำงบประมาณไปใช้เยียวยาประชาชน โดยยังขอใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ราคาน้ำมันราคาถูกในปัจจุบัน ควบคู่กับการใช้กองทุนน้ำมัน
นายเอกนัฏ ยังยืนยันว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ตนจะไม่ใช้ความมั่วมาบริหารสถานการณ์ที่มั่ว ๆ แบบนี้ และจะใช้ความรอบคอบ และสติในการบริหารจัดการ นายเอกนัฏ ยังกล่าวถึงข้อกังวลการขาดแคลนน้ำมันว่า ขณะนี้น้ำมันดิบขาเข้า เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ในเดือนนี้สามารถเข้าได้ และเดือนพฤษภาคมน่าจะเข้าตามปกติ แต่ก็จะต้องสื่อสารตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน จึงต้องใช้ความระมัดระวัง เตรียมใจ และเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ แม้กระทั่งสถานการณ์ที่แย่ที่สุด ตนจึงยืนยันกับประชาชนว่า ขณะนี้อยู่บนความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลง ก็ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการใช้ชีวิต และเตรียมความพร้อม กรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางบานปลาย จนประชาชนต้องปรับวิธีการใช้ชีวิต
นายเอกนัฏ ยังยืนยันว่า หากพบความผิดปกติในการกักตุนน้ำมัน เอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อน ตนจะเอาจริง และเอาตายแน่นอน เพราะหากตนตัดสินใจชนกับใครแล้ว ตนก็สู้สุดซอยไม่ถอย แม้จะเตรียมหากำไรในช่วงเวลานี้ มีเงินก็ขอให้ไปใช้ในคุก
ส่วนผลกระทบค่าไฟที่เตรียมขึ้นจาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาทนั้น นายเอกนัฏ ยืนยันว่า สามารถลดราคากลับมาเป็น 3.88 บาทได้ โดยนำรายได้ของการไฟฟ้านำมาชดเชยส่วนต่าง สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่จะต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ ให้ผู้ที่ใช้ไฟน้อย สามารถใช้ไฟในราคาที่ถูก และยิ่งใช้มาก ก็จะต้องใช้ในราคาที่แพง เพื่อให้ผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย สามารถใช้ค่าไฟเหลือไม่เกิน 3 บาท โดยไม่เป็นภาระกับค่าไฟเฉลี่ย และพร้อมเดินหน้าทำแน่นอน
“ไอซ์ รักชนก” จัดหนักกลางสภา เสนอยาแรง 2 ขนานโต้ข้อครหา
ในการประชุมร่วมรัฐสภาวาระแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอร่วมอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลภูมิใจไทย รัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสูงที่สุด เพราะว่าสามารถควบคุมเสียงได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรรวมไปถึงวุฒิสมาชิก และยังมีอำนาจที่ผู้คนเชื่อว่าสามารถโน้มน้าวจิตใจขององค์กรอิสระ ให้ตัดสินไปแนวทางที่ต้องการได้อีกด้วย เรียกได้ว่ากลไกในประเทศนี้
"ทุกวันนี้แผ่นดินนี้เป็นของท่าน แต่การก้าวขึ้นสู่อำนาจที่ล้นฟ้าล้นแผ่นดินของท่านเช่นนี้หรือไม่ ที่นับวันทุกหย่อมหญ้าในประเทศนี้ถึงมีแต่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนผ่านคะแนน CPI หรือดัชนีรับรู้คอร์รัปชัน ปีก่อนหน้านี้เราอยู่ที่อันดับ 107 ซึ่งดิฉันก็ว่าแย่แล้ว แต่ปีนี้ 68 เราหล่นลงมา 10 อันดับ อยู่ที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก รั้งท้ายอาเซียน รั้งท้ายโลก และที่สำคัญเป็นคะแนนและอันดับที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ยังกล่าวว่า รัฐบาลปี 62 ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นรัฐบาลมาตลอด แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเป็นรัฐบาลนานเท่าไหร่ ยิ่งพักใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและดัชนีรับรู้คอร์รัปชันในประเทศนี้มันยิ่งตกต่ำ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ประกาศจะทำสงครามคอร์รัปชัน ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีคนมาแสดงความรู้สึกขำถึง 25,000 คน เป็นเพราะเวลาพูดถึงนายกรัฐมนตรีกับการทุจริตคอร์รัปชัน
"ไม่มีใครคิดหรอกว่าท่านจะต่อต้าน เพราะคนรอบ ๆ ตัวของท่าน สส.,สว.,รัฐมนตรี รวมถึงคนที่อยู่ที่บุรีรัมย์ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้มาโดยตลอด ขอถามผ่านประธานไปถึงนายกฯ ว่าท่านอายจริง ๆ ไหม หรืออายคอนเทนต์ ถ้าท่านอายจริง ๆ ท่านอยากจะล้างอายไหม ดิฉันมียาล้างอาย 2 ขนานมาแนะนำให้ท่าน ซึ่งจะทำให้ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันดีขึ้นแน่นอน" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ระบุว่า ยาเม็ดแรกคือยาขับรัฐมนตรีที่ชื่อฉาว ๆ ก็ให้เอาออกไปให้พ้นจาก ครม. จะปล่อยเอาไว้ทำไม อย่างกรณีการซื้อเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อจากนายเบน สมิธ เมื่อสักครู่นายสุริยะได้ชี้แจงว่าซื้อมา 1 ปีก่อนที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน จะแนะนำให้รู้จักกับนายเบน สมิธ แล้วบอกว่าถ้ารู้ก่อนว่าเป็นแบบนี้ไม่ซื้อแน่นอน ตนฟังแล้วขนลุกซู่ ว่าแบบนี้ยิ่งไม่ต้องไปยึดอายัดทรัพย์มาตรวจสอบก่อน ว่าอยู่ในกระบวนการหรือเข้าข่ายขบวนการฟอกเงินหรือไม่
ตนเป็นห่วงนายสุริยะจากใจจริง ๆ ว่าอาจจะตกเป็นเหยื่อ เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกรรมอำพราง และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยที่ไม่รู้ตัว นายกรัฐมนตรีช่วยนายสุริยะได้หรือไม่ คือช่วยสั่งให้ ป.ป.ง. ตรวจสอบเรื่องนี้ที เพราะค้านกับความรู้สึกของประชาชน เรายึดอายัดทรัพย์นายเบน สมิธกับพวก 20,000 ล้าน แต่ทรัพย์สินที่ซื้อมาจากคนคนนี้ขาวสะอาดจริง ๆ หรือไม่ แล้วเส้นเงินสีเทาของนายเบน สมิธ จะไม่บรรจบมาพบกับคนที่ซื้อเครื่องบินลำนี้ เป็นไปได้หรือไม่
ส่วนกรณีถัดมา “เบอร์รี่เลือด” ที่ฟินแลนด์ วันนี้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตื่นหรือยัง กระทรวงแรงงานไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ เราเกณฑ์แรงงานคนไทย หลอกลวงเขาว่าจะได้มีงานดี ๆ ชีวิตดี ๆ แต่สุดท้ายหลอกเขาไปขูดรีดแรงงานอยู่ที่ต่างประเทศ ศาลฟินแลนด์สั่งจำคุกนายจ้าง 1 ปี 10 เดือน ฐานค้ามนุษย์ และส่งข้อมูลมายังทางการไทย ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยนั้นก็คือนายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวหาว่ารับสินบนแลกกับการส่งแรงงานไปทำงานในไร่เบอร์รี่
"สถานะล่าสุด DSI และอัยการสูงสุดมีมติกล่าวหานายสุชาติ ชมกลิ่น สรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ไป 2 ปีแล้ว เกินระยะเวลาที่ ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า มันช่างไม่เหมือนคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ทำตามเส้นเวลาเป๊ะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าไอ้ความล่าช้าในคดีของท่านสุชาติ ชมกลิ่น เกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถพิเศษของรัฐบาลสีน้ำเงินภูมิใจไทยหรือไม่ ที่ท่านมักจะสามารถโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระได้อยู่เรื่อย ๆ เพราะดูเหมือนตอนนี้ 4 ใน 9 คนของ ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าเสื้อสีอื่น ๆ ในตู้เสื้อผ้า เดี๋ยวนี้ใส่เสื้อสีน้ำเงินบ่อยกว่าเสื้อสีเหลืองอีก" นางสาวรักชนก กล่าว
ทำให้นายโสภณ ประธานในที่ประชุมพูดขัดขึ้นมา แต่นางสาวรักชนกถามกลับว่าประท้วงแทนหรือไม่ นายโสภณจึงชี้แจงว่า บุคคลภายนอกอย่าเอ่ยถึงองค์กรภายนอก เพราะจะมีการประท้วง จึงขอเตือนไว้ เพราะขัดข้อบังคับอยู่แล้ว ตนไม่ได้ประท้วง
นางสาวรักชนก จึงขอหารือสั้น ๆ ว่า การที่ประธานบอกว่าไม่ให้กล่าวถึงองค์กรอิสระภายในสภา ตนคิดว่าเป็นการวางบรรทัดฐาน ที่อาจทำให้เราทำงานกันลำบาก เพราะองค์กรอิสระเป็นองค์กรที่รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน จึงมีความเห็นว่าน่าจะอภิปรายถึงได้ นายโสภณจึงชี้แจงว่าตนไม่ขัดข้อง แต่การไปกล่าวว่าองค์กรเหล่านั้นใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ เป็นการกล่าวร้าย ส่วนจะพูดถึงองค์กร ไม่ให้ความเป็นธรรมก็กล่าวได้ แต่ก็ต้องรับผิดชอบเอง
นางสาวรักชนก จึงถามกลับว่า การบอกว่าองค์กร ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าเสื้อสีเหลือง เป็นการกล่าวร้ายอย่างไร นายโสภณ จึงกล่าวว่าตนไม่มีสิทธิ์โต้เถียง " ท่านรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรนั้นใส่เสื้อสีอะไร เขาใส่เสื้อสีอะไรมาก สีอะไรน้อย ท่านรู้ได้ยังไง เมื่อท่านเอาความรู้สึกของท่านไปตัดสิน ผมจึงบอกว่ามันเป็นการกล่าวร้าย "
หลังจากนั้น นางสาวรักชนก ได้อภิปรายต่อ ว่า ตนไม่ได้กล่าวหานายสุชาติ เชื่อในความบริสุทธิ์ของนายสุชาติจริง ๆ คนดี ๆ อย่างนายสุชาติไม่มีทางอยู่แล้วที่จะไปทำเรื่องที่เลวทรามต่ำช้า อย่างเรื่องการค้ามนุษย์ตนก็ไม่ใช่แบบนั้น แต่ถ้ามันไม่มีมูล DSI และอัยการสูงสุด เขาจะส่งคดีนี้ไปที่ ป.ป.ช. เพื่ออะไร ดังนั้น ป.ป.ช. ควรที่จะให้ความเป็นธรรมกับนายสุชาติให้ไวขึ้น เหมือนคดีที่เกิดขึ้นกับ สส. ของพรรคประชาชน
นายกรัฐมนตรี เขียนเอาไว้ในหน้าแรก ๆ ว่า อยากจะเข้าร่วมกลุ่มโออีซีดี ถ้ามีโอกาสได้ไปเข้าร่วมจริง ๆ ขอถามว่าท่านจะไม่อายเขาหรือ ที่มีรัฐมนตรีซื้อเครื่องบินต่อจากนายเบน สมิธ โดยที่ยังไม่ตรวจสอบด้วยซ้ำว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ และเรื่องค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์เขารู้กันทั้งยุโรป "ถ้าไปประชุมท่านไม่อายใช่หรือไม่ เขาคงนินทากันให้แซ่ด ลือกันทั้งโออีซีดีว่าประเทศไทยเราตั้งรัฐมนตรีที่โดนข้อหาค้ามนุษย์มาเป็นรัฐมนตรี" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ยังกล่าวว่า ใครที่พูดถึงคดีเบอร์รี่เลือด นายสุชาติฟ้องปิดปากไปหมด ซึ่งเรื่องการฟ้องปิดปากเขาเอามาคิดเป็นคะแนน CPI และกลุ่มโออีซีดีที่นายกอยากจะเข้า เขาเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก และคุ้มครองพยาน การที่ประเทศไทยมีรัฐมนตรีแบบนี้อยู่ใน ครม. มีแต่จะทำให้ประเทศไทยตกต่ำ ยังไม่พอรัฐบาลสีน้ำเงินเอาเจ้าของปั๊มที่มีสาขาทั่วประเทศมาแก้วิกฤตพลังงาน "แม้ดิฉันจะเชื่อว่าท่านพิพัฒน์คนดีของดิฉัน ไม่มีทางที่จะทำอะไรในแบบที่เขาสงสัย หรือว่าเขากล่าวหากัน แต่ว่านอกจากดิฉันแล้ว ใครจะเชื่อว่าบริษัทที่ท่านพิพัฒน์ถือหุ้นอยู่ 2 ล้านหุ้น มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก กล่าวต่อว่า ขอย้ำว่าทั้งสามคนนี้ตนเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่าใจซื่อมือสะอาด เป็นรัฐมนตรีที่โลกรอ แต่ถามว่าคนไทยทั้งประเทศมองมาจากดาวอังคารก็ยังรู้เลย เพื่อไม่ให้ค้านกับความรู้สึกของประชาชน คนพวกนี้ควรจะพิจารณาเอาออกจากคณะรัฐมนตรีไปก่อนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ยาขนาดแรกคือยาขับรัฐมนตรี
ส่วนยาขนานที่ 2 คือยาหยอดตา ทำตาให้ตาสว่างขึ้น เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ซึ่งเป็นยาวิเศษของการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมักจะถูกครหาว่าเป็นพรรคของผู้รับเหมากินรวบประเทศ แต่ตนไม่คิดแบบนั้น เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่พูดเสมอว่า รักชาติ รักสถาบัน รักแผ่นดิน ดังนั้นความรักที่มีมันไม่น่าที่จะทำให้ทำเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ เลยส่งผลบุญทำให้คนในพรรคภูมิใจไทยได้รับแต่สิ่งดี ๆ รวมไปถึงญาติของพวกท่านด้วย เช่น โครงการภาครัฐ
หลังจากนั้น นางสาวรักชนก ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากทางภาครัฐในโครงการต่าง ๆ ที่ประกอบด้วยชื่อญาติของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี 66-69 ได้รับงานไป 74 โครงการ มูลค่า 4,500 ล้านบาท บริษัทลูกเขยของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่มี 2 บริษัท โดยบริษัทแรกเป็นของสามีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ไป 142 โครงการ 830 ล้านบาท และบริษัทของสามีลูกสาวอีกหนึ่งคนของนายชาดา ได้รับไปอีก 78 โครงการ 2,400 ล้านบาท เป็นคนดีที่มันรักชาติ มันได้ดิบได้ดีแบบนี้
นางสาวรักชนก กล่าวต่อว่า นายสิริพงศ์เคยออกมาชี้แจงว่า จะมากล่าวหาว่าเป็นความผิดเพียงเพราะเป็นเครือญาติมันไม่เป็นธรรม วันนี้ตนเห็นด้วยว่ามันไม่จำเป็นว่าคนที่ได้งานภาครัฐเยอะ ๆ จะทุจริตหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันเสมอไป เราอย่าไปปรักปรำแบบนั้น จะอยากให้ความเป็นธรรมโดยการนำข้อมูลมาเสนอกับประชาชน
จึงเลือกโครงการในปี 68 มา ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้รับงานภาครัฐไปจำนวน 34 โครงการ มูลค่า 2,466 ล้านบาท หน่วยงานที่ได้รับประกอบด้วยกรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาธิการและผังเมือง มากถึง 11 โครงการ ซึ่งเป็นกรมที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดยโครงการส่วนใหญ่ลงในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 22 โครงการ "ส่วนใหญ่เป็นการตัดถนน ดิฉันก็เลยไม่รู้ว่าเพราะว่าญาติของท่านตัดถนนเก่งแบบนี้หรือเปล่า ท่านสิริพงศ์รอบนี้ก็เลยได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม เรียกได้ว่า put the right man on the right job" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก ยังเปิดเผยต่อว่า ในการประมูลแข่ง มีการประมูลแข่งอยู่ 3 บริษัท ซึ่งไม่มีอะไรแปลก แต่พอเปิดดูประวัติเท่านั้น เป็นคนกันเองหรือไม่ เพราะบริษัทที่ 1 มีนาย ก. เป็นกรรมการ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำกรรมาธิการติดตามงบประมาณ โควตาของนายอาสพลธ์ สรรไตรภพ สส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดศรีสะเกษ ขณะที่อีกบริษัทที่ 2 หากเปิดดูชื่อกรรมการบริหาร มีแต่คนนามสกุลเดียวกับนายอาสพลธ์ และบริษัทที่ 3 เป็นของอดีต สจ.เก่าที่ใกล้ชิดกับ อบจ.ศรีสะเกษ เมื่อพูดถึงเราก็จะนึกถึงนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นลูกสาวของนายก อบจ.ศรีสะเกษ มันบังเอิญมาก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดเลย
"ฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไร ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า รวย! คือมันรวยไม่ไหวแล้ว มันรวยไม่ไหวแล้วจริง ๆ โบราณเขาว่าแข่งบุญแข่งวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีถ้ามาทำงานแล้ว ช่วยลุกขึ้นแล้วพูดในฐานะผู้นำรัฐบาล ว่าจะรับ พ.ร.บ. นี้เพื่อปราบปรามเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้จริง ๆ ไปด้วยกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นางสาวรักชนกอภิปรายเรื่องนี้ มี สส.จากพรรคภูมิใจไทยขอประท้วงอยู่เป็นระยะ ๆ ขณะที่นายสิริพงศ์ ใช้สิทธิ์พาดพิง โดยระบุว่า เรื่องบริษัทที่นางสาวรักชนกกล่าวอ้างว่าได้รับงานรัฐมากน้อยเพียงใดนั้น ตนเองไม่ทราบ เนื่องจากไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงลึก ความสัมพันธ์ของตนเองและบริษัทคงเป็นความสัมพันธ์ประเภทเดียวกับบุคคลในพรรคประชาชนบางคนที่มีความสัมพันธ์กับท่านรัฐมนตรี หรือคนในรัฐบาล ซึ่งท่านอภิปรายถึง เช่นนั้นเอง คือนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงการทำธุรกิจ หรือการใช้ชีวิตครอบครัวแต่อย่างใด
นายสิริพงศ์ ชี้แจงอีกว่า บริษัทที่ถูกกล่าวอ้างเป็นลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่มารดาเดียวกันกับบิดาตนเอง มีความสัมพันธ์เป็นญาติ แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันเชิงธุรกิจใด ๆ ปี 68 ที่ผ่านมา ตนเองก็ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารใด ๆ และปี 66 ว่าตนเองก็ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส. เนื่องจากว่าสอบตก
นายสิริพงศ์ เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความเกี่ยวพันกัน แต่ขอบคุณที่ท่านกรุณาโยงให้ และข้อความที่ถูกกล่าวอ้างเมื่อสักครู่ ก็ขอบคุณที่ท่านย้ำอีกครั้ง เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเองก็เห็นในโซเชียล เขาก็เขียนมาอย่างที่ท่านพูด ขอบคุณที่ท่านเอามาอ่านอีกรอบหนึ่ง แต่ขอย้ำให้ท่านทราบว่าไม่ได้มีความเกี่ยวพันกัน "คงไม่ต่างกับท่านสุริยะและท่านธนาธร" นายสิริพงศ์ กล่าว
“ยศชนัน” ลุกแจงครั้งแรก ยัน อว. พร้อมเชื่อมโยงทุกฝ่าย ใช้นวัตกรรมยกระดับพัฒนาประเทศ
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงว่า ในภาวะวิกฤตต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการช่วยเหลือให้ทันท่วงที ซึ่งมีการดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น่าจะได้เห็นแนวทางว่าปัจจุบันมีส่วนไหนที่ทำได้และทำไม่ได้บ้าง ซึ่งส่วนที่ทำไม่ได้และทำไม่ดีจะน้อมรับไว้ไปปรับปรุง
สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง เรามีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับนโยบายต่างประเทศ สังคม สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และบริการภาครัฐ โดยจะนำแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ มาเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังที่ทำให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
สำหรับความหวังในเรื่องนวัตกรรมของประเทศไทย นวัตกรรมเกิดจากงานวิจัยเชิงลึกและสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงงานวิจัยมาสู่นวัตกรรม ต้องมีการเชื่อมเทคโนโลยีจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ซึ่งสามารถใช้งบประมาณของกระทรวง อว. เงินร่วมสมทบจากภาคเอกชนและนักลงทุน ขณะที่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เอกชนจะมาซื้อผลงานวิจัยที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา จึงต้องมีการส่งเสริมไม่ให้นักวิจัยเสียโอกาส สามารถรับรายได้อย่างทั่วถึง ให้นักคิดและนักปฏิบัติทำงานร่วมกัน
ขณะที่นวัตกรรมสู่เศรษฐกิจ เราต้องให้ความสำคัญกับพี่น้องรากหญ้า แต่ต้องไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับประเทศใด เราจะชูโรงเศรษฐกิจสุขภาพ เชื่อว่าประเทศไทยจะขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ เราจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพของเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ และต้องตระหนักถึงเกษตรและบริการมูลค่าสูง เช่น สมุนไพรไทย ความมั่นคงทางอาหาร และอาหารแห่งอนาคต รวมถึงยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การใช้เซลล์และยีนในการบำบัดโรคที่ไม่มียารักษา เช่น ธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน และโรคมะเร็ง
ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง จะทำอย่างไรให้เรามีเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระทรวง อว. จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม จะต้องทำ Open Data ให้เกิดความสำเร็จจริง เพื่อต่อยอดไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ส่งเสริมเรื่อง Green Energy Technology, Net Zero Technology และการใช้เทคโนโลยีในการป้องกันภัยพิบัติ
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เราจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในทุกมิติ จะต้องเปิดรับทุกคนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงผู้สูงอายุ เพื่ออัปสกิล รีสกิล ศิษย์เก่าสามารถเข้ามาเรียนได้ พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพของระบบ T-CAS ด้วย
นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนพูดมาทั้งหมดนี้ เพราะประเทศไทยต้องมีระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน และให้นวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการพลิกโฉมหาวิทยาลัย ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ตนจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อความหวังของคนไทย
“ชวน” ซัดนโยบายรัฐบาลยาวเหยียด! ย้ำ "ความจริงไม่ตาย" เตือนอย่าโกหกประชาชน
ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนได้มีส่วนร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลทุกสมัย ยกเว้นช่วงที่มีหน้าที่เป็นประธานสภา และทุกครั้งจะถือหลัก “สจฺจํ เว อมตา วาจา” ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ไม่ใช่เพียงคำขวัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นความจริงตลอดไปว่าเราไม่ได้คิดจะเป็นนักการเมืองสมัยเดียว จะพูดอะไรหากโกหกหลอกลวง วันหนึ่งคนอื่นก็รู้ เราก็เสียหาย ฉะนั้นก็ระมัดระวัง หากจะพูดอะไรก็ตามให้ยึดความเป็นจริงและยอมรับความจริงเท่านั้น ที่จะทำให้เราแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ฉะนั้นจะไม่มีคำอะไรที่โกหกหลอกลวง ให้ร้ายป้ายสี หรือยกย่องเกินเหตุความเป็นจริง
ในส่วนของปัญหาที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล โดยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลต้องเขียนนโยบายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คือ หน้าที่ของรัฐ และองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่านโยบายทั้ง 19 หน้า ที่นายกรัฐมนตรีและตนได้อ่าน ได้ฟัง ถือว่าโดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับได้ แม้จะมีบางเรื่องที่อยากเห็นแต่กลับไม่มี อันเป็นความปรารถนาของประชาชน เช่น นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นนโยบายที่อยากเห็นแม้จะไม่ได้เขียนไว้ เป็นความหวังของคนสูงอายุ เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่คนห้อยเปรี้ยเสียขา ไม่ใช่คนที่รออนุบาลแบบอนาถา แต่เป็นคนที่ได้รับใช้บ้านเมืองมา เพียงแต่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงาน ที่จะมีบำเหน็จบำนาญ แต่ในฐานะเกษตรกร กรรมกร หรือในฐานะอะไรก็ตาม ในช่วงวัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลบ้าง อย่างน้อยก็หลักประกันเดือนละเท่าไหร่ก็ตาม ตนเป็นคนเริ่มต้น 200 บาท 300 บาท และได้เพิ่มมาเป็น 500 บาท ภายหลังรัฐบาลทุกชุดก็รับเงื่อนไขนี้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ศึกษาเรื่องนี้ว่าหากเพิ่มเป็น 1,000 บาท ก็อาจสามารถเป็นไปได้ แต่หากจะมากกว่านั้นก็อาจเป็นภาระที่หนัก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องให้ปลาแถมเบ็ด แต่เป็นเรื่องจริงที่เราดูแลผู้สูงอายุของเรา แม้เรื่องนี้จะไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย แต่ก็ฝากรัฐบาลพิจารณาเพื่อเป็นความหวังของผู้สูงอายุ
สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลตั้งแต่หน้าแรก ซึ่งตนได้อภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อเนื่องมาตั้งแต่ชุดที่แล้ว ตนเข้าใจว่ารองนายกฯ ได้เขียนนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการวางรากฐานประเทศ เพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ตนอภิปรายในครั้งนั้นว่าเห็นด้วยกับนโยบายนี้ จึงอยากเสนอนายกรัฐมนตรีว่าประสงค์จะวางรากฐาน เพื่อมีผลต่อไปในอนาคต เราทำเรื่องการเลือกตั้งที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอยู่ด้วย แม้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ด้วยก็ตาม ในครั้งนั้นต่อไปให้สุจริตเที่ยงธรรมดีหรือไม่ โดยทางนายกรัฐมนตรีได้ตอบตนทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องนี้ ผลการเลือกตั้งในสภาชุดที่ 27 ก็เป็นอย่างที่เราเห็นอยู่ ความจริงตนไม่ได้ลดละความพยายาม ตนยังใช้ความพยายามในเรื่องนี้ โดยขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยดูแล เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง แม้จดหมายจะไม่มีผล แต่ตนก็ภูมิใจ
สำหรับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงถึงหลักสามประการในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลบอกว่าจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตนเห็นด้วยและเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่น ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องนี้ตนก็เชื่อ มีข้อสังเกตเพียงว่าหากสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริงๆ ก็ต้องปฏิบัติ เพราะการแต่งกายด้วยสีสันให้เป็นสัญลักษณ์ไม่ได้มีผลอะไรเลย เพียงแต่หากยังทุจริตโกงกิน ไม่ซื่อสัตย์ ก็ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริงๆ
การยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน ข้อนี้ตนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง โดยพฤติกรรมที่ผ่านมานั้นบางเรื่องไม่ได้ยึดหลัก กลับแทรกแซงทุกเรื่อง อย่างเช่นการเลือกวุฒิสมาชิกอย่างที่เห็นอยู่ การบรรจุกฎหมายก็ไม่เที่ยงธรรม บางเรื่องก็ตรงไปตรงมา บางเรื่องก็ไม่ตรงไปตรงมา
ส่วนประเด็นนโยบายเกี่ยวกับชายแดนภาคใต้ ตนยินดีด้วยที่ปัญหาภาคใต้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา นโยบายในหน้า 11 ข้อ 9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อนำสันติสุขยั่งยืนกลับสู่พื้นที่ภาคใต้ ปัญหาในภาคใต้ไม่ได้มีเพียงสามจังหวัด ส่วนหนึ่งของสงขลาก็ยังพอมีส่วนอยู่ด้วย ตนขอถามว่ารู้หรือไม่ ‘เข้าใจ เข้าถึง’ หมายความอย่างไร แนวพระราชดำรินี้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และรู้เรื่องนี้ดีมีเพียง 2 คน คือ คนหนึ่งอยู่ในเรือนจำ ส่วนอีกคนคือ นายวิษณุ เครืองาม ตนจึงแนะนำให้เข้าไปศึกษาเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ในหลวงพระราชทานคำแนะนำให้ที่หัวหิน หลังเกิดความผิดพลาดในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้จนทำให้เกิดความรุนแรง แก้ไม่ตก จึงได้มีการขอพระราชทานคำแนะนำ โดยต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้
สำหรับปัญหาเรื่องความไม่สงบนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของนโยบาย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 คือนโยบายจัดการเดือนละ 10 คน คือนโยบายนอกหลักนิติธรรม แทนที่จะให้ศาลตัดสิน แต่ฝ่ายบริหารสั่งเก็บเอง ตนอยากบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าควรศึกษาคนที่ยังมีชีวิตอยู่และคัดค้านไม่เห็นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นนายทหารที่เป็นวีรบุรุษในเรื่องนี้ คือ พลโทเรวัตร รัตนผ่องใส ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จึงมองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรจะหารือกับท่าน ก่อนที่จะเป็นอะไรไป เพราะคนรู้เรื่องนี้แล้วคัดค้าน จนท่านถูกย้ายไปประจำการที่อื่นและไม่ได้ก้าวหน้าเป็นแม่ทัพ แต่หากเชื่อท่าน ภาคใต้ก็จะปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ ตนย้ำเรื่องนี้อีกถ้อยคำที่ไม่มีใครพูดถึงคือ นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับสั่งด้วยว่าคนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นคนดี น่ารัก มีความเป็นธรรม คำนี้ไม่มีใครนำมาใช้ เพราะผู้ที่รับฟังนั้นเสียชีวิตไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีต่อประชาชนชาวภาคใต้
นายชวน ระบุว่า หากเราถามชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไป โดยประชาชนทางเหนือก็มีปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ประชาชนทั่วประเทศมีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ แต่เรื่องหนึ่งที่เราถามทุกคน คือ เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีปรากฏอยู่ในนโยบายข้อที่ 23 หน้า 18 มีการปราบปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เรื่องนี้สอดคล้องกับความคิดของทุกคนและประชาชนที่อยากเห็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เราจึงได้ยินว่าต้องการรัฐบาลและนักการเมืองแบบไหน ควรให้ความเห็นตรงนั้น หากต้องการนักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ถามใครก็ให้ความเห็นแบบนั้น
ดังนั้นการคอร์รัปชันก็มีจุดเริ่มต้นจากนักการเมือง หากนักการเมืองมาจากระบบใช้เงินซื้อเสียง ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับประโยชน์ เราจึงได้เห็นความน่าเชื่อถือของรัฐบาลน้อยลงไป เพียงแค่น้ำมันขาดแคลน ซึ่งคนทั้งประเทศไม่เชื่อว่าไม่มีการกักตุน ในทำนองว่าน่าจะมีการถอนทุนคืนจากการใช้เงินซื้อเสียงในช่วงที่ผ่านมา ตนสนับสนุนการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เช่นเดียวกับประชาชนทั้งประเทศ แต่เรื่องนี้จะต้องปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่ถ้อยคำที่เลื่อนลอย และเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้พบข้าราชการกระทรวงมหาดไทยพร้อมพูดว่า
"ในฐานะที่พวกเราเป็นข้าราชการและเป็นคนไทย ถือว่าน่าอับอาย ทำให้ประเทศไทยถูกลดความสำคัญลง เจรจาการค้ากับใครถ้าเขารู้สึกว่าประเทศนี้ขี้โกง คุยกับคนขี้โกงอยู่ ไม่มีวันที่เราจะมีโอกาสต่อรอง ไม่เชื่อว่าระบบข้าราชการจะโกงกันทุกที่ มิเช่นนั้นจะคงมาถึงวันนี้ไม่ได้”
ตนยินดีที่นายกรัฐมนตรีรู้สึกอาย เพราะไม่ชินชากับการคอร์รัปชัน หากให้ดูข้าราชการที่โกงก็มาจากพวกเรานักการเมือง รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย การแต่งตั้งข้าราชการนั้นท่านเป็นผู้ดูแล ตอนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ข้าราชการมหาดไทยครึ่งกระทรวงเสียกำลังใจ คนที่พูดเรื่องนี้คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทย เพราะการแต่งตั้งข้าราชการนั้นไม่ได้ตรงไปตรงมา มุ่งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง คนอาวุโสน้อยก็เลยอยู่ยาว คนที่มีโอกาสจะเป็นผู้ว่า 2-3 ปี กลับไม่มีโอกาส เพราะคนอาวุโสน้อยกว่าแซงไปหมดแล้ว
“ภัทรพงษ์” ถอนหายใจหลายเฮือก ชี้ประเทศกำลังเผชิญภัยที่รัฐบาลอนุทินทำงานไม่เป็น ละเลยการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5
วันที่ 10 เม.ย. 69 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส. พรรคประชาชน อภิปรายเพิ่มเติมนโยบายที่รัฐบาลหยิบยกภัยที่ประเทศต้องเผชิญ 4 ด้าน โดยเพิ่มเป็นภัยด้านที่ 5 ว่า “ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น” ก่อนจะหยิบยกปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 และมลพิษทางน้ำข้ามแดนที่รัฐบาลยังไม่ได้เมืองการใด และในเล่มแถลงนโยบายไม่มีการกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ โดยเน้นย้ำว่าเคยเตือนรัฐบาลจากการแถลงนโยบายครั้งที่แล้วเมื่อกันยายนปี 2568 ว่าจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหามลพิษอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้ทำอะไรจะทำให้ปัญหาล้มเหลวถึงขนาดนี้
“รัฐบาลละเลยปัญหานี้จนทำให้รัฐบาลชุดนั้นกลายเป็นมลพิษไปเสียเอง แล้ววันนี้คุณอนุทินหยิบเอามลพิษก้อนนั้น มาควบคุมมลพิษ มาดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คนคนนั้นคือ สุชาติ ชมกลิ่น มลพิษจริงหรือเปล่ามาตัดสินไปพร้อมพร้อมกันดีกว่า” นายภัทรพงษ์กล่าว
นายภัทรพงษ์ได้ย้ำว่า เคยให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดก่อนไปแล้วหลายแนวทางทั้ง 1. เกี่ยวกับงบประมาณ การปลดล็อคสเปค แต่ก็ไม่มีมีการดำเนินการใด ชี้ว่าแล้วที่มีไฟป่าในวันนี้เพราะคุณสุชาติไม่ทำงาน และตอนนี้เหลือเจอฝุ่นพิษอย่างหนักแต่ไม่มีเงินมาช่วยประชาชน นี่คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น 2. ให้ปรับเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งล่าสุดหลังจากแนะนำให้ประกาศเขตภัยพิบัติ9จังหวัดแต่รัฐบาลประกาศเพียง4จังหวัด และผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ค่าฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 รุนแรงที่สุดของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ต้องเจอปัญหาที่ไม่มีมาตรการรองรับและไม่มีทีท่าจะยุติลงโดยง่าย
พร้อมหยิบยกการประกาศเขตควบคุมมลพิษในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อมีการประกาศและได้ดำเนินการตามแผน จัดประชุมก่อนที่จะมีการยุบสภา โดยมีการตั้งคำของบกลาง แต่สุดท้ายไม่มีงบประมาณมาซักบาท ทำให้การประกาศเขตควบคุมดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากจากกระดาษเอสี่แผ่นเดียว ที่แก้ปัญหาอะไรเลยไม่ได้
“สรุปเรื่องนี้เพราะคุณสุชาติทำงานไม่เป็น ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณ แล้วทำให้ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษกันหนักแบบนี้ เมื่อกลไกล้มเหลวจากความละเลยทั้งหมด ประชาชนสูดฝุ่นอย่างหนัก ไม่มีเงินเข้ามาช่วยซักทาง กระเป๋าเงินเดียวที่เหลืออยู่คืนเงินจากการประกาศเขตภัยพิบัติ ที่บอกไปแล้วให้ประกาศทั้งเก้าจังหวัด คุณสุชาติยังมีหน้ามาอ้างแทนผู้ว่า บอกว่าประกาศเขตภัยพิบัติไม่ได้เดี๋ยวจะกระทบการท่องเที่ยว” นายภัทรพงษ์กล่าว พร้อมกับถอนหายใจ
สส. พรรคประชาชนกล่าวต่อว่า ทั้งที่สถานการณ์เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติ แต่ไม่สามารถออกประกาศได้ ชี้ว่าตอนนี้กำลังเจอกับภัยพิบัติกรณีพีเอ็ม 2.5 อากาศที่หายใจเป็นพิษ แล้วคนที่ออกหลักเกณฑ์คือกระทรวงทรัพย์ฯ ก่อนจะทักท้วงว่านี่อาจจะเป็นโรคประจำตัวของนายสุชาติ “โรคไม่ยอมรับความจริง” แต่รัฐบาลกับสื่อสารว่าอากาศดีขึ้น 45% ทั้งที่ชาวเชียงใหม่เลือดกำเดาไหลกันหลายคน พร้อมกับย้ำว่าปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ไม่ได้กระทบกับการท่องเที่ยวแต่กระทบกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่อาศัยอยู่ตลอด 365 วัน มองว่าหากรัฐบาลลงมาอยู่กับประชาชนและเจอปัญหาไปพร้อมกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่กล้าพูดเช่นนี้
3. ปรับค่าตอบแทนคนดับไฟป่า ที่ตั้งเกณฑ์ไว้ 240 บาทต่อคนต่อวัน พูดมา3 รัฐบาลแล้วยังไม่มีการปรับขึ้น ก่อนจะปิดเทียบว่าแต่ทำไมจ้างคน 500 บาทไปซื้อเสียงเลือกมาเป็นรัฐบาลได้แต่เหตุใดในการให้เงินกับผู้ที่เสี่ยงชีวิตดับไฟป่า ได้เพียง 240 บาท ก่อนจะแสดงความเสียใจกับการสูญเสียเจ้าที่ดับไฟป่าถึงขนาดนี้ 4 รายแล้วที่เสียชีวิต พร้อมส่งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้เมื่อไหร่ ปีนี้หรือปีหน้า เพราะหากตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น มาเป็นรัฐมนตรีในการกำกับดูแล เชื่อว่าชาติหน้าจะแก้ไขปัญหาได้
4.มลพิษข้ามแดนที่รวมถึงมลพิษทางน้ำ และจะออกกฎห้ามนำข้าวข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ที่มาจากการเผา แต่ยังมีช่องโหว่ที่เปิดให้ ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองได้ โดยวิธีที่กลุ่มทุนนำเข้าอาหารสัตว์เป็นคนออกแบบเอง จะต้องเอื้อนายทุนขนาดไหนให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ออกแบบวิธีการตรวจสอบตัวเอง โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางน้ำที่สัตว์น้ำหรือการปลูกพืชในแหล่งน้ำดังกล่าวปนเปื้อนสารพิษ หรือปนเปื้อนแคดเมียมและตะกั่ว ซึ่งตอนนี้ทำให้ในพื้นที่เจอทั้งมลพิษทางอากาศที่หายใจ และแม่น้ำที่ไหลผ่าน รวมถึงอาหารที่กิน
ส่วนร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ที่ผ่านมติเป็นเอกฉันท์จากทุกพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นร่างที่ทำระหว่างภาคประชาชน ข้าราชการและทุกพรรคการเมือง ที่ตนหาเสียงพรรคการเมืองยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าต่อ แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างพลิก จากหน้ามือเป็นหลังมือ
“ไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลกล้าออกมายืนยันแม้แต่คนเดียว แค่นั้นไม่พอยังมีการขวางร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดด้วยเหตุผลที่ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษ จะเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมและจะกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน พูดมาแบบไม่รู้เรื่องเลย เพราะขัดกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลทั้งดุ้น หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายคือหลักการที่ OECD ยึดถือเป็นการหลัก และรัฐบาลเป็นผู้แทนเองว่าจะพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 แถลง แบบหนึ่งแต่การกระทำแบบสวนทาง นี่โกหกหรือเปล่า” นายภัทรพงษ์กล่าว
นายภัทรพงษ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกหลบในการตอบคำถามนี้และออกมายืนยันต่อประชาชนให้ชัดเจน ว่าจะเอาอย่างไรกับร่างกฎหมายอากาศสะอาด จะหยิบมาพิจารณาภายในกรอบ 60 วัน หรือจะปล่อยให้ตกไป ขอให้เกิดความชัดเจนในวันนี้ โดยมั่นใจว่าร่างกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นกลไกที่เติมเต็มในการแก้ไขปัญหานี้ โดยทักท้วงว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่กล้าที่จะนั่งบัญชาการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ ทั้งวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ วิกฤตฝนพิษในภาคเหนือ
“น้ำท่วมภาคใต้ไม่กล้าไปลงบัญชาการ เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่ฝนพิษท่วมภาคเหนือแต่ตัวเองไม่กล้าขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่แต่งตั้งคนที่ทำงานไม่เป็นมาเป็นรัฐมนตรี จากคำแถลงนโยบายทั้งหมด และสิ่งที่นายกทำมาตลอดสิ่งที่เห็นชัดเจนคือวันนี้คุณไม่ได้ขาดอำนาจ แต่ขลาด กลัวที่ต้องตัดสินใจอะไรสำคัญและส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน คุณหนีปัญหาและผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้งทุกภัยพิบัติ มีใครเคยเห็นคนที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งโต๊ะบัญชาการ เป็นผู้นำอย่างเด็ดขาดและพาประเทศพ้นวิกฤตบ้างหรือไม่ นี่คือต้นเหตุที่ว่าประเทศนี้เจอกับภัย รัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น” นายภัทรพงษ์กล่าว
“หมอวรงค์” จี้ “พิพัฒน์” ใช้เวทีสภาฯ แจงปมน้ำมันหาย เผยตัวเลขดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร เข้าข่ายปล้นชาติ-ปล้นแผ่นดิน
วันที่ 10 เม.ย. 69 นายแพทย์วรวค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เปิดเผยถึงกรณีน้ำมัน ว่า ปัญหาน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลไม่เพียงแต่ราคาแพง แต่หัวใจสำคัญที่ต้องการจะย้ำคือน้ำมันหาย น้ำมันหายถือเป็นกระบวนการทุจริตโกงชาติในรูปแบบหนึ่งในในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประชาชน
เมื่อวานนี้ จากข้อมูลที่ตนเองได้รวบรวมมาจากกรมธุรกิจพลังงาน เป็นรายงานที่เป็นทางการเกี่ยวกับยอดน้ำมันที่ส่งไปยังปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งตัวเลขที่ตนเองแถลงเมื่อวานนี้ ไม่ได้ใช้ตัวเลขรวม แต่ใช้ตัวเลขเฉพาะเจาะจงที่ส่งไปยังปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ดังนั้น ตัวเลขนี้สะท้อนถึงปัญหาของประชาชนมากกว่า
ซึ่งตัวเลขของน้ำมันในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะดีเซล จากการวิเคราะห์ข้อมูล 2 ชุด ของกรมธุรกิจพลังงาน คาดการณ์ว่าช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมีนาคม น้ำมันดีเซล จะหายจากระบบ 600-700 ล้านลิตร เป็นตัวเลขที่สูงมาก เข้าข่ายเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน
นายแพทย์วรงค์ ระบุว่า วันนี้ขอเรียกร้องนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก. ให้มาชี้แจงเรื่องนี้บนเวทีสภาฯ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็รอให้มาชี้แจง แต่ไม่มา ทำให้ตนเองยิ่งปักใจเชื่อว่าตัวเลขน้ำมันนี้ 600-700 ล้านลิตร เป็นเรื่องจริง
ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ถูกส่งไปยังปั๊มทั่วประเทศ ช่วงกลางเดือนมีนาคมสูงถึง 70 ล้านลิตร ตัวเลขของน้ำมันที่ส่งไปยังปั๊มปกติเดือนมกราคม 51 ล้านลิตร ประชาชนไม่เคยทุกข์ร้อน จะเติมเท่าไหร่ก็ได้ แต่ตัวเลขที่ 10-20 ล้านลิตรต่อวัน ช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงสิ้นเดือนมีนาคม ประชาชนถูกจำกัดในการเติม บางรายเติมได้แค่ 500 บาท หรือ 1,000 บาท
นายแพทย์วรงค์ ยังระบุถึงตัวเลขล่าสุดที่กรมธุรกิจพลังงาน เมื่อวันที่ 5 เมษายน ตัวเลขน้ำมันดีเซลที่คลังจ่ายของผู้ค้าตามมาตรา 7 ส่งไปปั๊ม 37.5 ล้านลิตร //ถัดมาวันที่ 6 เมษายน 46 ล้านลิตร และล่าสุด 7 เมษายน 42 ล้านลิตร ซึ่งช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมีนาคม ตัวเลขโผล่ 70 กว่าล้านลิตร แต่ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม ยิ่งสะท้อนว่าตัวเลขที่ตัวเองนำมาอภิปรายฯ นำไปสู่การหายของดีเซล ยิ่งทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น
พร้อมกันนี้ นายแพทย์วรงค์ ระบุอีกว่า หากแบ่งเส้นทางการเดินทางของน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งต้นน้ำคือโรงกลั่น / กลางน้ำคือผู้ค้าตามมาตรา 7 / และ ปลายน้ำคือปั๊มน้ำมัน
เมื่อปลายเดือนมีนาคม รัฐบาลแถลงชัดเจนว่าการตรวจสอบคลังน้ำมันตามมาตรา 7 ไม่พบการกักตุน ย่อมแสดงว่าคลังน้ำมันตามมาตรา 7 มีไม่มาก ในเมื่อไปตรวจสอบคลังน้ำเหล่านี้ไม่พบความผิดปกติ สิ่งที่ตนเองสงสัย คือ อยากถามไปยังรัฐบาล ว่าน้ำมันส่วนเกิน 600-700 ล้านลิตร หากมีน้ำมันจริงการไปตรวจคลังน้ำมัน ต้องเจอน้ำมันกักตุนจำนวนมาก แต่เมื่อไม่เจอ จึงตั้งข้อสงสัย ว่าเป็นน้ำมันลม น้ำมันเก๊หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าโรงกลั่น ส่งน้ำมันลม มาให้กลางน้ำ และมีความพัวพันในการส่งน้ำมันลมเป็นทอด ๆ หรือไม่ หากเกิดสิ่งนี้จริงจะเป็นขบวนการปล้นชาติบนแผ่นดินครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ ปล้นภาษีประชาชนเป็น 10,000 ล้านบาท เพราะจนถึงขณะนี้ยังตามหาน้ำมันไม่เจอ
นายแพทย์วรงค์ ยังระบุอีกว่า เมื่อวานนี้ที่ ดีเอสไอ มีมติที่จะนำการตรวจสอบน้ำมันหายเป็นคดีพิเศษ ซึ่งตรวจสอบเส้นทาง GPS ของรถเป็น 10,000 เที่ยว ส่วนตัวอยากแนะนำว่าหากต้องการจะจับจริง ๆ ง่ายมาก โรงกลั่นก็สามารถตรวจสอบได้ คลังน้ำมันผู้ค้าตามมาตรา 7 ก็สามารถตรวจสอบได้ และปั๊มน้ำมันก็สามารถตรวจสอบได้ เพียงแค่นี้ก็ได้คำตอบแล้ว แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบ เหมือนการเล่นปาหี่ ลิเก ขออย่าทำเลย ตรวจสอบ GPS มันหลอกลวงประชาชน
ย้ำว่า ขอเรียกร้องไปยังนายพิพัฒน์ และนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง หากเคลียร์เรื่องนี้ไม่ได้ กลัวว่าจะสะดุด และไปไม่รอด เพราะมันไม่สง่างาม ขอให้จับไอ้พวกขี้โกงมาลงโทษให้ได้ หากเคลียร์ไม่ได้ วันที่ตนเองใช้อำนาจกรรมาธิการ รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีจะติดคุก
นายแพทย์วรงค์ ยังบอกอีกว่า ขณะนี้ข้อมูลที่ตนเองได้รับมันยังไม่แน่นพอที่จะไปดำเนินการทาง ป.ป.ช. แต่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามีกระบวนการปล้นน้ำมันของชาติ ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากกรมธุรกิจพลังงาน แสดงว่าหน่วยงานของรัฐก็เล่นกับเขาด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ตัวเลข 70 ล้านลิตร ส่งไปยังปั๊มน้ำมันต่าง ๆประชาชนไม่มีน้ำมันเติม ส่วนตัวคิดว่ามันจะมีความเชื่อมโยงกับพ่อค้ารายใหญ่ด้วย เป็นไปไม่ได้ว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะไม่ทราบจริงใช่หรือไม่ ที่ปล่อยให้ประชาชนขาดแคลนน้ำมัน และบอกว่าประชาชนตื่นตระหนก และกักตุน วันนี้ตนเองยังไม่ฟ้อง จึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐมนตรีคนนั้นมาชี้แจงที่สภาฯ หากเคลียร์ได้ก็โอเค
อย่างไรก็ตาม มาตรการกำหนดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันเป็นเวลาหลังสงกรานต์ นายแพทย์วรงค์ มองว่า เช้านี้ประชาชนคล่องตัวขึ้น ไม่ได้ขาดแคลนเหมือนช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วันนี้มองว่าไม่มีความจำเป็นในการกำหนดเวลาเปิดปั๊ม
"พูนศักดิ์" เปิด 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมหายไปจากนโยบายรัฐบาล ทั้ง ขยะ-น้ำเสีย-สารเคมีปนเปื้อน
วันที่ 10 เม.ย. 69 เวลา 13.08 น. การประชุมร่วมรัฐสภาในวาระแถลงนโยบายรัฐบาล ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายช่วงหนึ่งว่า จากการที่ได้อ่านนโยบายของรัฐบาลมีเพียงเรื่องการ บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่มีการพูดถึงในนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม มีการพูดถึงร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พูดถึงการเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน พูดถึงการเร่งทำตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต แต่เรื่องเหล่านี้ไม่มีอะไรก้าวหน้าไปจากเดิม
"จากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเคยประกาศไว้ตอนเป็นรัฐบาลอนุทิน 1 เลย ผ่านมา 6 เดือน ไม่มีอะไรเสร็จ และยังไม่สามารถตอบคำถามประชาชนในประเด็นเรื่องมาตรการป่าดูดซับคาร์บอน จะเป็นการฟอกเขียวให้กับนายทุนหรือไม่" นายพูนศักดิ์กล่าว
นายพูนศักดิ์ ยังกล่าวว่า วิกฤตมลพิษขยะน้ำเสียดินปนเปื้อนไม่พบในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่นี่คือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องทำการฟื้นฟูพื้นที่ทันที สิ่งที่ควรมีกลับไม่มี ในวิกฤตการณ์จัดการขยะ เรามีหลุมเทกอง 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่ความสกปรกแต่คือระเบิดทางมลพิษ และยังปล่อยให้หลุมขยะติดไฟไหม้ทุกปี การไหม้ซ้ำ ๆ ทุกปีไม่ใช่อุบัติเหตุแต่คือความล้มเหลวในการจัดการขยะของรัฐบาล ระบบการจัดเก็บขยะประเทศไทย ยังเป็นยุคเก่า การจัดเก็บยังไม่ทั่วถึง เน้นเทกอง และไม่มีมาตรการสนับสนุนลดการจัดการขยะที่ต้นทาง
"ถ้าท่านอยากออกจากจุดวิกฤตนี้ท่านต้องทำมากกว่าพูด นโยบายของท่านนายกต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครคือผู้รับผิดชอบในการปิด ตอนนี้เกี่ยงกันไปมาท้องถิ่น ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็คือท่านเองก็บอกว่าไม่สามารถปิดโครงการได้ กรมควบคุมมลพิษก็ภายใต้รัฐมนตรีสุชาติ ก็อย่าทำหน้าที่แค่เป็นหน่วยงานวิชาการ ไม่มีหน่วยไหนที่อยากมาทำหน้าที่ในการปิดพวกนี้จริง ๆ จัง ๆ ดังนั้นนโยบายท่านต้องชัดเจนระบุไปเลยว่าใครทำอะไร" นายพูนศักดิ์กล่าว
นายพูนศักดิ์ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างกลไกรถขยะต้นทางเอาผู้ผลิตเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบขยะของตัวเอง เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และต้องสนับสนุน ให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขภาพรวมในการจัดการขยะ แบบครบวงจร
ในวิกฤตน้ำเสียซึ่งไม่ปรากฏในนโยบาย ซึ่งปัญหานี้เราเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐ ไม่ได้ลงทุนกับระบบบำบัดน้ำเสียให้เพียงพอ เป็นเวลาหลาย 10 ปีอีกส่วนหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมาย ที่ไม่เคยถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง เพราะหน่วยงานเกี่ยงกันไปมา
ทางออกการแก้วิกฤตน้ำเสีย ขอเสนอว่า ต้องระบุนโยบายให้ชัดเจน เร่งลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียให้ทันกับปัญหาน้ำเน่าของประเทศ ผลักดันให้กลไกทำงาน ยึดหลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ใครทำให้เกิดน้ำเน่าเสียต้องเจอกันสืบสวนจริงเจอจริงจับจริงจ่ายจริง
ขณะที่วิกฤตการจัดการพื้นที่ปนเปื้อน ที่ไม่เคยถูกฟื้นฟู เป็นบาดแผลที่ยังไม่เคยถูกปฐมพยาบาล เพราะแต่ละจุดคือพื้นที่ปนเปื้อนจากขยะชุมชนอุตสาหกรรม และเหมืองแร่ เช่นกรณีปัญหาโรงงานวินโพรเสส จังหวัดระยอง ตั้งแต่ 2554 จนวันนี้ 15 ปี ปัญหายังคงอยู่ชาวบ้านได้รับผลกระทบกว่า 600 หลังคาเรือน มีความเสียหายมูลค่า 1,700 ล้านบาทใครรับผิดชอบจะเป็นข้าราชการที่ปล่อยให้ลักลอบของเสียหรือไม่ก็ยังไม่เห็นมีใครถูกไล่ออกสักคน
"ท่านต้องกล้าประกาศนโยบายให้กับประชาชนว่าหากเกิดพื้นที่ปนเปื้อน รัฐจะเป็นคนแรกที่รับผิดชอบและท่านจะต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนก่อนแล้วค่อยไปจัดการกับผู้ก่อมลพิษเองทีหลัง" นายพูนศักดิ์กล่าว
นายพูนศักดิ์ ยังยกตัวอย่าง ที่ประชาชนคนหนึ่ง ที่เป็นเกษตรกรธรรมดา และเคยมีครอบครัวอบอุ่นแต่พอโรงงานขยะเข้ามา ตั้งแต่นั้นมาชีวิตก็ไม่เหมือนเดิม ลูกที่โตมากับอากาศบริสุทธิ์แต่ปัจจุบันต้องโตมากับน้ำเน่าและต้นไม้ที่ค่อยๆเห*่ยวเฉาไปทีละแถว และตอนนี้โตมากับสารเคมีแทน นี่หรือคือคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ควรจะได้รับ และยังมีอีกหลายพันชีวิตที่อยู่ในนรก แบบเดียวกันนี้
"ยังมีประชาชนอีกหลายคนที่ต้องทนทุกข์กับสิ่งที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อ แต่เกิดขึ้นจากรัฐที่ควบคุมผู้ป่วยมลพิษไม่ได้ รัฐที่บังคับการใช้กฎหมายไม่ได้ รัฐที่ไม่เคยช่วยประชาชนเลย สิทธิ์ในการที่จะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่น่าเสียดายที่สิทธิ์เหล่านี้ไม่ได้ถูก พลัส ในนโยบายรัฐบาลของท่านอนุทินเลยสุดท้ายอยากให้สภาแห่งนี้บันทึกไว้เลยว่าประชาชนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ถูกรักเป็น คนที่ถูกลืมถูกลืมจากนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายพูนศักดิ์กล่าว
“จุลพันธ์” แจงแรงงานผนึก 4 กระทรวง อัพสกิล–รีสกิล ป้อนตลาด ย้ำเลือกบอร์ดประกันสังคมใช้สูตรเดิม 1 เลือก 7 ลั่นจะติดตามคดีตึกคดีสกายไนน์
วันที่ 10 เม.ย. 69 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลุกขึ้นชี้แจงในการแถลงนโยบายรัฐบาลในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกระทรวงแรงงานว่า ตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วยความภาคภูมิใจเพราะกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่ดูแลประชาชนโดยเฉพาะ ประชาชนที่อยู่ที่อยู่ในภาคแรงงานระบบประกันสังคมก็มี 20 กว่าล้านคน ที่เป็นแรงงานแต่ไม่ได้อยู่ในระบบก็อีกราว 20 ล้านคน ตนอาจจะมีมุมมองแตกต่างจากสมาชิกบางคนที่บอกว่า มีกระทรวงเกรด C B หรือ เกรด A แต่ตนมองว่ากระทรวงมีภาระหน้าที่ในการดูแลประชาชนไม่แตกต่างกัน สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมืองอย่างพวกเราไม่มีการแบ่งเกรดและที่สำคัญสำหรับตนหากจะต้องแบ่งเกรดกระทรวงแรงงานคือเกรด A+ เพราะดูแลคนไทยกว่า 45 ล้านคน
ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาก็ได้มีการประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการ ขับเคลื่อนกระทรวงพอสมควรโดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจสิ่งแรกต่างๆคือกระบวนการช่วยเหลือ วันนี้สถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานซึ่งถือว่าเป็นของจริง ซึ่งทำให้โครงสร้างด้านพลังงานเสียหายพอสมควร กระบวนการที่จะดึงเอาราคาพลังงานโดยเฉพาะเรื่องของน้ำมันกลับมาที่เก่าในระยะเวลาสั้นอาจจะเป็นไปได้ยากวันนี้เราสถานการณ์นี้กระทรวงแรงงานในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐภารกิจในการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะหน้าโดยเฉพาะแรงงานเป็นสิ่งที่จะเร่งดำเนินการ คือการศึกษาและเร่งรัด ลดการจ่ายเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคม ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาไม่นาน
ส่วนที่มีการสอบถามถึงนโยบายของพรรคการเมือง กลไกพรรคการเมืองตามระบบรัฐสภา ที่มีการร่วมรัฐบาลก็คือการหารหรือว่านโยบายจะได้รับการบรรจุนโยบายจะสามารถเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรครัฐบาลก็มีการพูดคุยเรื่องนโยบายพอสมควรซึ่งหนึ่งในนโยบายที่ได้ยืนยันไปคือการพัฒนา อัพสกิล รีสกิล แรงงาน เช่นโครงการเรียนได้งบจบได้งาน และสิ่งที่เราเน้นย้ำคือ รัฐที่มีการร่วมมือกันระหว่างกระทรวง กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่สามารถที่จะเป็นกำลังในการช่วยเหลือประชาชนได้เพียงลำพังจะทำงานแบบแยกกันอยู่แยกกันเดิน สุดท้ายการช่วยเหลือประชาชนอาจจะไม่ชัดเจน
วันนี้สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงานได้มีการพูดคุยกับกระทรวง อว. เรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อฝึกคนไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับตลาดใหม่ เช่น เรื่องของ AI Robotics ขณะเดียวกันก็ได้พูดคุยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการในการดึงกลุ่มอาชีวะเข้ามาช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานโดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีฝีมือช่าง รวมถึงพัฒนาเกษตรกรให้ไปสู่การเป็นสมาร์ทฟอร์มเมอร์ ขณะเดียวกันก็จะมีการพูดคุยกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อพัฒนาโอกาสให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาสต่างๆด้วย
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรามีความพร้อมและเราได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ว่าการพัฒนาฝีมือแรงงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะไม่มีการทำงานแบบไร้เป้าหมายอีกต่อไป สิ่งที่เราต้องเดินหน้าทำ คือ การเอาตลาดเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิด Job matching มีประสิทธิภาพ
การทำงานที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งล่าช้ายิ่งทำให้ความเดือดร้อนของประชาชนมีมากขึ้น ยกตัวอย่าง กรณีของลูกเรือมยุรีนารีที่เสียชีวิต เมื่อได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศ ทางกระทรวงแรงงานก็ได้ไปพูดคุยกับบริษัทเจ้าของเรือและได้รับการตอบรับที่ดีโดยจะใช้กลไกเรื่องการจ่ายเงินจะเยียวยาตาม พ.ร.บ. แรงงานทางทะเล เพื่อให้เงินถึงมือครอบครัว และเร่งนำร่างผู้เสียชีวิตทั้งสามกลับมาโดยเร็ว ตนเชื่อว่าการปรับปรุงวิธีการทำงานจะทำให้ประสิทธิภาพการบริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องแรงงานต่างประเทศที่อยู่ในไทยหากไม่มีการลงลงทะเบียนจะมีการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันออกไป
นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำว่า ต้องยอมรับว่า ตนอยู่การเมืองมานาน แต่เข้าใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เข้าใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แทบจะไม่มีใครพูดถึง เพราะเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมือง เห็นถึงสถานการณ์ในข้อเท็จจริง แต่เราไม่ได้ละเลยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ปฏิเสธความจริงไม่ได้จะพูดตัวเลขลอยๆแล้วปฏิบัติไม่ได้ เพราะสถานจริงวันนี้ทุกคนรู้ดีถึงวิกฤตด้านพลังงาน
แต่อย่างไรก็ตามความหวังของกระทรวงรวมถึงตนเองคือการพัฒนาระบบคิดค่าแรงขั้นต่ำเพื่อพิจารณารวมถึงปัจจัยเงินเฟ้อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีอีพี และผลิตภาพของแรงงาน ทั้งหมดนี้ต้องนำมาคิดเพื่อปรับค่าแรงให้เป็นธรรม โดยไม่ต้องมีกลไกหรือองคาพยพอื่นที่จะต้องมาใช้เรื่องการตัดสินใจบุคคลเข้ามาเป็นส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้กระบวนการปรับค่าแรงในอนาคตเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนเรื่องประกันสังคมตนขอตอบว่าโปร่งใสเป็นธรรมเปิดเผยการติดตามเรื่องของทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามเราจะติดตามอย่างเข้มงวดรวมถึงกรณีตึกสกายไนน์ กระบวนการได้เดินหน้าไปแล้ว มีคณะกรรมการสอบสวนโดยปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ตนจะติดตามแต่ไม่แทรกแซง ต้องเป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบแต่จะติดตามว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่และเมื่อมีผลลัพธ์แล้วจะต้องต่อสังคมอย่างชัดเจน
ขณะที่เรื่องของสูตร care ก็ไม่ได้มีเรื่องติดขัด ต้นดูแล้วก็ถือว่าเป็นสูตรที่เป็นธรรม ตนได้ศึกษาต่อการเลือกตั้ง แต่เมื่อได้ประโยชน์ก็มีคนเสียประโยชน์ สำหรับคนที่เสียประโยชน์เราจะสร้างกลไกที่จะเยียวยาชดเชย เพื่อให้ทุกคนเกิดความสบายใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและทำให้ระบบสวัสดิการที่จะเกิดขึ้นใหม่เป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคนและทุกคนมีความพึงพอใจ
สำหรับบอร์ดประกันสังคม จะต้องมีการเลือกตั้งโดยกลไกเดิม คือ 1 เลือก 7 ทุกอย่างจะต้องเดินหน้าตามกลไกและขั้นตอน
ส่วนสำนักงานประกันสังคมควรจะอยู่ในระบบราชการหรือไม่ ส่วนตัวได้มีการพูดคุยต่อเนื่องยาวนานว่าเราจะเอาออกจากระบบราชการทั้งสำนักงานหรือไม่หรือจะออกเฉพาะเรื่องของบอร์ดการลงทุน เรื่องนี้มีการหารือกันมานานแต่ก็ไม่เคยจบ หากจะให้ยกผลการศึกษาในปี 2559 คือให้ยกออกเฉพาะบอร์ดการลงทุน และเป็นการศึกษาเฉพาะภายในสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น หากจะยกผลการศึกษาปี 2549 เป็นฐานการตัดสินใจตนก็ขอพูดตรงๆว่าไม่กล้าตัดใจเหมือนกัน วันนี้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการศึกษาแต่หากจะต้องศึกษาอีกหนึ่งปีตนก็รับไม่ได้เช่นกัน
ซึ่งตนได้มีการหารือกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. ว่าจะสามารถใช้กลไกอื่นได้หรือไม่ เช่นการศึกษาโดยสถาบันการศึกษาและกำหนดกรอบเวลาให้สั้นลงประมาณสามเดือน เช่นบอร์ดการประชุมของอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในประเทศมาคัดคนมาดูในเรื่องนี้เพื่อหาข้อสรุปในเร็ววัน หากระยะเวลาสั้นลงตนได้ และต้องยอมรับความจริงว่าตนในฐานะผู้รับผิดชอบหากจะเดินหน้าหากไม่มีหลังคิงก็ตัดสินใจยากพอสมควรในเรื่องใหญ่ขนาดนี้เพราะฉะนั้นการศึกษาโดยเนื้อหาที่เป็นกลางยอมรับด้านของตนว่าเป็นสิ่งสำคัญแต่จะกำหนดกรอบระยะเวลาให้มีความเหมาะสมเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้เพื่อเดินหน้าได้ในเรื่องของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบประกันสังคม
นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้ตนไม่มีคำสวยหรู หากต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองต้องใช้ความกล้าหาญ ตนก็สามารถพูดได้จะให้ตนพูดว่าเจตจำนงตนมั่นคงดั่งภูผาตนก็พูดได้ เพราะมันหล่อ แต่ข้อเท็จจริงคำพูดเป็นเพียงแค่ลมปาก ดูที่การกระทำ พวกตนมาทำงานในวันนี้มีความตั้งใจและมีความปรารถนาที่ดีต่อคำพี่น้องแรงงาน คำเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสุดท้ายตนอยากให้ท่านระแวงต่อไปและติดตามการทำงานของภาครัฐติดตามการทำงานของรัฐมนตรีทุกคนอย่างเข้มงวด ตนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และวันที่เราทำสำเร็จนั่นจึงจะเป็นวันที่ผลงานจะเป็นสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำมาสามารถแก้ปัญหาและขับภารกิจในส่วนของกระทรวงแรงงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องแรงงานมากเพียงใด”
“ลุงแท็กซี่” บุกถึงสระน้ำกลางรัฐสภา อ้าง “โสภณ” ส่งจดหมายมาหา
วันที่ 10 เม.ย. เวลา 12:30 น. ที่อาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พบว่า นายพงศ์พิชาญ ชายพิการสูงวัยสวมเสื้อแท็กซี่และหมวกนิรภัย ที่เคยขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าด่านตำรวจเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล และก่อเหตุปั่นป่วนตามที่ทำการพรรคการเมืองหลายพรรค ได้บุกเข้ามายังอาคารรัฐสภา
โดยนายพงศ์พิชาญบุกเข้ามาถึงบริเวณสระมรกตที่อยู่ใจกลางของอาคาร และโวยวายอ้างว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งจดหมายมาถึงตน
และยังบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ จนทำให้ตำรวจรัฐสภาต้องเข้าควบคุมตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หน้าจุดตรวจผ่านเข้าออกหลักของรัฐสภา ทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎรและฝั่งวุฒิสภา มีการปิดกระดาษรูปภาพและข้อมูลของนายพงศ์พิชาญ ว่าเป็นบุคคลเฝ้าระวังห้ามเข้าพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวม ปล่อยให้บุคคลภายนอกบุกเข้าถึงใจกลางอาคาร
นายกฯ ปัดตอบสื่อ เมินคำถามราคาน้ำมัน
วันที่ 10 เม.ย. 69 เวลา 11.15 น. ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอนุทิน ได้ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ โดยกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไม่มี ทุกอย่างก็ตามข่าว”
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเพิ่มเติมถึงประเด็นราคาน้ำมัน ภายหลังมีการปรับลดการอุดหนุนว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเดินทางกลับทันที
“อ.เชน” ลั่นไทยต้องชนะ Tech War! ประกาศ 8 ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชาติด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม
วันที่ 10 เม.ย. 69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศา สตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว.โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.และผู้บริหารของทุกหน่วยงานในสังกัด อว.เข้าร่วมรับฟัง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้กระทรวง อว. เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และเป็นกระดูกสันหลังอีกชิ้นให้กับประเทศไทยรวมทั้งยกระดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แผนปฏิบัติการจะมี 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ได้แก่
1. ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์
2. การพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง
3. การวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่
4. การขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL”
5. การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว
6. ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและเป้าหมาย Net Zero
7. ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ
8. การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศในประเทศไทย โดย อว. จะทำ 2 เรื่อง คือ 1.การศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกรวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน
และ 2.การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งเรื่องของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย โดยเลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ตลอดจนการผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก โดยมีเป้าหมายคือการวางรากฐานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
“ที่สำคัญ อว.จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่ทำให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน เพื่อสร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ผมเชื่อว่างานวิจัยดีๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย และผมยังมีความคิดที่จะเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว.โดยจะนัดหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวง อว.จะทำให้เกิดระบบนิเวศในจังหวัดต่างๆ เพื่อดึงคนเก่งจากทั่วประเทศมาทำงานร่วมกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
รมว.อว. ยังอธิบายต่อไปอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ โดยยุทธศาสตร์ที่ 2 จะเป็นการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ เพราะประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยเราจะเอาเรื่องของเวลเนสเป็นตัวนำ ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมไปถึงเรื่อง AI และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ กระทรวง อว.จะเข้าไปช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนัวตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและภาคบริการ
รมวอว.กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจดี แต่ประเทศไม่มีอธิปไตยก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้น เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ 7 ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล โดย อว.มุ่งจะทำใน 2 โครงการ 1.Open Thailand หรือ Open Data และ 2.Zero Corruption MHESI ACT/ No COI ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ให้เกิดการคอรัปชั่น เพื่อทำให้เห็นว่าประเทศไทยไร้คอรรัปชั่นและกระทรวง อว.จะต้องเป็นตัวอย่างให้กระทรวงอื่นๆ ด้วย
และยุทธศาสตร์ที่ 8 การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก โดยเราจะทำทั้งเรื่อง TCAS เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบจบได้งาน, การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ(นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ,) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก, AI for All และการสนับสนุนอาจารย์/ นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน
“ผมมองว่าเราต้องชนะ Tech War โดยที่เราไม่ต้องลุยเองคนเดียวและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. ต้องเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้าย
“ยศชนัน” ลุกแจงครั้งแรก ยัน อว.พร้อมเชื่อมโยงทุกฝ่าย ใช้นวัตกรรมยกระดับพัฒนาประเทศ หวังเพิ่มมูลค่ามิติทางเศรษฐกิจ
วันที่ 10 เม.ย. 69 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงว่า ในภาวะวิกฤตต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการช่วยเหลือให้ทันท่วงที ซึ่งมีการดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น่าจะได้เห็นแนวทางว่าปัจจุบันมีส่วนไหนที่ทำได้และทำไม่ได้บ้าง ซึ่งส่วนที่ทำไม่ได้และทำไม่ดีจะน้อมรับไว้ไปปรับปรุง
สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง เรามีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับนโยบายต่างประเทศ สังคม สิ่งแวดล้อมภัยพิบัติ และบริการภาครัฐ โดยจะนำแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบมาเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังที่ทำให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
สำหรับความหวังในเรื่องนวัตกรรมของประเทศไทย นวัตกรรมเกิดจากวิจัยเชิงลึกและสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงวิจัยมาสู่นวัตกรรมต้องมีการเชื่อมเทคโนโลยีจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ซึ่งสามารถใช้งบประมาณของกระทรวง อว. เงินร่วมสมทบจากภาคเอกชนและนักลงทุน ขณะที่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เอกชนจะมาซื้อวิจัยที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา จึงจะต้องมีการส่งเสริมไม่ให้นักวิจัยเสียโอกาสสามารถรับรายได้อย่างทั่วถึง ให้นักคิดและนักปฎิบัติทำร่วมกัน
ขณะที่นวัตกรรมสู่เศรษฐกิจ เราต้องให้ความสำคัญกับพี่น้องรากหญ้าแต่ต้องไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับประเทศใด เราจะชูโรงเศรษฐกิจสุขภาพ เชื่อว่าประเทศไทยจะขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ เราจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ทั้งภาคส่วนการเกษตร อุตสาหกรรมบริการ และต้องตระหนักถึงเกษตรและบริการมูลค่าสูง เช่น สมุนไพรไทย ความมั่นคงทางอาหาร และอาหารแห่งอนาคต รวมถึงยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การใช้เซลล์และยีนส์ในการบำบัดโรคที่ไม่มียารักษาเช่น ธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน และ โรคมะเร็ง
ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง จะทำอย่างไรให้เรามีเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระทรวง อว.จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องรู้ อย่างไรก็ตามจะต้องทำ Open Data ให้เกิดความสำเร็จจริงต่อยอดไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ส่งเสริมเรื่อง Green Energy Technology, Net Zero Technology และการใช้เทคโนโลยีในการป้องกันภัยพิบัติ
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เราจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในทุกมิติ จะต้องรับทุกคนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงผู้สูงอายุเพื่ออัปสกิลรีสกิล ศิษย์เก่าสามารถเข้ามาเรียนได้ พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพของระบบ T-CAS ด้วย
นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนพูดมาทั้งหมดนี้ เพราะประเทศไทยต้องมีระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกันและให้นวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสังคมรวมถึงการพลิกโฉมหาวิทยาลัย ซึ่งก็จะสามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ตนจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อความหวังของคนไทย
“จูรี” ชี้ คำแถลงนายกฯ ย้อนแย้งความจริง ลั่นของแพง แต่ยาบ้ากลับถูกเหลือเม็ดละ 10 บาท
วันที่ 10 เม.ย. 69 นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนนั่งฟังคำแถลงนโยบายของนายกฯ จะมาถึงคำประโยคว่าเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนตนขนลุก และมองหน้า นายกฯและมองไปที่ใจในขณะที่ปากกำลังขยับคำว่าประชาชนนั้นในใจของนายกฯมีประชาชนและแทรกด้วยนายทุนอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายกฯ แถลงมันย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่พี่น้องกำลังประสบอยู่ตอนนี้ จึงอยากให้นายกฯ พยามเข้าใจมองลงมาข้างล่างเห็นคนที่หาเช้ากินค่ำ ตอนนี้ลำบากมาก เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพราะตอนนี้พี่น้องประชาชนชาวบ้านที่ผลิตขาย เกษตรกรปลูกอะไรขายได้ขายในราคาถูกหมด แต่เมื่อจะซื้ออะไรเข้าบ้านที่เป็นต้นทุนกลับต้องซื้อในราคาที่แพงและเป็นแบบนี้ทุกที่ สิ่งเดียวที่บ้านซื้อได้คือยาบ้าเหลือเม็ดละ 10 บาท ซื้อง่ายยิ่งกว่าซื้อยาพาราอีก
นายจูรี กล่าวว่า ท่านไม่กล้าที่จะทุบนายทุน แต่สิ่งที่ท่านทุบทุกวันนี้คือท่านทุบประชาชน เมื่อเป็นแบบนี้ไม่รู้จะรวยเมื่อไหร่เหมือนที่นายกฯ ได้บอก ถ้าเป็นที่ปักษ์ใต้ตอนนี้ไม่มีคำว่ารวยไม่ไหวแล้ว มีแต่คำว่ารุนไม่ไหวแล้ว ซึ่งเรื่องน้ำมันพวกเราได้อภิปราย ในใจของท่านนายกฯ มีแต่นายทุนเข้าใจแต่นายทุนแต่ไม่เคยเข้าใจพี่น้องประชาชนเลยลำบากกันเยอะมาก และมีตอนหนึ่งในคำแถลงที่นายกฯ พูดถึงการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจิงจังเพราะตอนนี้ทุกหย่อมหญ้าจริงๆ ถ้าจริงจังจริงๆ ตนคิดว่าต้นปีคงไม่มีข่าวที่วัยรุ่นติดยาหลอนยาเข้าไปในโรงเรียน แล้วจับนักเรียนเป็นตัวประกันจนท้ายที่สุดผอ.โรงเรียนที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูสูง เสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อแลกกับชีวิตของนักเรียนไว้ รัฐบาลควรจัดการกับต้นตอกับปัญหาที่ทำให้ท่านผอ. เสียชีวิต ท่านนายกฯอาจจะไม่อินถึงการเสียอนาคตของลูกเพราะติดยา เด็กใต้หลายคนต้องมาเดิน เป็นคนขาดสติจากติดยาเสพติด เพราะหาซื้อได้เม็ดละ 10 บาท
“อยากฝากถึงนายกฯ และครม.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ว่าทำอะไรหลังจากนี้ ท่านพยายามอย่าให้มูมมาม เพราะผมคาดหวังอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้อยู่ต่อไปบริหารครบเทอม ไม่อยากให้รัฐบาลมาจบชีวิตด้วยลักษณะของการจบชีวิตเดียวกับที่ชูชกเขาจบชีวิต” นายจูรี กล่าวว่า
ทำให้นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ขอให้ถอนคำพูดเสียดสี ทำให้นายโสภณ วินิจฉัยว่า คำว่าทำอย่าให้มูมมาม ยังพอไหว ถ้าจะให้ถอนคำพูดตนคิดว่าให้รัฐบาลชี้แจงดีกว่า
ด้านนายจูรี กล่าวว่า สามารถย้อนดูเทปได้ตนใช้คำว่าหลังจากนี้เสมือนเป็นคำเตือนเป็นห่วงเป็นใยต่อประเทศนี้ต่อการปฎิบัติหน้าที่ของครม. สามารถดูได้ จากนั้นในที่ประชุมได้อภิปรายต่อ
“กรณ์” ถามนายกฯ จริงจังกับการปราบทุนเทาหรือไม่ จี้ปมแต่งตั้ง “ประเสริฐ-สุริยะ” เป็นรัฐมนตรี ทั้งที่เกี่ยวพันกับ “เบน สมิธ”
วันที่ 10 เม.ย. 69 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 นายกรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายระบุว่า เรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ขาดความเข้มข้นจริงจังไม่เหมือนช่วงที่หาเสียง และในคำแถลงนโยบายก็กล่าวถึงเรื่องนี้เสมือนเป็น Quick Big Win ของท่าน พูดเสมือนกับภารกิจเรื่องนี้จบไปแล้ว และไม่พูดถึงอีกเลยในนโยบายส่วนที่เหลือ
นายกรณ์กล่าวว่า จริงอยู่เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ไปร่วมแถลงข่าวการยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์เพิ่มเติมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งตนเองเคยเตือนแล้วว่า หลังจากยึดทรัพย์รอบแรก ยังมีหลักทรัพย์จำนวนที่มีผู้ถือหุ้นชื่อเดียวกันกับกลุ่มที่ถูกยึดไปรอบแรก แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ปปง. กลับยังไม่ดำเนินการยึดหลักทรัพย์เหล่านั้นมา
นายกรณ์ชี้ว่า การทำงานของหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐบาลล่าช้ามาก ตลอดเวลา 1 เดือน ได้มีการโยกย้ายถ่ายหุ้นออกไปมูลค่าอย่างน้อย 500 ล้านบาท แทนที่เมื่อวานจะยึดทรัพย์ส่วนนี้มาอย่างเด็มเม็ดเต็มหน่วย เรากลับสูญเสียโอกาสนี้เพราะความล่าช้าของหน่วยงาน และชาวต่างชาติ ต่างด้าว หรือสแกมเมอร์ นักฟอกเงินกลุ่มนี้จะไม่สามารถถือหุ้นส่วนนี้หากไม่มีคนไทยมาเกี่ยวข้องหรือเป็นนอมินี ซึ่งการพิสูจน์ว่ารัฐบาลยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ จริงหรือไม่ คือการติดตามว่าท่านจะดำเนินการถึงที่สุดกับบุคคลเหล่านั้นอบ่างไร
นายกรณ์ยกตัวอย่างอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เคยปรากฏว่า เคยซื้อหุ้นจากบริษัท Finansia คำถามคือนายกรัฐมนตรีจะหยุดแค่นี้หรือไม่ หรือจะสืบสวนต่อไปว่าอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเคยกู้เงินจาก Capital Asia Investments (CAI) จริงหรือไม่ ท่านสามารถคืนเงินกู้นั้นไปแล้ว หรือท่านทำหน้าที่เป็นเพียงนอมินี ทุกสิ่งยังรอการพิสูจน์
นายกรณ์ระบุด้วยว่า หุ้นอีกตัวที่ถูกอายัดไปเมื่อวานก็ถูกถือโดย CAI และ Finanisia เช่นกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ เบน สมิธ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามกลับไปยังบริษัทต้นทางของหุ้นดังกล่าวแล้วหรือไม่ ว่าใครเป็นกรรมการ ใครเป็นประธาน หากท่านลองเปิดตาสักนิดก็จะพบว่า บุคคลนั้นก็เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาก่อน
“เรื่องมันไม่ได้จบแค่คนต่างชาติไม่กี่คน เรื่องนี้ขยายวงกว้างอยู่กับบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคม บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล และถ้าไม่สะสางให้ชัดเจน เราก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ และขับเคลื่อนแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเราไปได้” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ยังกล่าวถึงกรณี MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเกิดขึ้นในห้องประชุมแห่งนี้ เมื่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้เปิดประเด็นว่า มีบุคคลพยายามติดสินบนท่าน 40 ล้านบาทต่อเดือน และได้ตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนก่อนหน้า คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และหลังจากนั้นนายไชยชนกก็ได้เปิดประเด็นเรื่อง ‘MOU อัปยศ’ ที่ปรากฏภาพนายประเสริฐเป็นผู้อนุมัติและสักขีพยาน ในภาพที่มี เบน สมิธ เป็นผู้ร่วมลงนาม
นายกรณ์ถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า หากยึดหลักการ ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ จริง แล้วเหตุใดจึงคิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะตั้งนายประเสริฐกลับมาใน ครม. อนุทิน 2 ของท่าน ทั้งที่การเปิดประเด็นส่วนสำคัญมาจากนายไชยชนกที่เป็นเลขาธิการพรรคของท่านเอง ท่านกลับพร้อมที่จะมองข้าม และยืนยันจะแต่งตั้งนายประเสริฐในตำแหน่งนี้
อีกทั้งบุคคลในภาพการลงนาม MOU คือ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. และเป็นหนึ่งใน 6 บุคคลที่ถูกแจ้งความโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงข้อตั้งคำถามไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า เหมาะสมแล้วหรือไม่ที่บุคคลซึ่งถูกกล่าวหามาดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. นีคือมาตรฐานสากลที่มีในนโยบายหรือไม่ อำนาจอยู่ที่ท่านในการพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลนี้
นอกจากนี้ นายกรณ์ยังกล่าวถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งใน ครม. นี้ ทั้งที่ปรากฏข่าวชัดเจนว่า ท่านเคยมีส่วนเกี่ยวของในการทำธุรกรรมกับ เบน สมิธ ท่านและครอบครัวได้ซื้อเครื่องบินเจ็ทมูลค่า 800 ล้านบาทจากภรรยาของ เบน สมิธ และชำระเงินผ่านธนาคารกัมพูชาของ ยิม เลียก จึงขอถามนายกรัฐมนตรีว่า ก่อนจะแต่งตั้งนายสุริยะเป็นรัฐมนตรี ได้ตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือยังว่าซื้อจริงหรือไม่ เพราะเพียงการซื้อเครื่องบินจาก เบน สมิธ ก็เปรียบเสมือนการซื้อของจากโจรแล้ว
“ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีคำตอบชัดเจนว่า ตรวจสอบแล้ว ทุกอย่างบริสุทธิ์ อธิบายได้ ก็ขอให้อธิบายต่อสาธารณะ แต่ถ้าท่านยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ผมก็อดถามท่านไม่ได้ว่า นั่นสะท้อนถึงความจริงใจของท่านหรือไม่ในการปราบกลุ่มทุนเทา ท่านจริงใจกับสิ่งที่ท่านพูดหรือไม่ ในการปิดชื่อถือพฤติกรรม เอาเรื่องกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านเอง” นายกรณ์กล่าว
“รังสิมันต์” อัดรัฐบาลไร้ความจริงใจปราบทุนเทา เผยวันนี้เครือข่ายสแกมเมอร์-กักตุนน้ำมันเชื่อมถึงกันแล้วผ่านคนสนิท “พิพัฒน์”
วันที่ 10 เม.ย. 69 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงนโยบายในการปราบปรามเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์
รังสิมันต์ระบุว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาสแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ การยึดอายัดทรัพย์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของ ปปง. ต่อเครือข่ายของ เบนสมิธ และ ยิมเลียก กว่า 20,000 ล้านบาท เป็นบทพิสูจน์ว่าถ้าเครือข่ายนี้ยังมีอิทธิพลและสามารถยึดบางจากไปครองได้ จะส่งผลต่อสถานการณ์น้ำมันในเวลานี้อย่างมาก และบางจากที่มีกรรมการเป็นอดีต ผบ.ตร. และว่าที่ ผบ.ตร. ไม่สามารถปกป้องความพยายามในการซื้อหุ้นบางจากโดยเครือข่ายทุนสีเทาที่เชื่อมโยงกับอาชญากรระหว่างประเทศได้ ต้องให้ภาคประชาชนช่วยกันถึงจะสามารถเปิดเผยโฉมหน้าเครือข่ายนี้ได้
ก่อนหน้านี้เคยมีรัฐมนตรีบางคนออกมาพูดว่าปัญหาการหลอกลวงออนไลน์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่เป็นการหยิบข้อเท็จจริงแค่เพียงเดือนเดียว และกล่าวถึงมูลค่าความเสียหายที่ลดลงของเดือนนั้น ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าปัญหาสแกมเมอร์ดีขึ้นแล้ว แต่จากข้อมูลของตำรวจ ข้อมูลการแจ้งความที่เค้าขายเกี่ยวกับสแกมเมอร์ยังอยู่ที่ราว 30,000 คดีต่อเดือน ความเสียหายอยู่ที่ระหว่าง 1,600-2,100 ล้านบาทต่อเดือน โดยในเดือนมีนาคมเพิ่มสูงเป็น 2,200 ล้านบาท ไตรมาสเดียวเกิดขึ้นเกือบแสนคดี ความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จะห่วงแต่กลุ่มผู้สูงอายุอย่างเดียวไม่ได้แล้ว กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคนนี้คือกลุ่มคนอายุระหว่าง 21-30 ปี เป็นสัดส่วนที่มากอย่างน่าตกใจ เพราะกลุ่มผู้สูงอายุอาจไม่เหลือเงินเก็บแล้ว ประกอบกับการพัฒนาทักษะของเครือข่ายสแกมเมอร์ วันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้ว
อีกหนึ่งตัวชี้วัดคือกรณี ฮุ่ยวันเปย์ แพลตฟอร์มการโอนเงินคริปโตออนไลน์จากกัมพูชา ที่บ่งชี้ว่าการเดินหน้าจัดการเครือข่ายสแกรมเมอร์ยังไม่น่าพอใจ ฮุ่ยวันเปย์มีความเกี่ยวข้องกับ ฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตำรวจสอบส่วนกลางมีข้อมูลของฮุ่ยวันเปย์ทั้งหมด แต่กลับไม่มีการขยายผลในคดีนี้ ทั้งที่เป็นคดีใหญ่และรุนแรงกว่าคดีที่ใช้ในการยึดทรัพย์ของเบนสมิธและพวกอีกด้วย ในปฏิบัติการของตำรวจสอบสวนกลาง ได้เคยมีการจับกุมคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับการฝากและถอนเงินเพื่อข้ามไปเมียนมา ผ่านแพลตฟอร์มฮุ่ยวันเปย์ ยึดเงินสดได้ 46 ล้านบาท ฟังเหมือนจะดูดีแต่ก็มีเพียงลูกกระจ๊อกเท่านั้นที่ถูกจับ ไม่มีรายใหญ่ถูกจับในปฏิบัติการครั้งนี้
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าที่คดีฮุ่ยวันเปย์มีความสำคัญ ก็เพราะถูกใช้ในการกระทำความผิดอาญามากมาย ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด และอีกหลายกรณีที่นานาชาติให้ความสนใจ นอกจากนี้เงิน 46 ล้านบาทที่ยึดได้ก็เป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับเงินหมุนเวียนผ่านแพลตฟอร์มที่มากถึง 3.3 ล้านล้านบาท เฉพาะกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ใช้กระทำความผิดในคดีนี้มีเงินหมุนเวียนมากถึง 20,000 ล้านบาท ถ้ารัฐบาลมุ่งมั่นในการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างแท้จริง ยึดอายัดทรัพย์สินและทลายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จะสามารถคืนเงินให้กับคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้นี้ยังพบความเชื่อมโยงของฮุ่ยวันเปย์ไปถึงเครือข่ายของเบนสมิธ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ ปปง. ไปทำการยึดทรัพย์มา ข้อมูลจากกรรมาธิการความมั่นคงพบว่ามีการตั้งกองทุน ฮุ่ยวัน เอเอ็ม เอสเอ ที่สวิตเซอร์แลนด์ แม้จะปิดตัวไปแล้วแต่จากการสืบค้นพบว่ากองทุนนี้มี จอร์จ ทาน และ ยูจีน ถัง เป็นผู้จัดการกองทุน ซึ่ง ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะคุ้นหูชื่อเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นตัวแทนบริษัท Prime Opportunity Fund VCC ของสิงคโปร์ ที่เชื่อมโยงกับบริษัท CAI Optimum Fund VCC ในการลงนามเอ็มโอยูกับปลัดกระทรวง DE ที่ประเสริฐในฐานะรัฐมนตรี DE ขณะนั้นมาร่วมเป็นสัขขีพยานกับเบนสมิธ แม้เป็นโครงการที่อ้างว่านำร่องเพื่อพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลสำหรับประเทศไทย แต่โครงการนี้ได้กลายเป็นสารตั้งต้นให้บริษัทที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของเบนสมิธ เก็บข้อมูลม่านตาของคนไทยไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ในยุคที่ประเสริฐลงนามเอ็มโอยู ยังได้มีการตกลงให้มีการนำผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นสแกมเมอร์ระดับหัวกะทิ 500 คน มาพำนักในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เมื่อรัฐมนตรี ไชยชนก ชิดชอบ ทราบความเสียหายจึงได้มีการสั่งยกเลิกเอ็มโอยูและมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องโดยทั้งดีเอสไอ และมีการส่งต่อเพื่อดำเนินคดีในชั้น ป.ป.ช. แต่ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช. นายกรัฐมนตรีกลับให้ประเสริฐ ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อในรัฐบาลนี้
วันที่ 5 มีนาคม 2569 ทางการสิงคโปร์ได้จับกุมจอร์จ ทาน และยูจีน ถัง ในข้อหาที่บริษัท CAI ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งความจริงแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังรวมไปถึง แคทลียา บีเวอร์ ภรรยาของเบน สมิธ ข้อมูลจาก กลต. สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าแคทลียาเป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุน CAI ร่วมกับคนสิงคโปร์ทั้งสองคน และเป็นไปได้อย่างมากที่จะมีความเชื่อมโยงกับฮุ่ยวันเปย์และกองทุนฮุ่ยวันที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วย
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีปฏิบัติการอยู่ใน ประเทศไทย ทั้งจอร์จ ทาน ยูจีน ถัง แคทลียา เบน สมิธ รวมถึงฮุน โต ล้วนเป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นเครือข่ายฟอกเงินขนาดใหญ่ที่นำพาประเทศไทยเข้าไปพัวพันกับธุรกิจสีเทา ที่มีเงินหมุนเวียนมากถึง 3.3 ล้านล้านบาท ผ่านแพลตฟอร์มฮุ่ยวันเปย์ ที่วันนี้รัฐบาลอนุทินไม่ยอมทำอะไร
การดำเนินคดีต่อเบน สมิธ และแคทลียา บีเวอร์ แม้วันนี้จะมีการออกหมายจับแต่ก็เป็นคดีธรรมดา ส่วนคดีสำคัญที่เชื่อมโยงกับฮุ่ยวันไม่มีการดำเนินอย่างจริงจัง ไม่มีการออกหมายแดงเพื่อตามล่า ปล่อยให้ใช้ชีวิตสุขสบายที่ต่างประเทศ ทั้งที่การออกหมายแดงจะทำให้มีการตามล่าในต่างประเทศ หน่วยงานก็เอาแต่แก้ตัวว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งที่คดีนี้ผ่านมาแล้วนานมากแล้ว การที่รัฐบาลไม่ดำเนินการให้ฝ่ายตำรวจขอออกหมายแดงแบบนี้ จะให้เชื่อได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะเอาจริงต่อการปราบสแกมเมอร์ เป็นแค่เพียงการไล่อาชญากรข้ามชาติให้ไปอยู่ที่อื่น โดยไม่สนใจว่าจะนำตัวมาดำเนินคดีที่ศาลไทย ขณะที่ หลี่ เซียง เจ้าของฮุ่ยวันถูกนำตัวไปดำเนินคดีที่จีนแล้ว แต่กลับยังไม่มีการดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับฮุ่ยวันในไทย
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าอีกหนึ่งตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “เสี่ยตือ” ผู้มีคอนเน็คชั่นกับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่นอกจากเปิดคาสิโนตามแนวชายแดน เป็นที่ตั้งของเครือข่ายสแกมเมอร์แล้ว ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันด้วย โลกของสแกมเมอร์และการกักตุนน้ำมัน ตลอดจนการทำน้ำมันเถื่อน ท้ายที่สุดก็มาบรรจบกัน ล่าสุดการจับกุมน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ก็เป็นของเสี่ยตือคนนี้ มีการพบน้ำมันหลายแสนลิตรที่เก็บในคลังเก็บน้ำมันที่ จ.อ่างทอง โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นบริษัทที่เป็นของเสี่ยตือ ผู้ถือหุ้นก็เป็นคนในครอบครัวเสี่ยตือ
ตำรวจหาคนที่ตุนน้ำมันมาให้รัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลกลับยังคงกล่าวหาประชาชนว่าเป็นคนกักตุนอยู่ จนตอนนี้ผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ ทำไมจึงไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการขยายผลไปถึงเสี่ยตือ และเท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้น บริษัทของเสี่ยตือน่าจะมีคลังน้ำมันอีกหลายที่หลายจังหวัด รวมกันน่าจะมีศักยภาพหลายล้านลิตร
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าตนสงสัยมาโดยตลอดว่าทำไมถึงไม่จัดการเสี่ยตือ จนเมื่อได้อ่านข่าว Next News ถึงได้เข้าใจ เพราะบริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือมีความสัมพันธ์เป็นลูกหนี้ของรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ หลักร้อยล้านบาท มีสัญญากู้ 2 สัญญา ที่สำคัญเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ก็ปรากฎว่าคนในครอบครัวเสี่ยตือได้บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยถึง 1 ล้านบาท มาวันนี้ราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยว่ากักตุนน้ำมัน แต่กลับไม่มีการจับกุม ไม่มีการดำเนินคดีขยายผล จนอดคิดไม่ได้ว่าวิกฤติที่ประชาชนประสบ มีสาเหตุมาจากการถอนทุนการเมืองของนายทุนน้ำมันพรรคการเมืองหรือไม่
นอกจากนี้ กรณีที่รัฐมนตรีไชยชนกออกมาแฉว่ามีคนต้องการติดสินบนเป็นเงิน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อให้ไม่ปราบเว็บพนันและเครือข่ายสแกมเมอร์ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครถูกจับ ข้อเท็จจริงคือคนที่ไปติดสินบนก็คือลูกของเสี่ยตือ ที่เคยมีประวัติถูกจับและยึดอายัดทรัพย์ในคดีเว็บพนันมาก่อน และบริษัทที่กู้เงินจากพิพัฒน์กว่าร้อยล้านก็เป็นของลูกชายเสี่ยตือนี่เอง
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าถ้านายกรัฐมนตรีจะปราบปรามสแกมเมอร์จริง ทำไมจนถึงตอนนี้เครือข่ายเสี่ยตือ ไม่ว่าจะน้ำมันเถื่อน กักตุนน้ำมัน และสแกมเมอร์ จึงไม่มีการดำเนินคดี และยึดอายัดทรัพย์อย่างจริงจัง พ.ร.บ.การฟอกเงินควรเดินหน้า ข้อหาที่เป็นคดีมูลฐานควรจะถูกตั้งได้แล้ว ลูกเสี่ยตือได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติดสินบนเพื่อไม่ให้ปราบสแกมเมอร์และเว็บพนัน นายกรัฐมนตรีควรเลิกเกรงใจและใช้โอกาสนี้ออกตามล่าเครือข่ายนี้ เพราะนี่คือไทยเทาที่คอยเคลียร์ทางให้อำนาจมืดสามารถเข้าซื้ออำนาจรัฐในประเทศไทยได้ ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบคนใกล้ตัวอย่างพิพัฒน์ด้วย ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแค่ไหนกับเสี่ยตือ
ปัญหาทุนสีเทาทำลายบ้านเมืองเป็นปัญหาหนัก การขยายอาณาจักรและสร้างเครือข่ายกว้างใหญ่กว่าที่หลายคนเคยมองเห็น จากสแกมเมอร์และน้ำมันเถื่อนกลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำหน้าที่คล้ายกันคือหาเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างเครือข่ายราชการ มีพวกพ้องในการเมือง เงินที่ได้จากธุรกิจผิดกฎหมายก็นำมาใช้ในการเลือกตั้ง เมื่อได้รัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุนก็ไปถอนทุนผ่านธุรกิจผิดกฎหมายที่ได้รับการคุ้มครองจากกลไกอำนาจรัฐ
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าแต่น่าเศร้าที่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง วิกฤติน้ำมันที่ประชาชนกำลังเจอได้เปลือยให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้หน้ากากคนดี คนรักชาติ เป็นแค่เพียงภาพลักษณ์เพื่อสร้างความไว้ใจให้กับขั้วอำนาจบางขั้วอำนาจ เพื่อเทครัวบ้านใหญ่ ผนึกกำลังกับข้าราชการระดับผู้ใหญ่ แล้วใช้อำนาจนั้นในการแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤติบนความทุกข์ยากของประชาชน โดยไม่มีอำนาจใดในประเทศนี้สามารถทำอะไรได้
แค่เพียงความเชื่อของคนบางกลุ่มว่ารัฐบาลนี้คือคนดี คนรักชาติ จึงสามารถใช้อำนาจนั้นอย่างไรก็ได้ สามารถตั้งเจ้าของปั๊มน้ำมันขึ้นมามีอำนาจเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับนายทุนพรรคการเมืองได้ ไม่สนใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ปล่อยให้ถอนทุนการเมืองอย่างไม่มีขอบเขต ถึงวันนี้ยังเรียกคนเหล่านี้ว่าคนดี คนรักชาติได้จริงหรือ คนดี คนรักชาติแบบไหนที่เปิดประตูเมืองต้อนรับบรรดาทุนเทาให้มายึดชาติ ปล้นคนไทยด้วยกันเอง ไม่ต่างอะไรกับพระยาพลเทพ ที่หักหลังคนในชาติ แล้วเปิดประตูเมืองให้กับอริราชศัตรู
“วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมัน ชี้พูดเหมือน 2 สัปดาห์ก่อน ไม่เห็นเคลื่อนไหวจริงจัง
วันที่ 10 เม.ย. 69 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีหากรัฐบาลออก พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน อาจขัดรัฐธรรมนูญ ทางพรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ว่าวันนี้อยากมาสรุปให้ฟัง เมื่อวานมีการชี้แจงหลักจากฝ่ายรัฐบาลคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง โดยเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ กับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เรื่องสินค้าเกษตรและพาณิชย์
โดยเรื่องโอนงบ ยืนยันว่า หากรัฐบาลจะทำ ควรทำให้เป็นกระบวนการโปร่งใส ผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งเคยทำมาแล้ว และสามารถทำผ่านสภาได้ โดยเมื่อปี 2563 ใช้เวลา 1 สัปดาห์ในสภาเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ล่าช้าแต่อย่างไร ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส สะท้อนให้ประชาชนเห็นว่ามีการโอนงบไปใช้อะไร ก็ควรให้ผ่านสภา
แต่ถ้ารัฐบาลจะออกเพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ต้องชัดเจน เพราะการโอนงบทำได้เต็มที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทเท่านั้น ไม่รู้จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายล่าช้าในปีงบประทาณที่เป็นอยู่หรือไม่ เพราะข้าราชการจำนวนมากลังเลว่าต้องใช้เงินหรือโอนกลับไปให้รัฐบาล ก็ขอความชัดเจนจากนายเอกนิติว่าจะทำอย่างไร ถ้าจะใช้พ.ร.ก.เงินกู้แล้ว เรื่อง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ก็ไม่มีความจำเป็น
ส่วนที่รัฐบาลชี้แจงมา พรรคประชาชนเห็นอย่างไร พอจะมีมาตรการรองรับวิกฤตน้ำมันได้บ้างหรือไม่ นายวีระยุทธ บอกว่า น่าผิดหวังต่อการชี้แจงของนายเอกนิติ สิ่งที่พูดมายังเหมือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว ไม่เห็นความเคลื่อนไหวว่ามาตรการเยียวยากลุ่มต่าง ๆ ยังไม่มีการกระทำจริงจัง อาจต้องรอถึงวันเสาร์หรือพรุ่งนี้อีกครั้งหรือไม่ แต่ต้องบอกว่าความเดือดร้อนของประชาชนเป็นรายวัน โดยเฉพาะชาวประมงออกเรือไม่ได้ ซึ่งก็ส่งผลต่ออาหารทะเลที่เริ่มขาดตลาดแล้ว ถ้าทำได้ก็อยากให้เริ่มทำเลย ซึ่งเราเรียกร้องมาหลายสัปดาห์
ส่วนที่รัฐบาลบอกจะช่วยกลุ่มเปราะบางก่อน พรรคประชาชนมองอย่างไร นายวีระยุทธ กล่าวว่า เห็นด้วยการช่วยเหลือประชาชนทุกคนแบบภาพรวม และการช่วยเหลือเฉพาะเจาะจง แต่เรายังไม่เห็นเลยว่ารัฐบาลจะดำเนินการกับกลุ่มไหนที่เรียกว่าเปราะบาง เพราะตอนนี้เชื่อว่าคนไทยทุกคนเจอความไม่แน่นอนแบบนี้ ทุกกลุ่มก็เปราะบางไปหมด ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องชัดเจนว่าจะช่วยเหลือกลุ่มไหน คือใคร และเท่าไหร่
ส่วนถ้ารัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน จริงๆ พรรคประชาชนมีกลไกจะยื่นฟ้องต่อศาลหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรื่องการโอนงบถ้าจะทำ ขอให้เป็น พ.ร.บ. แล้วชี้แจงผ่านสภา เพื่อความโปร่งใสและชัดเจนกับประชาชน ส่วนการกู้เงิน เป็นอำนาจของรัฐ คล้ายกับตอนโควิดที่สามารถทำได้ แต่เราคงสอบถามให้ชัดเจนว่าใช้เพื่ออะไร เพราะตอนโควิด เราออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม เป็นหนี้มากขึ้น ทั้งที่ครัวเรือน หนี้สาธารณะ แต่กลับไม่เกิดผลที่ปรับตัวเพื่อให้ออกจากวิกฤติโควิดแบบแข็งแรงขึ้น ดังนั้นรอบนี้ถ้ามีการกู้เงินครั้งใหญ่อีก ราว 5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าถือว่าสูง ก็ต้องขอชี้แจงและดูว่าเอาไปใช้ทำอะไร เราไม่อยากให้ใช้เงินเพื่อรักษาอดีต แต่เพื่ออนาคต ถ้าจะพัฒนาทักษะก็ต้องทำจริงจัง ถ้าจะพยุงการจ้างงาน ซึ่งตอนนี้เริ่มตกงานไปแล้วก็ ต้องเริ่มทำ
“วีระยุทธ” ห่วง “ศุภจี” ได้ข้อมูลจากข้าราชการไม่ตรงหน้างาน
วันที่ 10 เม.ย. 69 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ยังพูดถึงการชี้แจงของนางศุภจีที่มีหลายเรื่อง แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องของข้อมูล เช่น มะพร้าว ที่ยืนยันราคาว่าขึ้นไป 7 บาทแล้ว แต่เมื่อวานเราเช็คไปที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าตัวเลขยังอยู่แค่ 3 บาทเท่านั้น ดังนั้นต้องเรียนนางศุภจีว่า เราอาจฟังจากข้าราชการอย่างเดียวไม่พอ ต้องฟังคนหน้างาน ดูข้อมูลที่แท้จริงว่าราคาเท่าไหร่ จะได้บริหารจัดการถูกต้องยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องของล้ง ขอตามต่อว่าตกลงจะใช้กระบวนการอย่างไรมาช่วยเหลือประชาชนผู้ค้ามะพร้าว เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นล้งกลาง ล้งชุมชน หรือระบบกระบวนอย่างไร แต่อยากให้นางศุภจีติดตามปัญหาหน้างาน เพราะตัวเลขที่ข้าราชการรายงานอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กับที่ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า เจอหน้างาน และอีกเรื่องคือปุ๋ย ซึ่งเราได้รับข้อเรียกร้องจำนวนมาก ว่าปุ๋ยเริ่มขาดตลาดแล้ว ก็ขอให้รัฐบาลช่วยตามต่อว่าจากไอ้โม่งน้ำมัน จะไปสู่ไอ้โม่งปุ๋ยหรือไม่ เพราะราคาปุ๋ยไม่เป็นที่เปิดเผย ว่าตรึงราคาเท่าไหน อย่างไร และตอนนี้จากปัญหาหน้างานก็มีเสียงจำนวนมากว่าปุ๋ยเริ่มขาดตลาดจริง โดยเฉพาะสูตรที่จำเป็นต้องใช้
เมื่อถามถึงการตอบคำถามของนางศุภจี เกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้บอกให้ไปเชียงใหม่ 365 วันสะท้อนว่าเป็นความเห็นของผู้บริหารที่ถูกต้องหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจมองจากมุมท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องฝุ่นที่เราเรียกร้องมาตลอดคือผู้ที่อาศัยจริง โดยเฉพาะภาคเหนือ จึงไม่อยากให้มองแค่มุมการท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ให้มองมุมของประชาชนใช้ชีวิตทุกวัน
เมื่อถามว่าถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรี ควรออกมาชี้แจงได้แล้วหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ เดินตามหลังประชาชนมากเกินไป ในภาวะวิกฤตแบบนี้เราคาดหวังว่ารัฐบาลจะเดินนำหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เตรียมพร้อมอย่างไร เดินนำหน้าภาคประชาชน 1 ก้าว เดินนำหน้าภาคธุรกิจ 1-2 ก้าว ที่ผ่านมามีหลายเรื่องทำถูก อย่างเช่น นายกฯ บอกวิกฤตครั้งนี้รุนแรงต้องช่วยกันปรับตัว แต่ก็ช้าไปถึง 5 สัปดาห์ หรือเรื่องไอ้โม่งน้ำมัน ก็ช้าไปประมาณ 4 สัปดาห์ จึงอยากให้นายกฯ เป็นคนประกาศนำหน้าว่ามองวิกฤตครั้งนี้อย่างไร และเตรียมพร้อมใน 2 เดือนหน้าอย่างไร อย่างมาตรการช่วงสงกรานต์ ก็เข้าใจว่าพึ่งได้เร่งรัดออกมา 1-2 วันนี้เอง
เมื่อถามว่า หลังสงกรานต์รัฐบาลมีแนวโน้มออกมาตรการล็อกดาวน์ เปิด-ปิดปั๊ม หรือมาตรการอื่นที่อาจกระทบชีวิตประจำวันของประชาชน นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรื่องน้ำมันต้องแยกให้ขาดว่าเป็นปัญหาการกักตุนหรืออย่างไร อย่างวันก่อนที่นายกฯ บอกว่าน้ำมันใช้ปริมาณลดลงเหลือ 40 กว่าล้านลิตร ข้อแรกต้องสงสัยก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบ มีการเอาน้ำมันที่กักตุนมาใช้หรือไม่ อยากให้ตรวจสอบข้อมูลตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะทำให้การวางแผนนโยบายจากนี้มีปัญหา ข้อมูลไอ้โม่งไม่ได้จบที่ 57 ล้านลิตรแน่นอน และเรื่องรถหมื่นกว่าคันที่หายไป ไม่ติด GPS ให้ชัดเจน ซึ่ง GPS ต้องติดทั้งเรือทั้งรถ ตรวจสอบแบบเรียวไทม์ได้แล้ว จริงๆควรทำ เรื่องนี้ก็ช้าไปประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้การวางแผนข้อมูลน้ำมันช่วงหลังสงกรานต์เป็นไปได้อย่างตรงกับความเป็นจริง
ส่วนที่พรรคประชาชนจัดวางตัวบุคคลเพื่อติดตามการทำงานรายกระทรวงของรัฐบาล คล้าย ครม.เงา นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรามีการติดตามในเชิงประเด็นต่อแน่นอน ซึ่งตอนนี้เป็นภาวะวิกฤต ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีวอร์รูม เราก็มีวอร์รูมที่ติดตามแต่ละประเด็นเช่นกัน
ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ไปยื่นคำร้องเกี่ยวกับ 44 สส. ต่อศาลฎีกาเผด็จแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ทางพรรคมีการกำหนดวันประชุมใหญ่เมื่อไหร่ นายวรยุทธ กล่าวว่า การประชุมใหญ่ของพรรคเป็นวาระตามปกติ จัดในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งปีนี้จัดปลายเดือน ส่วนการปรับโครงสร้างพรรค ขอรอประเมินท่าทีอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะได้เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไปนั้น นายวีระยุทธ บอกว่า ขอให้ว่ากันอีกที
“นายกฯ” ปิดวาจาไม่ให้สัมภาษณ์วันที่ 3 บอกสั้น ๆ ภาพรวมอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล “ดีครับ”
เมื่อเวลา 09.16 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นวันที่ 2
โดยผู้สื่อข่าวถามถึงภาพรวมการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในวันแรกมีอะไรต้องนำไปปรับปรุงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยิ้ม พร้อมกล่าวว่า “ดีครับ”
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ กลับสื่อมวลชนเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนวันละหลายครั้ง รวมถึงพูดคุยหยอกล้ออย่างเป็นกันเอง