ที่อาคารรัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา แถลงตอบโต้กรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยคลิปวิดีโอพร้อมตั้งข้อสังเกตต่อการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า การกล่าวอ้างของนายพริษฐ์ ควรต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายประกอบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาไว้แล้วว่า การนำเอกสารหรือโพยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เข้าไปในวันเลือกตั้ง ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของประเด็นนี้
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้น ควรมีการตรวจสอบที่มาของคลิปว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากคลิปดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการพิจารณาของศาล หรือสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องตั้งคำถามว่าผู้ที่นำคลิปออกมาเผยแพร่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานใด และใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการดำเนินการ
นายพิสิษฐ์ ตั้งข้อสังเกตต่อเนื้อหาในคลิปว่า แม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามีการใช้โพยหรือมีการทุจริต แต่เมื่อพิจารณาเสียงสนทนาและภาพที่ปรากฏในคลิปแล้ว ยังไม่เห็นว่ามีข้อความหรือพฤติการณ์ใดที่ชี้ชัดว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรอธิบายให้ชัดเจนว่าต้องการสื่อสารประเด็นใดต่อสังคม
“สิ่งที่นายพริษฐ์ต้องการสื่ออะไร หรือว่าสื่อเพื่อให้เกิดเขาเรียกว่าระบอบส้ม เกิดแต่คอนเทนต์ ยอดไลก์ ยอดแชร์ แต่ไม่เน้นข้อเท็จจริงใด ๆ สื่อให้ต้องการให้สังคมเข้าใจอะไรผิด ๆ อันนี้คือสิ่งที่ผมไม่สามารถยอมรับได้ครับ” นายพิสิษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินการใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าวหรือไม่ นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ตนไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการทางกฎหมายใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมองว่าประเด็นสำคัญควรเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการชี้แจงว่าได้อนุญาตให้มีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายใดในการดำเนินการ ส่วนที่ตนออกมาชี้แจงนั้น เนื่องจากเห็นว่าประชาชนจำนวนมากอาจเข้าใจผิดว่า การมีโพยหรือเอกสารในวันเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดง อท 13/2568 ว่าไม่เป็นความผิด
นายพิสิษฐ์ ยืนยันว่า ในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศที่ผ่านมา ไม่พบความผิดปกติใด ๆ โดยเอกสาร สว.3 สามารถมีการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ได้ และผู้สมัครแต่ละคนอาจมีการทำเครื่องหมายหรือจดหมายเลขผู้สมัครที่ตนสนใจจะเลือก ซึ่งไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลในคลิปมีลักษณะคล้ายกับ ประธานวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และไม่ทราบว่าเอกสารที่มีการส่งต่อกันในคลิปคือเอกสารประเภทใด หากต้องการคำตอบที่ชัดเจนควรสอบถามโดยตรง เพราะตนไม่มีข้อมูลในส่วนดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ ประธานวุฒิสภา ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ นายพิสิษฐ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ ประธานวุฒิสภา จะตัดสินใจเอง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากมีการกระทำผิดจริง กกต. คงดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้ง และไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานเกือบ 2 ปี เนื่องจากหากพฤติการณ์ในวันนั้นเข้าข่ายความผิดจริง ย่อมเป็นเรื่องที่ กกต. ต้องดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว
สำหรับข้อเรียกร้องให้ ประธานวุฒิสภา ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า หากมีการกระทำผิดจริง กกต. ก็คงไม่รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่แรก ดังนั้นการจะเรียกร้องให้แสดงสปิริตหรือความรับผิดชอบทางการเมือง ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ พร้อมย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คน ผ่านการรับรองจาก กกต. อย่างถูกต้องตามกระบวนการ
เมื่อถามถึงข้อครหาว่า กกต. อาจให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่สมาชิกวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของ กกต. ได้ แต่ตั้งคำถามกลับว่าเหตุผลใดที่ กกต. จะต้องเข้ามาช่วยเหลือสมาชิกวุฒิสภา และมีเหตุจูงใจใดที่จะทำเช่นนั้น เพราะสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คน ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้งตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
ส่วนคำถามว่า กรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวุฒิสภาหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถห้ามความรู้สึกหรือความคิดเห็นของประชาชนได้ ว่าจะเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่น แต่ยืนยันว่าการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คน เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งได้รับการรับรองจาก กกต. อย่างครบถ้วน จึงเชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่วันรับรองผลจนถึงปัจจุบันเป็นไปด้วยความสุจริต
เมื่อถามว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลของ นายพริษฐ์ เข้าข่ายเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมองได้ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจาก นายพริษฐ์ ไม่ได้เป็นผู้สมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา และไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในกระบวนการเลือก สว. แต่ดำรงตำแหน่งเป็นแกนนำพรรคการเมือง จึงอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด เพียงแต่เห็นว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่สังคมสามารถนำไปพิจารณาประกอบได้เช่นกัน