นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในการตรวจสอบคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยเฉพาะการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการโกง สว. กับการทำงานของ กกต.
นายพริษฐ์ระบุว่า ที่ผ่านมาพยายามตรวจสอบการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ในฐานะกรรมาธิการองค์กรอิสระ แต่กลับไม่ได้รับข้อมูลจาก กกต. เพียงพอ
โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญ กกต. มาชี้แจงเกี่ยวกับคดี สว. และสอบถามถึงการทำงานของทั้งคณะไต่สวนชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36
ซึ่งในส่วนของคณะชุดที่ 26 มีผู้แทน กกต. สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ แต่เมื่อสอบถามถึงคณะชุดที่ 36 กลับไม่มีผู้แทนที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน
จากนั้น วันที่ 24 มิถุนายน คณะกรรมาธิการฯ จึงทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของคณะชุดที่ 36 ทั้งรายชื่อและที่มาของอนุกรรมการ การประชุม จำนวนครั้ง การขอเอกสารหลักฐาน และการเรียกบุคคลเข้าชี้แจง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูล โดย กกต. มีการขอขยายเวลาส่งข้อมูลออกไป
ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากระบวนการจัดการเลือกตั้ง สส. และ สว. ที่มี น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ เป็นประธาน ยังเคยเชิญประธานอนุกรรมการชุดที่ 36 มาชี้แจงด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้เดินทางมา โดยให้เหตุผลว่า เมื่อคณะชุดที่ 36 สิ้นสุดภารกิจแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องมาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการ
นายพริษฐ์ยังอธิบายว่า ก่อนที่ กกต. ทั้ง 7 คนจะมีมติในวันที่ 14 กันยายน การพิจารณาคดีมีทั้งหมด 3 ขั้นตอน คือ คณะไต่สวนชุดที่ 26 จากนั้นเป็นการพิจารณาของรองเลขาธิการ กกต. และจึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36
สำหรับคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วยรัฐมนตรี สส. 21 คน สว. 138 คน ผู้สมัคร สว. 51 คน และเครือข่ายพรรคการเมือง 19 คน
ส่วนนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีข้อมูลว่า เห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน ขณะที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มีความเห็นว่าไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่รายเดียว
นายพริษฐ์ย้ำว่า ทั้งคณะชุดที่ 26 และ 36 มีบทบาทแตกต่างกัน โดยชุดที่ 26 มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ขณะที่ชุดที่ 36 มีหน้าที่พิจารณาสำนวนและวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้งทางกฎหมาย
แต่สิ่งที่ภาคประชาชนตั้งคำถามต่อการทำงานของชุดที่ 36 มีอยู่ 4 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ ที่มาและเหตุผลในการจัดตั้งคณะชุดที่ 36 โดยมองว่า กกต. ยังชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะพิเศษชุดนี้ได้ไม่ชัดเจนเพียงพอ โดยเฉพาะคำอธิบายว่า คณะไต่สวน 35 ชุดเดิมมีภาระงานมาก และคดีนี้มีความซับซ้อน จึงต้องตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมา
พร้อมตั้งคำถามว่า หากเป็นเพราะภาระงานหรือจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ควรมีข้อมูลว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีความเชี่ยวชาญหรือมีบทบาทอยู่ในคณะอื่นอย่างไร แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับจาก กกต.
ประเด็นที่สอง คือ กระบวนการทำงาน โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้คณะชุดที่ 26 และ 36 จะใช้เวลาทำงานใกล้เคียงกันประมาณ 120 วัน แต่คณะชุดที่ 26 มีการประชุมจำนวนมาก และมีเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องประมาณ 80,000-90,000 หน้า
ขณะที่รายละเอียดการทำงานและผลลัพธ์ของคณะชุดที่ 36 ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน จึงยังมีคำถามว่า คณะชุดที่ 36 ได้พิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับคณะชุดที่ 26
ประเด็นที่สาม คือ แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งนายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเด็นอาจดูเหมือนสอดรับกับแนวทางทางการเมือง โดยยกตัวอย่างการพิจารณาหลักฐานของคณะชุดที่ 36 ที่เขามองว่าอาจมีลักษณะคล้ายการทำหน้าที่เป็นศาล เพราะพยายามพิจารณาว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอจนสิ้นข้อสงสัยหรือไม่ ทั้งที่ในมุมของตนเองเห็นว่า กกต. มีหน้าที่เพียงพิจารณาว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต เพื่อส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยต่อไป
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าการตีความกฎหมายบางประเด็นอาจเป็นการตีกรอบไม่ให้สาวไปถึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมถึงมองว่ามีความพยายามแยกหลักฐานแต่ละเหตุการณ์ออกจากกัน ทั้งที่หลายเหตุการณ์มีรูปแบบและพฤติการณ์คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจสะท้อนถึงการทำงานของขบวนการเดียวกัน
ประเด็นที่สี่ คือ ผลลัพธ์ของการพิจารณา โดยนายพริษฐ์ตั้งคำถามต่อกรณีที่คณะชุดที่ 36 มีความเห็นว่าไม่มีผู้ถูกกล่าวหารายใดมีมูลความผิด ทั้งที่มีหลักฐานหลายกรณีที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมยกตัวอย่างกรณีผู้ช่วย สส. รายหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลว่าโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ประมาณ 10 คน จากอำเภอเดียวกัน ก่อนการเลือก สว. ระดับจังหวัดเพียง 1 วัน พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดหลักฐานดังกล่าวจึงไม่เพียงพอให้เกิดเหตุอันควรสงสัย
อีกกรณีคือเหตุการณ์ในจังหวัดนครพนม ซึ่งมีทั้งคลิปเสียงเกี่ยวกับการจัดตั้งและเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง หลักฐานการซื้อตั๋วเครื่องบินและจ่ายค่าที่พัก รวมถึงหลักฐานเส้นทางการเงิน และข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำโพยที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์
อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ยังยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องคดีจากหลักฐานเพียงข้อความในแชตไลน์ไม่กี่ข้อความ และศาลมีคำพิพากษาว่าผิด จึงตั้งคำถามว่า เมื่อ กกต. เคยใช้หลักฐานในระดับดังกล่าวเป็นเหตุในการสั่งฟ้องได้ เหตุใดหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีโกง สว. จึงถูกวินิจฉัยว่าไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่ามีการทุจริต
นายพริษฐ์สรุปว่า 4 ข้อที่ภาคประชาชนตั้งคำถามต่อการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ได้แก่ ที่มา กระบวนการทำงาน แนวทางการวินิจฉัย และผลลัพธ์ โดยเห็นว่ายังมีหลายประเด็นที่ กกต. ควรชี้แจงต่อสังคมให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส ก่อนส่งต่อให้สมาชิกพรรคประชาชนรายอื่นนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของคณะชุดที่ 36 ในประเด็นอื่นต่อไป