นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวถึงกรณีการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ว่า แม้วันพรุ่งนี้นายทักษิณได้รับการพักโทษแล้ว แต่ในฐานะที่ตัวเองเคยเป็นหนึ่งในคนที่ถูกคุมขัง แล้วเมื่อพ้นโทษในคดีหนึ่ง แต่ก็ยังรู้ดีว่ามีอีกหลายคดีที่ต้องต่อสู้ เช่นเดียวกับนายทักษิณที่มีทั้งคดี 112 ที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์ และคดีที่เกี่ยวเนื่องกับชั้น 14 ที่อยู่ในชั้น ป.ป.ช.
แม้นายทักษิณจะได้รับการพักโทษ แต่ก็ใช่จะโบยบินง่ายด่าย และทั้ง 2 คดีเหมือนเชือก 2 เส้น ที่คล้องขาคนละข้าง ซึ่งตัวเองในฐานะคนที่เป็นนักโทษในคดีการเมืองกว่า 40 คดี จึงรู้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นหากไม่ระมัดระวัง และคิดแบบเดิม การกลับเข้าไปในเรือนจำไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้
ส่วนที่หลายคนบอกว่า ครั้งนี้นายทักษิณคงจะออกมาเลี้ยงหลานจริง นายจตุพร ไม่ได้เชื่อแบบนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงนายทักษิณอาจจะเลี้ยงหลานจริงก็ได้ แต่ถ้าหากอยากจะเข้ามาดำเนินการทางการเมือง ครั้งนี้ต้องประกาศให้ชัด พูดอย่างตรงไปตรงมา และพูดความจริงกับประชาชน เชื่อว่าไม่มีปัญหา ไม่ใช่บอกว่าจะกลับมาเลี้ยงหลาน แต่สุดท้ายออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา
นายจตุพร ยังบอกว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าในทางการเมือง ไม่มีใครกลัวนายทักษิณ เห็นจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 3 และคะแนนที่เคยได้หายไปเกือบครึ่ง แสดงให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ในอดีตไม่สามารถพิสูจน์ได้ในปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลสำคัญก็มีจากจุดยืนทางการเมืองของพรรคที่เปลี่ยนไป หาเสียงอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ซึ่งถือเป็นการทอดทิ้งประชาชนที่ร่วมต่อสู้ เอาชีวิต และอิสรภาพไปแลก
นายจตุพร กล่าวต่อว่า แสดงความยินดีกับนายทักษิณที่จะได้รับอิสรภาพ แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่า นายทักษิณ เหมือนนกที่ถูกตัดขนปีก แม้จะเดินได้แต่บินยาก และยังมีความเสี่ยงที่จะกลับเข้าเรือนจำได้อีกครั้ง เพราะยังมีอีกหลายคดีที่ต้องต่อสู้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องกับชั้น 14 ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ซึ่งนายทักษิณอาจจะมีส่วนสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดหรือไม่
เมื่อถามว่า หลังจากนี้นายทักษิณควรถอยไปอยู่หลังฉากเหมือนเช่นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคสีน้ำเงิน อย่างนายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ นายจตุพร ระบุว่า นายทักษิณไม่ถนัดบทบาทเบื้องหลัง แต่ถนัดบทเบื้องหน้า ซึ่งถ้าหากนายทักษิณทำได้แบบที่นายเนวินทำ ชีวิตคงเดินมาไม่ถึงจุดนี้