Top-WorldKickoff Top-WorldKickoff

“รักชนก” กางเอกสารใหม่แฉ TH-AI Passport เตรียมยื่น ป.ป.ช. สอบ!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ไอซ์-รักชนก” กางเอกสารใหม่แฉโครงการ TH-AI Passport บางบริษัทส่อรู้ผลล่วงหน้าก่อนเปิดประมูล เตรียมยื่น ป.ป.ช. สอบ

การประชุม “ครม.เงา” ครั้งที่ 6 ของพรรคประชาชน ซึ่งมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน ได้มีการแถลงข้อเสนอเกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการ TH AI Passport

โดยนายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุว่า ภายหลังร่วมกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นโครงการดังกล่าว ยังมีข้อสงสัยหลายประเด็น เนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นการชี้แจงจากผู้ดำเนินโครงการมากกว่าเปิดโอกาสให้ซักถามอย่างเต็มที่ อีกทั้งระยะเวลาจัดให้รับฟังความคิดเห็นยังไม่เพียงพอ ทำให้ยังมีคำถามสำคัญที่ไม่ได้รับคำตอบ

พรรคประชาชน พรรคประชาชน
การประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 6 ของพรรคประชาชน

นายธีระชาติ กล่าวว่า ประเด็นแรกคือรายละเอียดเกี่ยวกับระบบโทเคนของโครงการ ซึ่งเป็นคำถามที่เคยถูกตั้งข้อสังเกตมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ตลอดการรับฟังความคิดเห็นกลับยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดข้อกังวลว่ารายละเอียดในเอกสารขอบเขตงาน หรือ TOR ยังมีความคลุมเครืออยู่หลายส่วน

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับศักยภาพของระบบที่ระบุไว้ใน TOR โดยเดิมกำหนดให้รองรับการใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ในเวทีรับฟังความคิดเห็น ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ระบุว่าระบบจะสามารถรองรับได้ถึง 5 ล้านคนต่อวินาที ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดทางเทคนิคที่มีนัยสำคัญเช่นนี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแก้ไข TOR หรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นข้อสงสัย คือกรอบเวลาการดำเนินโครงการที่กำหนดให้เปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน ซึ่งมองว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการกว่า 1,621 ล้านบาท และเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการพัฒนาระบบขนาดใหญ่ให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว

นอกจากนั้นพรรคประชาชนยังได้รับเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสนอโครงการ TH AI Passport เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยพบว่ารายละเอียดในเอกสารดังกล่าวแตกต่างจาก TOR ที่นำออกมารับฟังความคิดเห็นในเวลาต่อมาอย่างมีนัยสำคัญโดยในเอกสารที่เสนอเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ กำหนดให้ประชาชนลงทะเบียนภายใน 90 วัน แต่เมื่อมีการเปิด TOR เพื่อทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กลับปรับลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 30 วัน ขณะที่กำหนดการเริ่มให้บริการก็ถูกลดจาก 120 วัน เหลือ 90 วัน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามเร่งรัดโครงการอย่างชัดเจน

ส่วนประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับการใช้จอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ก็ไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่เสนอเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ แต่กลับถูกเพิ่มเข้ามาใน TOR ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นภายหลัง ทำให้เกิดคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนใด และด้วยเหตุผลใด

นายธีระชาติ กล่าวว่า เมื่อนำรายละเอียดดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับไทม์ไลน์ทางการเมือง พบว่ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการยุบสภาในรัฐบาลชุดก่อน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการเร่งรัดกรอบเวลาและการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการ อาจมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผู้บริหารรัฐบาลรับทราบอยู่แล้วว่ากำลังเข้าสู่สถานะรัฐบาลรักษาการหรือไม่

ไอซ์ รักชนก พรรคประชาชน
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน

ด้านนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมพร้อมนำเสนอเอกสารและสไลด์ประกอบการตรวจสอบโครงการ TH AI Passport ว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยในครั้งนี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ตอกย้ำข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว เนื่องจากปัญหาของโครงการไม่ได้อยู่เพียงเรื่องความคุ้มค่าหรือการส่งเสริมเทคโนโลยี AI ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานและการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจไม่โปร่งใส

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเอกสารของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะเอกสารของบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในโครงการ ซึ่งมีการบรรจุโครงการ TH AI Passport ไว้ในแผนงานหรือ Pipeline ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวประชาชนทั่วไปยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่ารัฐมีแนวคิดจะดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบเอกสารใบเสนอราคาของบริษัทที่ได้รับงานต่อจากผู้รับจ้างหลัก รวมถึงเอกสารภายในของบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบ โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อมูลที่สอดคล้องกับโครงการ TH AI Passport แม้ในขณะนั้นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ และจากการตรวจสอบคุณสมบัติของไฟล์เอกสารดังกล่าว ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ TOR ของโครงการจะถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 และก่อนการเปิดประมูลอย่างเป็นทางการหลายเดือน

นางสาวรักชนก ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่มีการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับโครงการล่วงหน้าก่อนเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อาจสะท้อนว่าบางฝ่ายได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและผู้ชนะการประมูลล่วงหน้าแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อสงสัยที่พรรคประชาชนเคยตั้งคำถามมาตลอดว่า ระยะเวลาการดำเนินงานเพียง 30 วันหลังการประมูลแทบเป็นไปไม่ได้ หากผู้รับจ้างไม่ได้มีการเตรียมงานมาก่อน ทั้งยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบระบบ AI Testing ภายในช่วงเวลาที่กระบวนการประมูลยังไม่สิ้นสุด ซึ่งตนมองว่าเป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องอาจทราบผลการคัดเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ก่อนหน้านี้ผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเคยระบุว่า หากพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายส่อทุจริตก็พร้อมพิจารณายกเลิกโครงการ ดังนั้นหลักฐานที่พรรคประชาชนนำมาเปิดเผยในครั้งนี้จึงควรถูกนำไปตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะข้อกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการล็อกสเปกใน TOR เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อสงสัยว่ามีการเตรียมดำเนินโครงการล่วงหน้าก่อนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะเริ่มขึ้นด้วย” นางสาวรักชนกกล่าว

นางสาวรักชนก ยังเชื่อมโยงข้อสังเกตของโครงการ TH AI Passport ไปยังโครงการภาครัฐอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะโครงการ National Credit Bank รวมถึงโครงการ Skill Credit Portfolio ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ซึ่งมีวงเงินรวมกันเกือบ 10,000 ล้านบาท แม้บางหน่วยงานจะเริ่มทบทวน TOR แล้ว แต่ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดอย่างรอบคอบ หากพบข้อบกพร่องหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใส ก็ควรชะลอหรือยุติโครงการไว้ก่อน และนำกลับมาพิจารณาใหม่ในปีงบประมาณถัดไป เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ นางสาวรักชนก ย้ำว่า หลักฐานที่นำมาเปิดเผยถือเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน และพรรคประชาชนจะรวบรวมเอกสารทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบต่อไป

ไอซ์ รักชนก พรรคประชาชน
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน

ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคประชาชนต่อกรณีโครงการ TH-AI Passport ว่า หากรัฐบาลตัดสินใจยุติโครงการดังกล่าว จะทำให้มีงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทกลับคืนมา ซึ่งเป็นวงเงินจำนวนมากที่สามารถนำไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยประเทศไทยควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้เช่าใช้เทคโนโลยีของต่างชาติ มาเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและระบบนิเวศด้าน AI ของตนเอง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการและนักพัฒนา AI อยู่แล้วจำนวนมาก รวมทั้งมีเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยซึ่งควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง

นายภาวุธ มองว่า แม้ประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี AI จากต่างประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อผ่านตัวกลาง และเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการในรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล หรือ G2G เพื่อให้ประเทศไทยสามารถต่อรองผลประโยชน์และดึงความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาประเทศได้โดยตรง

พร้อมกันนี้ นายภาวุธ มองว่าโครงการ TH-AI Passport เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการด้าน AI ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และอาจมีโครงการอื่นที่ใช้งบประมาณจำนวนมากตามมาอีก จึงเสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมปรับบทบาทจากผู้ดำเนินโครงการโดยตรง มาเป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐาน กำกับดูแล และวางกรอบนโยบายด้าน AI ของประเทศ รวมถึงจัดทำราคากลางและมาตรฐานกลางสำหรับโครงการ AI ภาครัฐ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ