นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในประเด็นความคืบหน้าคดีฮั้วเลือก สว. ที่ กกต. มีมติสั่งการให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 สอบสวนเพิ่มเติมในอีก 3 สำนวนที่ยังค้างอยู่ โดยระบุว่า ตนเองยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาตรวจสอบและสื่อสารในเรื่องนี้ว่า ต้องการให้ กกต. ดำเนินการกับทุกกรณีด้วยมาตรฐานเดียวกัน หากมีหลักฐานที่ทำให้มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลใดกระทำการขัดต่อกฎหมาย
ไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกมองว่าเป็นสีอะไรหรือมีความคิดทางการเมืองอย่างไร กกต. ก็ต้องดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรอบระยะเวลาการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ดำเนินการกับทุกกรณีในกรอบเวลาเดียวกัน แต่กลับดำเนินการเรื่องนี้ภายหลังจากที่มีมติไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน ซึ่งแม้เรื่องจะล่วงเลยมาแล้ว แต่ก็ยังมองว่าควรรักษามาตรฐานเดียวกันไว้
นายพริษฐ์ระบุต่อว่า ความจริงก็คือความจริง กกต. ต้องดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกกรณี พร้อมยกตัวอย่างมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยหลายคน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นควรไม่สั่งฟ้อง
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณารายละเอียดในกลุ่ม 5 คนที่เห็นควรไม่สั่งฟ้อง จะพบว่า 4 คนในนั้นเป็น กกต. ที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีสถานะผลประโยชน์ทับซ้อน หากตัด กกต. ทั้ง 4 คนออกไป จะพบว่าเสียงข้างมากของ กกต. ที่เหลืออีก 3 คน กลับมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง
นายพริษฐ์ย้ำว่า ไม่เกินเลยไปที่จะบอกว่า เวลานี้เหตุผลเดียวที่นายอนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยหลายคนยังไม่ถูกสั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา ยังไม่ต้องขึ้นศาลเรื่องนี้ เพราะ กกต. 4 คนได้ใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีส่วนทำให้พวกเขาได้มาเป็น กกต. ในทุกวันนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางการต่อสู้ทางกฎหมายของพรรค หากมีการส่งฟ้องในประเด็นที่ถูกเชื่อมโยงเรื่อง สว. สีส้ม นายพริษฐ์ระบุว่า พรรคหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับรายละเอียดของข้อกล่าวหา ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียด จึงต้องไปพิจารณาดูว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับตัวพรรคหรือเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ยังคงยืนยันหลักการเดิมว่า หากมีหลักฐานที่เป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีใครกระทำความผิด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ถูกมองว่ามีความคิดทางการเมืองอย่างไร ก็เรียกร้องว่า กกต. ต้องเดินหน้าด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ส่วนที่มีการนำเหตุการณ์ที่ห้องจูปิเตอร์และการโพสต์เฟซบุ๊กของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาเชื่อมโยงว่านายธนาธรเป็นบุคคลสำคัญของพรรค จนอาจส่งผลกระทบถึงพรรคประชาชน นายพริษฐ์ชี้แจงว่า เรื่องรายละเอียดของห้องจูปิเตอร์ ตนเองได้ยินมาจากนายศุภชัย ใจสมุทร และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่สามารถที่จะอธิบายรายละเอียดได้ เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าบุคคลใดก็ตามที่อยู่ในเหตุการณ์หรือถูกตั้งคำถามว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ย่อมมีหน้าที่ในการออกมาชี้แจงต่อสังคมให้สิ้นข้อสงสัย