นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ "ดร.โจ" แคนดิเดตผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าว AI ปราบโกง ซึ่งผู้สื่อข่าวสอบถามว่า การทุจริตในสมัยที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. สอบตกหรือไม่ นั้น มองว่า อาจจะให้ประชาชนเป็นผู้ประเมิน แต่ตนคิดว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารสามารถยับยั้งได้ในทุกขั้นตอน แต่การที่ไม่ยับยั้งและปล่อยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ โดยที่อ้างว่าไม่รู้ ไม่เห็น ก็ยากที่จะฟังขึ้น
ส่วนจะประเมินนายชัชชาติกี่คะแนน ตนก็อยากให้ประชาชนไปให้คะแนนกันในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ และขอย้ำว่า เราทำปัญหานี้ให้หมดไปไม่ได้ ถ้าฝ่ายบริหารขาดเจตจำนงและความกล้าหาญ
เมื่อถามว่าที่พรรคประชาชนชูว่าต้องเลือก สก.พรรคประชาชนยกทีม ถ้าพรรคประชาชนไม่ได้ สก. ยกทีม จะไม่ประสานงานใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น สก.พรรคประชาชน สามารถทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ท่านใดท่านหนึ่งได้อยู่แล้ว ในสภา กทม. ชุดที่ผ่านมา ก็ประสานงานกันได้ดี
ซึ่งผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน ก็สามารถทำงานกับ สก.พรรคอื่นได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราทำเพื่อใคร ถ้าทำเพื่อประชาชน และมีเจตจำนงที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประชาชน
ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องของ สก.พรรคไหนหรืออะไร ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบนั้น แต่เกิดจาก สก.บางคน ต้องการต่อรองเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยการรวมกลุ่มกันไปต่อรองงบประมาณกับผู้ว่าฯ และสอดไส้อยู่ในสำนักต่างๆ หรือที่เรียกว่า "งบแปร"
จากนั้น นายชัยวัฒน์ ได้เชิญนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน มาขยายความเพิ่มว่า ความบกพร่องที่เกิดขึ้นว่า ตนคิดว่าก็เกิดขึ้นได้ เพราะการจัดซื้อจัดจ้างในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตท้องถิ่นพิเศษมีจำนวนมาก แต่สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว จะมีกลไกอะไรในการป้องกัน หรือมีระบบเพื่อป้องกันไม่ให้ ความผิดพลาด ที่ไปเกี่ยวโยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น กรณีลู่วิ่ง ขึ้นซ้ำอีก
"ถ้าเราไปจับที่คน เดี๋ยวก็จะเกิดขึ้นอีก ทางคุณชัยวัฒน์และทีมงาน สก. ของพวกเรา เลยคิดว่าต้องมีระบบบางอย่าง ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาสกัดกั้นตั้งแต่แรก ในขั้นตอนการทำงบประมาณ การเสนอราคากลางอย่างสมเหตุสมผล มีการจัดทำทีโออาร์ที่ไม่ล็อกสเปกตั้งแต่แรก ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้พ่อค้าเข้ามา ต้องยอมรับหลายโครงการ คนเขียนสเปกเป็นพ่อค้า แล้วเขาเขียนเพื่อล็อกสเปกตัวเอง แล้วไปหาคู่เทียบ ที่เป็นบริษัทในเครือข่าย" นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นที่ถามว่าจะให้คะแนนอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติเท่าไหร่ ตนคิดว่านายชัชชาติเคยให้คะแนนตัวเองไปแล้ว ตนให้เกียรตินายชัชชาติให้คะแนนตัวเองดีกว่า แต่เรามองไปข้างหน้า จะผู้ว่าฯ ชื่ออะไรก็ตาม เราไม่ควรฝากความหวัง เรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไว้กับชื่อผู้ว่าฯ ที่สำคัญที่สุดต่อให้เราได้ผู้ว่าฯ ที่ดี เราก็ไม่ควรต้องเสียดาย เพราะผู้ว่าฯ ที่ดีต้องวางระบบเอาไว้ เวลาที่พ้นจากหน้าที่ไประบบที่ดีก็ยังคงอยู่
เมื่อถามว่า ระบบที่นายชัชชาติวางไว้สามารถใช้ได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า การวางระบบนี้ต้องวางควบคู่ไปกับการวางระบบบริหารราชการ ที่นายชัยวัฒน์พูดถึงเรื่องงบแปรญัตติ กลไกไม่ได้ยาก ทำให้รู้สึกแค้นใจว่าทำไมเราแก้ไม่ได้ เพราะจะมี สก. จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้เหมารวมเขารวมกลุ่มกัน ไปตัดงบผู้ว่าฯ มาให้ได้ มีเป้าหมายว่าปีหนึ่งตัดได้ 5,000 ล้านบาท
"รวมตัวสมคบกันแล้วตัดงบผู้ว่าฯ หลังจากนั้นจะไปเจรจาหลังม่าน ข่มขู่ผู้ว่าฯ เอามาให้ฉัน 2,500 ล้าน ครึ่งหนึ่ง พอได้มาแล้วก็จะเอาพ่อค้าของตัวเองมารับงาน ฮั้วกันกับข้าราชการเรื่องทีโออาร์ ส่วนหนึ่งก็ได้งานที่ไม่มีคุณภาพ คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน คนที่ได้เงินทอนก็คือ สก. และราชการบางคนในเครือข่าย" นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ย้ำว่า หากมีระบบแบบที่พรรคประชาชนเสนอ ผู้ว่าฯก็ไม่ต้องลำบากใจ คนที่เซ็นงบประมาณก็คือผู้ว่าฯ ไม่เคยเห็นความอึดอัดใจของนายชัชชาติกรณีลู่วิ่ง หรือทั้งที่ในใจของท่านก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ว่าฯจะได้ไม่ต้องอยู่ในสภาวะที่น้ำท่วมปาก
เมื่อถามว่า หากสภาพจริงไม่ได้ สก. ตามที่หวังไว้ ก็ต้องทำงานกับ สก. ที่เรียกรับผลประโยชน์จะทำอย่างไร นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขั้นต้นเราก็ทำจากความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ถึงแม้จะเป็น สก.จากพรรคอื่น แต่ถ้าระบบนี้กำกับดูแลควบคุม การต่อรองก็ทำได้ยาก
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า กรณีนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงส่ง สก. 50 เขต ส่วนเรื่องแท็กติกการดีล ตนเชื่อว่านายวิโรจน์ก็มีประสบการณ์ และจะเข้ามาเป็นทีมบริหาร
ด้านนายวิโรจน์ กล่าวเสริมว่า เรื่องการทำงานของ สก. ต้องเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด หากประชาชนรับรู้ก็จะมีส่วนร่วมในการติดตาม ว่าขั้นตอนไปถึงไหน ตนคิดว่าเป็นจุดแข็งของผู้สมัครและ สก.ของพวกเราว่า หากเป็นโครงการของประชาชนก็จะเปิดให้มากที่สุด
หากทำแบบนี้แล้วเกิดปัญหา ประชาชนจะออกมาปกป้องเอง ที่สำคัญความสัมพันธ์ในการบริหารระหว่างผู้ว่าฯ กับ สก.ก็ต้องดี ชิดเกินไปก็ไม่ดี ห่างเกินไปก็ไม่ดี ที่แย่ที่สุดคือดูเหมือนห่าง แต่หลังม่านแล้วใกล้ชิด อย่างนี้เลวร้ายที่สุด
เมื่อถามว่าการันตีได้หรือไม่ว่าผู้สมัคร สก.จากพรรคประชาชน จะไม่มีคดีความเรื่องทุจริต นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าเป็นมนุษย์คงไม่สามารถการันตีใครได้ เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เราพยายามทำ พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความตั้งใจมาทำงานได้
เราไม่ได้กีดกันใครตั้งแต่ต้น เรามีกระบวนการคัดเลือกคัดกรอง เช็กประวัติเท่าที่เรามีข้อมูลและเท่าที่เราหาได้ มีทั้งการทำงานอบรมร่วมกัน รวมถึงการลงพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ได้คัดกรองมาอย่างเต็มที่ ถ้าจะมีใครเปลี่ยนแปลงไปในภายหลังจากได้รับเลือกตั้งคงไม่มีใครการันตีได้ แต่การอบรมคัดกรองมาพอสมควร ทำให้เชื่อว่าทุกคนมีดีเอ็นเอมุ่งมั่นที่จะทำงาน
เมื่อถามว่าจะได้เห็นทีมผู้บริหาร กทม. ของพรรคประชาชนหาเสียงด้วยหรือไม่ เพราะเทียบกับเลือกตั้ง สส. The Professional ถูกมองว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า ผู้บริหารที่ทาบทามมาแต่ละท่าน มีหน้าที่แตกต่างกัน หลายท่านอาจจะมาช่วยเดินหาเสียง หลายท่านทำงานเชิงนโยบาย หรืออยู่ในวงประชุม แต่ละคนมีบทบาทต่างกัน แต่ตนเข้าใจเพราะประชาชนก็จะมองเห็นบทบาทของผู้บริหารเหล่านั้น ผ่านการเดินหาเสียง แต่โดยเนื้อแท้ยังมีงานอีกมากมาย หลังบ้านก็สำคัญ
เหมือนวงดนตรี แม้แต่ทุกคนที่อยู่หลังเวทีก็มีความสำคัญเหมือนกันหมด ซึ่งหลายคนก็จะมองแต่นักร้องนำ บางท่านอาจจะมีความเชี่ยวชาญในงานงานหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ถ้าเราให้เขาผลักจากงานหลังบ้าน มาช่วยเดินหาเสียง มันก็ไม่เกิดประโยชน์ เราก็พยายาม วางคนให้ถูกกับงานให้มากที่สุด ไม่ได้เป็นปัญหาแบบนั้น
ด้านนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ช่วงแรกเป็นช่วงที่เพิ่งเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร สก. เราจึงเน้นในส่วนนี้ แต่ระยะนี้จะเห็นเราลงไปทำนโยบายวงย่อยในพื้นที่ต่าง ๆ เดี๋ยวเราจะเริ่มเห็นทีมบริหารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะจะทำนโยบายเชิงประเด็น ต้องบอกว่าเป็นช่วงจังหวะแคมเปญของพวกเรา