นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายการต่างประเทศ ระหว่างงานพบปะสื่อมวลชน ในหัวข้อ “การทูตในโลกที่เปลี่ยนแปลง ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน (Thai Diplomacy in a Changing World: Where Are We Heading?)”ว่า วันนี้ได้พบปะสื่อมวลชนอีกครั้ง ครั้งที่แล้วที่เจอกัน ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ไม่นาน เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ตอนนั้นคิดว่าเราคงอยู่ไม่นาน เพราะมีปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องไทย - กัมพูชาเป็นหลัก
หลังจากนั้นมีการเลือกตั้ง ตนก็คงจะกลับไปใช้ชีวิตช่วงเกษียณเหมือนแต่ก่อน และไม่ได้คิดว่าจะกลับมาในตำแหน่งนี้อีกครั้ง อีกทั้งยังมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับทุกคน เพราะการต่างประเทศของไทยในช่วงที่โลกกำลังวุ่นวาย ไร้ระเบียบ เราจะไปทางไหน อย่างไร และมีความท้าทายอีกเยอะ
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า การต่างประเทศที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้เชิงรุก (Proactive) ซึ่งไม่ได้โทษผู้กำหนดนโยบาย แต่สืบเนื่องจากความไม่นิ่งของการเมืองภายใน การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงของผู้นำ รวมทั้งเศรษฐกิจของเราไม่ค่อยดี
ทั้งนี้ ตนคิดว่าการที่รัฐบาลชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียงในสภาที่ค่อนข้างมีความมั่นคง เป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนหวัง มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ไทยด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่ เป็นโอกาสที่สำคัญมาก ที่เราจะดำเนินการทูตเชิงรุก แต่ยิ่งกว่านั้นคือการมองไปข้างหน้า มีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยการพูดในเชิงรุกในความหมายของตน คือ
ต้องเป็นการทูตที่มียุทธศาสตร์ (Strategic) เราไม่ใช่จัดการปัญหาแบบวันต่อวัน โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน ไปสู่เป้าหมายอะไร
สถานการณ์ที่ผันแปร เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความรวดเร็ว ทันท่วงทีด้านการต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น กรณีตะวันออกกลาง เมื่อเกิดเหตุการณ์ กระทรวงการต่างประเทศมีการจัดตั้งวอร์รูมทันที เพื่อติดตามสถานการณ์ให้รู้ว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง รวมถึงดูแลความปลอดภัยของคนไทย และมอนิเตอร์วันต่อวัน 24 ชั่วโมง ดังนั้นความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
ความเป็นเอกภาพ (Diplomacy) ในเชิงนโยบาย เพราะนโยบายด้านการต่างประเทศบางครั้งไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ แต่คาบเกี่ยวกับหลายกระทรวง เช่น กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศกับฝ่ายทหารต้องมีนโยบายที่เป็นเอกภาพ นอกจากนโยบายที่เป็นเอกภาพแล้ว การทำงานก็ต้องเป็นเอกภาพด้วย ซึ่งตนเน้นในเรื่องของทีมไทยแลนด์
ในยุคประชาธิปไตยต้องมีการสื่อสาร เพื่อบอกว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำคืออะไร ต้องโปร่งใส และให้ประชาชนเข้าใจว่า สิ่งที่ทำเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร นี่เป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน ของกระทรวงการต่างประเทศที่มองไปข้างหน้าและเชิงรุก
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริงโลกไม่ได้สวยอย่างที่คิด “สำหรับตน การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ การเจอปัญหาแต่ละวันที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรให้เราไม่ลืมว่าเป้าหมาย และเรามีเข็มทิศว่าสิ่งที่เราต้องการระยะยาวคืออะไร ไม่ใช่ว่าพอเจอเหตุการณ์ เราไปซ้ายที ขวาที และลืมเป้าหมายทิศทางของการต่างประเทศ หากถามว่าอะไรคือความท้าทายเร่งด่วนสำหรับการต่างประเทศของไทย นั่นอาจจะเป็นการวัดศักยภาพของกระทรวงการต่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์ ระบุ
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาแรกคือปัญหาไทย-กัมพูชา เรามีการหยุดยิง แต่ประเด็นคือเราจะข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร ในที่สุดเราต้องอยู่ร่วมกันกับกัมพูชา แต่ตนคิดจากสัญญาณที่เขาส่งมาว่า เขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง เขาใช้วิธีการต่างๆ ในการกดดันสร้างความได้เปรียบ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อม เราก็พร้อมด้วย เราจึงหวังว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ เราต้องอยู่ด้วยกัน เพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และเราจะพยายามต่อไป
ส่วนเหตุการณ์ตะวันออกกลาง มีคนถามว่าตนจะทำอย่างไรนั้น ประเทศไทยไม่มีท่าที? จุดนี้ต้องระวังอย่างมากในการกำหนดท่าที และต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราอยู่ที่ไหน และต้องรู้ว่าสถานะของเรา ที่ไหนเราต้องไม่มากเกินไป และก็ไม่น้อยเกินไป แต่ต้องพอดี ซึ่งการแถลงของไทยตลอดเวลา ก็ชัดเจนว่าเราไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ และไม่ควรจะเกิดตั้งแต่แรก เพราะเราต้องยึดมั่นกับกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน เราก็ไม่เห็นด้วยกับการขยายสงคราม เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นการแสดงที่ชัดเจน แต่ถ้าอยากให้ประเทศไทยประณาม ก็ต้องระมัดระวังผลประโยชน์ของเราด้วย เพราะเราไม่ใช่คู่กรณี และเราเป็นห่วงความปลอดภัยของคนไทย ย้ำว่า เราต้องยึดประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง แต่ก็ต้องมีหลักการที่ถูกต้อง
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในระยะยาว การต่างประเทศคือผลประโยชน์ และผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคง ซึ่งสำหรับตนนั้นมีหลายมิติ และต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร เพราะฉะนั้นความมั่นคงชายแดนสำคัญที่สุด ถ้าหากเราไม่มีความมั่นคงชายแดน ก็ต้องพะวงตลอดเวลา ไม่สามารถเดินหน้าไปได้
ซึ่งความมั่นคงชายแดนนั้นหมายความว่า ชายแดนต้องปราศจากภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ทั้งภัยคุกคามต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ภัยคุกคามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ เพราะฉะนั้นความมั่นคงที่ดีที่สุด คือความเชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาก้าวหน้าร่วมกัน นอกจากนี้ ความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นเราหลบไม่ได้ ต้องอยู่กับเพื่อนบ้านตลอดไป ถ้าหากเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้า มีความมั่นคง เราก็จะก้าวหน้า มั่นคงไปด้วย แต่ไปถึงจุดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกัมพูชาไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งได้ ส่วนเมียนมาก็มีความขัดแย้งภายใน ขณะที่ลาวก็ต้องการให้สร้างความเชื่อมโยง และมาเลเซียก็ต้องมีการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ซึ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนภาคใต้
นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ขณะเดียวกัน เรื่องความมั่นคงในภูมิภาคก็เป็นสิ่งสำคัญ และมีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ไทยคงไม่เลือกข้าง แต่ก็ต้องมีจุดยืน และรักษาความมีอิสระในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ดีที่สุดคือเราไม่ควรจะมีแค่สองขั้ว ก็พยายามนำขั้วต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่จะเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาค เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย ยิ่งหลายขั้วยิ่งดี ก็จะมีทางเลือกมากขึ้น แต่สำคัญคืออาเซียน ซึ่งไทยต้องมีบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในอาเซียน
ในที่สุด การต่างประเทศสำคัญคือ ต้องโยงมากับประชาชน และประชาชนต้องรู้สึกว่าการต่างประเทศหมายความว่าอย่างไร และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นการทูตทางเศรษฐกิจนั้นสำคัญมาก และกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการแล้วในหลายประเทศ พร้อมทั้งการประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ความมั่นคงของมนุษย์ไม่ใช่แค่ความมั่นคงของรัฐ แต่หลายปัญหากระทบกับความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง เช่น โรคแพร่ระบาด ภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อาชญากรรมข้ามชาติ เพราะฉะนั้นเรื่องของความมั่นคงของมนุษย์ต้องเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการทูต ที่สำคัญที่สุดคืองานด้านต่างประเทศ ต้องมีความสำคัญกับประชาชน และต้องจับต้องได้ แต่ต้องไปไกลกว่านั้น ต้องเป็นผู้ที่มีอิมแพกในเวทีโลก มองไกลกว่าประเทศไทย และเราจะช่วยประชาคมโลกอย่างไรให้ดีขึ้น เพื่อคนรุ่นหลัง เช่น สิ่งแรกคือ การรักษาระเบียบโลก รวมทั้งสร้างระเบียบโลกใหม่ ไม่ใช่ประเทศใหญ่เป็นใหญ่ แต่ประเทศเล็กก็มีเสียง ต้องสร้างระเบียบโลกที่สามารถสนองต่อปัญหา ความท้าทายที่เผชิญร่วมกัน
ช่วงท้าย นายสีหศักดิ์ ประกาศถึงการเดินหน้าการทูต 2.0 คือ การทูตที่ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาคประชาชน ผลประโยชน์เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องไป และต้องไปไกลกว่าตัวเราเอง อย่าเอาแต่ผลประโยชน์ของเราเป็นที่ตั้ง เพราะผลประโยชน์บางครั้งไปเชื่อมโยงกับประชาคมโลก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นประเทศที่เขาเคารพ มีศักดิ์ศรีในเวทีโลก ต้องขับเคลื่อนประเทศไทยไปไกลกว่าประเทศไทย You have not enough Humanizer words left. Upgrade your Surfer plan.
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ ถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน โดยกล่าวว่า กัมพูชาพยายามใช้ความกดดันต่างๆ นานาเพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่เรากำลังหาทางออกก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้เราทั้งสองอยู่ด้วยกันได้ เพราะเรามีพรมแดนติดกัน
เมื่อถามว่า กัมพูชาไม่มีความพร้อมในการพูดคุยเจรจากับไทย และอะไรที่เป็นสัญญาณที่กัมพูชาพร้อมในการพูดคุยกับไทย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาทำอยู่ ถ้าเลิกทำได้ก็จะดี เพราะสงครามประเทศไทยไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดขึ้นจะเกิดความสูญเสีย ซึ่งเราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่กัมพูชากลับไม่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น กัมพูชาขอให้ไทยเข้าไปคุยเจรจาในที่ประชุม JBC ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งเห็นได้ชัดว่า พยายามสร้างความกดดันให้กับไทย และสร้างความได้เปรียบในทุกวิถีทาง แม้จะบอกว่าต้องการหารือด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่ว่าจะไปในเวทีใดในระดับโลกก็ตาม กัมพูชาจะพยายามสร้างความได้เปรียบ เล่าเรื่องราวของตนเองอยู่ฝ่ายเดียว หากกัมพูชายังเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์ก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไปเท่านั้น ฉะนั้นทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันให้ความสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์จึงจะมีความคืบหน้า
ส่วนประเด็น MOU 2543 และ MOU 2544 ที่ทำร่วมกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะไม่มี MOU 44 เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ได้ และสามารถตกลงเขตแดนทางทะเลได้ว่าจะพัฒนาร่วมกันอย่างไร ส่วน MOU 43 เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร และก็มีความก้าวหน้า แต่ก็ต้องฟังเสียงของประชาชนคนไทยด้วย ที่อาจจะมีข้อกังวลเรื่องแผนที่ ซึ่งเราต้องทำให้เกิดความชัดเจน ทบทวน หรือมีการปรับปรุงได้อย่างไร แต่เราไม่สามารถพูดได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราต้องไปเจรจากันต่อกับกัมพูชา ฉะนั้นบางอย่างเราต้องเก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งเราทำได้ และตนเชื่อว่าเราจะทำได้