น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในทีโออาร์ ได้ ตนก็งงเหมือนประชาชนว่า ในเมื่อเปลี่ยนแปลงอะไรในทีโออาร์ ไม่ได้ ทำไมจึงต้องรับฟังความเห็น และการรับฟังความเห็นควรจะเกิดก่อนที่โครงการ
ตนเข้าใจว่ามีการจ่ายเงินงวดแรกแล้ว แต่เพิ่งมารับฟังความเห็น ตนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่า งานที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การเปิดรับฟังความเห็นจากคนในแวดวงไอที ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือประชาชน แต่งานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการฟอกขาวโครงการ คงจะมีการเชิญอินฟลูเอนเซอร์หรือชาวไอทีทั้งหลายเข้ามารับฟังความเห็น และตนเข้าใจว่าจะมีบริษัทระดับโลกที่เป็นเจ้าของโมเดล AI ด้วย
“เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เชิญมา ท่านก็คงได้วิจารณ์นิดๆ หน่อยๆ และเขาก็จะบอกว่าจะเอาสิ่งนี้ไปปรับปรุง แต่อย่างที่ท่านปลัดได้ยืนยันแล้วว่าสุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเขาจะเอาทุกๆ ความเห็นไปบอกว่าได้มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแนวทางที่ดีขึ้นแล้ว จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อ แล้วยิ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปร่วมงาน ก็เหมือนกับเป็นการสร้างความชอบธรรมกับการเดินหน้าโครงการนี้ว่า นี่ไงคุณเห็นหรือไม่ ว่าบริษัทระดับโลกยังมาร่วมงาน และพูดถึงอนาคตของ AI พูดถึงเรื่องความคุ้มค่าและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดิฉันอยากให้ทุกคนตั้งสติ สิ่งที่ดิฉันพูดมาตลอดคือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวง พยายามจะดึงไปพูดถึงความคุ้มค่า แต่สิ่งที่พวกเราตั้งข้อสังเกต เพราะเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า AI เป็นอนาคตของประเทศ แต่ประเด็นของโครงการนี้คือคุณล็อกสเปกโครงการทำไม ถ้ามีใครสักคนที่มีความกล้าหาญ ดิฉันก็อยากจะให้ถามท่านรัฐมนตรี หรือท่านปลัดในงานไปเลยว่า คุณล็อกสเปกโครงการทำไม” น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า โครงการเป็นโครงการ AI แต่ในรายละเอียดของทีโออาร์ ในส่วนประชาสัมพันธ์กลับล็อกสเปกอย่างละเอียดว่า ต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดทั่วประเทศ อยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า นับสองนิ้วก็ไม่เกิน ดังนั้นตนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งใจล็อกสเปกมาตั้งแต่เริ่ม
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ตนเพิ่งเปิดข้อมูลไป โดยการนำโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท มาเทียบกับโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้ช่วงที่รัฐมนตรีเป็นคนพรรคภูมิใจไทย ที่เกิดขึ้นในสมัยนางศุภมาส อิศรภักดี หากไปดูแล้วจะ งง เลยว่า ทีโออาร์ ในส่วนประชาสัมพันธ์แทบจะคัดลอกวาง เปลี่ยนแค่หน่วยเท่านั้น จากคำว่า “จอ” เป็นคำว่า “จุด” ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงลงรายละเอียดประชาสัมพันธ์ลึกขนาดนั้น ล็อกเอาไว้ถึง 3 ชั้น แล้วโครงการของกระทรวง อว. เป็นคนละรูปแบบ ท่านก็ล็อกสเปกเอาไว้ในทีโออาร์ แบบเดียวกัน เราเลยไม่ได้มานั่งพูดกันเรื่องความคุ้มค่า จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามทำโครงการภาครัฐออกมาแล้วใส่บางส่วนไว้ในทีโออาร์ เพื่อล็อกคนที่มีโอกาสจะได้โครงการ
เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าเราตั้งเป้าหมายสูงที่สุดไว้ก่อน เราอยากที่จะประหยัดเงินให้กับประเทศนี้ 1,600 ล้านบาท แต่ถ้านายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเดินหน้าลุยไฟ ตนก็คิดว่าถ้าประเทศนี้ต้องเสียเงินไป 1,600 ล้านบาทจริงๆ นายไชยชนกก็ต้องจ่ายในราคาที่มากที่สุดด้วยความน่าเชื่อถือของท่าน
เมื่อถามว่าบริษัทที่เข้าข่ายล็อกสเปกมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าดูในโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ จริงๆ มีโครงการในแพ็กเกจนี้ที่มีชื่อคล้ายกันแบบนี้ อยู่ในจักรวาลนี้อีก เดี๋ยวเราจะเปิดต่อ ซึ่งโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ ถ้าเราไปดูในรายละเอียดจะพบว่าต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านทางเข้าทางออก ตนจึงตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องประชาสัมพันธ์โครงการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่เป็นโครงการนักศึกษา
“นักศึกษาจะไปเที่ยว แล้วเห็นโฆษณาจะมาเข้าร่วมโครงการหรืออย่างไร หรือท่านต้องการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวต่างชาติ ให้สนใจจะได้มาเป็นนักศึกษาในประเทศไทยหรืออย่างไร ถ้าไปเปิดดูอาจจะใช้ AI หาก็ได้ จะพบว่าบริษัทที่เป็นเจ้าของจอโฆษณาทั้งหมดในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นบริษัทอะไร แล้วท่านอาจจะไปไล่ชื่อบริษัทร่วมค้า ท่านอาจจะเห็นชื่อที่มีส่วนทับซ้อนกันแน่นอน”
เมื่อถามว่า น.ส.รักชนก เคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแนะนำบริษัทแพลน บี มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ ส่วนที่นายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่าทีโออาร์ สามารถขอคู่สัญญาแก้ไขได้ สัญญามันยกเลิกได้ เพราะทีโออาร์ ก็เปิดช่องให้กระทรวงดิจิทัลฯ สามารถยกเลิกโครงการได้ หากกระทบกับประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่า 1 เดือนที่ผ่านมาที่พวกเราทำงานอย่างเข้มข้น ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของโครงการนี้คืออะไร ถือว่าเข้าเงื่อนไขที่จะขอยกเลิกสัญญาได้แล้ว
เมื่อถามว่าหากขยายสัญญาให้กว้างขึ้น บริษัทขนาดกลางที่สามารถมารับงานต่อจะมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า มีกี่บริษัทไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องเปิดให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ การที่ทำแบบนี้เป็นขบวนการขโมยอนาคตของคนทั้งวงการไอที แทนที่ทุกคนจะได้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมา เอาของที่ดีที่สุดมานำเสนอประชาชน แต่การที่คุณล็อกผู้ชนะไว้ให้กับคนในเครือข่ายของคุณ มันเป็นการขโมยความฝันและอนาคตของทุกคนในแวดวงไอที ทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตได้ เพราะคุณแปะป้ายเอาไว้ว่าใครคือผู้ชนะ
เมื่อถามว่าจะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่มีการเริ่มลงทะเบียน นั่นก็เป็นกำหนดการที่จะไปยื่น ป.ป.ช. ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า (18 มิ.ย. 69) กรรมาธิการของตนจะประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ โดยเชิญนายไชยชนก ปลัดกระทรวง คณะยกร่างทีโออาร์ ป.ป.ช. และ สตง. มาร่วมประชุมด้วย หากไม่มาจะใช้อำนาจเรียกหรือไม่นั้น คงจะพิจารณาว่าการประชุมนั้นมีประโยชน์หรือไม่
“ขอเชิญท่านรัฐมนตรีมาที่กรรมาธิการ เพื่อให้เกียรติสภาและประชาชนในการแสดงความจริงใจ” น.ส.รักชนก กล่าว