ที่อาคารรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระกระทู้ถามด้วยวาจา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยวาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. พรรคประชาชน เกี่ยวกับการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของประเทศ
โดยย้ำว่านายกฯ จะต้องมาตอบเอง เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง แต่ติดภารกิจประชุมผู้นำอาเซียน และให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาตอบแทน จึงกังวลว่าจะไม่สามารถตอบคำถามได้ครบ แทนที่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาชี้แจง
นางสาวศิริกัญญา ถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ยังไม่เห็นเนื้อหาในร่างฯ ทราบเพียงการให้สัมภาษณ์จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่ามี 11 มาตรา จึงถามรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการใช้เงินวงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการกู้มาแจก และถามถึงแผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตัก 4 เดือนแรก เป็นการแจกแบบสุ่ม คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้ คนที่ได้อาจจะไม่เดือดร้อน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. จากวิกฤติที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบหลายระลอก และเดิมทีคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้ 8-9 หมื่นล้านบาท แต่สำนักงบประมาณสำรวจดูแล้ว พบว่างบที่โอนได้มี 3 หมื่นล้านบาท และรวมกับงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท ไม่เพียงพอที่จะเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน
จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. มี 2 ก้อน คือ 2 แสนล้านก้อนแรก ที่เยียวยาจากผลกระทบวิกฤติพลังงาน กับโครงการไทยช่วยไทย 1. โครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่วางแนวทางแจกเดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน โดยให้ลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ 2. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน นำเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาทต่อเดือน ใช้เงิน 5 หมื่นล้านบาท พร้อมหยิบยกตัวเลขผู้ที่จะได้รับการเยียวยาถึง 43.2 ล้านคน ถือเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรไทย
"ทำไมเทลงหน้าตัก 2 แสนล้าน เพราะรัฐบาลเชื่อการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง ประเมินสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน เราประเมินว่าอาจจะอยู่ในช่วงยืดเยื้อระดับกลาง ไม่จบเร็วภายใน 1-2 เดือน อาจจะจบประมาณกลางปีหรือสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้นด้วยซีนาริโอแบบนี้ จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราจะต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้" นายภราดรกล่าว
นางสาวศิริกัญญา อภิปรายระบุว่า รับทราบว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินเยียวยา โดยอ้างว่ารัฐบาลตั้งวัตถุประสงค์การเยียวยาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่ที่รัฐบาลชี้แจงเป็นการเยียวยาแบบถ้วนหน้า แต่ในภาวะถังแตก รัฐบาลต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง หาก 4 เดือนสถานการณ์ไม่จบ ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ แต่รัฐบาลมีแผน 2 ยัดไส้มาในการปรับโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท สภาวะแบบนี้ยังกู้สุดแรงเกิด แต่เจตนายัดไส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก.กู้ด่วน แต่ถามว่าหากไม่ทำตอนนี้ จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เชียวหรือ ชี้ว่าหากจำเป็นก็ให้กู้แยกก้อน ซึ่งอีกก้อนหนึ่งให้ออกเป็น พ.ร.บ. แทน เหตุใดรัฐบาลเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนใน พ.ร.ก.กู้ด่วน ทำให้ต้องกู้เงินที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172
"มันไม่ได้เร่งด่วนขนาดนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่แผนนี้ไม่ได้มีรายละเอียดโครงการที่จะเอามาใช้แต่อย่างใด จะบอกว่าเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายในปีเดียว ที่ต้องกู้ให้เสร็จภายในกันยา 70 มันจะเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่ % จากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ และจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหน ถ้ารออีกสามเดือน ให้อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 คิดว่าไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย สถานการณ์ก็คงเหมือนเดิม หรือถ้าอยากกู้เงินใจจะขาด ก็แยกกู้ 2 แสนล้านไปเลย" นางสาวศิริกัญญากล่าว
นายภราดร ชี้แจงประเด็นสอดไส้โครงการกู้เงินว่า การกู้เร่งด่วนหรือไม่ อยู่ที่มุมมองและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศ ว่ามองเรื่องวิกฤติพลังงานในอนาคตแบบใด พร้อมหยิบยกปัญหาค่าไฟแพง และการจัดสรรค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการในร่มเดียวกันที่ตั้งใจจะทำการเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน จากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้ได้มากที่สุด เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด เน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์ และคาดการณ์ว่าในหลายกระทรวงจะมีโครงการเข้ามาเสนอพิจารณา และหลัง พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้ จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองโครงการ ให้ตอบโจทย์การลดภาระการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
พร้อมชี้แจงเหตุผลที่ไม่ได้ใช้ในงบประมาณปี 2570 ว่าอยู่ในช่วงการเร่งรัดการทำร่างกฎหมายให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อไม่ต้องใช้งบไปพลางก่อน ซึ่งแผนให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการในงบประมาณปี 2570 ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน
นางสาวศิริกัญญา ถามคำถามสุดท้ายว่า ในส่วนที่สอง 2 แสนล้านบาท ไม่มีแผนใช้เงิน อาจเป็นการตีเช็คเปล่าให้คณะกรรมการกลั่นกรองที่เต็มไปด้วยข้าราชการประจำ ที่เปรียบว่าเป็นการคิดไปทำไป ซึ่งไม่ได้สะท้อนว่าหากไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างที่รับไม่ได้ เพราะ พ.ร.ก. ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อ การออก พ.ร.ก. เป็นการข้ามหัวสภา ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบหรือให้ความเห็น หากจะออกเพื่อเยียวยา ฝ่ายค้านไม่ได้ติดใจ หากจะไปช่วยเยียวยา 1.2 แสนล้านบาท ก็สามารถดำเนินการได้ ไม่ต้องใช้เงินกู้ถึง 2 แสนล้านบาท จึงถามว่าที่ผ่านมาประกาศแผนการกู้ในประเทศ ไม่ได้กู้ต่างประเทศ และดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงถามว่ามีแผนใช้เงินยังไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ และแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไร
“4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้าน มีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและวิกฤติจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ ๆ แต่กระสุนจะไม่เหลือแล้ว ที่จะให้ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมกู้ใหม่ก็น่าจะกู้ไม่ได้อีกแล้ว นี่จะเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. ที่จะกู้เงินได้ ไม่ใช่แค่หนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน แต่ดอกเบี้ยบานด้วย” นางสาวศิริกัญญากล่าว
นายภราดร ยังโต้ข้อกล่าวหาเช็คเปล่าว่ารุนแรงเกินไป ยืนยันวางแผนอย่างรอบคอบที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน และย้ำว่าจะต้องเยียวยาในช่วงนี้ เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ใช้เงิน 1.7 แสนล้านบาท ใน 4 เดือนจากนี้ เชื่อว่าเงินถึงมือพี่น้องประชาชนทุกเม็ดทุกบาททุกสตางค์ คือหัวใจสำคัญ ส่วนแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล ชี้แจงว่ากู้เงินในประเทศ ส่วนดอกเบี้ยคาดว่าอยู่ที่ 1.3% ถือเป็นดอกเบี้ยที่ถูกมาก
ส่วนแผนการใช้หนี้ก็เป็นการตั้งในงบประมาณปีถัดไป 4% ของงบรายจ่าย ซึ่งเป็นวิธีการบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลที่ทำมาโดยตลอด แต่ย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามมาตรา 172 มีเหตุผล มีความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือนำเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน
นางสาวศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่าเอาการเยียวยาของพี่น้องประชาชนเป็นตัวประกัน และมาสอดไส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนเพียงหวังผลหรือไม่ก็ไม่มั่นใจ และหากมีการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วจะต้องมีการกู้และเกิดปัญหาในภายหลัง อย่านำการเยียวยาของประชาชนมาเป็นข้ออ้างหรือเป็นตัวประกัน ซึ่งรัฐบาลเองไม่ยอมแยก พ.ร.ก. ออกจาก พ.ร.บ.เงินกู้ในส่วนที่เปลี่ยนผ่านพลังงาน หากเกิดผลอะไรขึ้น รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ