น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน รับยื่นหนังสือจากนายวรพงศ์ ยูระหมาน ผู้ก่อตั้งเพจข่าวโหดจัง จังหวัดภูเก็ต อ้างถึงกรณีถูกผู้มีอิทธิพลรายหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
นายวรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนเองต้องลำบากมาถึงกรุงเทพฯ และมายื่นเรื่องต่อกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ที่คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด
วันนี้ตนเองเดือดร้อนจากการนำเสนอปัญหาหาดบางเทา ที่ผู้มีอิทธิพล ญาติของข้าราชการระดับใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต มาฟ้องปิดปาก จึงอยากให้สื่อมวลชนได้เห็นว่าสื่อท้องถิ่นที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ เผชิญกับผู้มีอิทธิพลเจ้าของที่บุกรุกที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต ให้ประชาชนคนประเทศไทยได้เห็น ที่ตนได้เขียนในเพจข่าวว่า “โดนหมด ปลัดจังหวัดภูเก็ต ป้องกันจังหวัดภูเก็ต นายอำเภอทั้งสามอำเภอ ช่วยราชการกรณีล้างบางอิทธิพลหาดบางเทา เส้นใหญ่เร่งยกชุด นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เกิดได้ไง” ข้อความนี้ตนโดนฟ้องเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ฟ้องที่จังหวัดภูเก็ต แต่ไปฟ้องถึงศาลอาญาที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าการกระทำแบบนี้ ที่มีการนำเสนอข้อความ มันรุนแรงไปหรือไม่กับการฟ้องร้อง แต่ทุกคนมีสิทธิ์ฟ้องร้อง
ทั้งนี้ ยังโดนฟ้องจากข้อความที่วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าว่า “กรณีที่นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และรัฐมนตรีต่าง ๆ ลงไปที่จังหวัดภูเก็ต ปราบล้างมาเฟีย ปราบล้างผู้บุกรุก ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการจังหวัดภูเก็ต ถ้าดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลแบบนี้ ไม่เกิน 2 อาทิตย์โดนเด้งแน่” ที่ได้เขียนไว้ก่อนที่จะมีคำสั่งเด้งประมาณ 2 อาทิตย์ แล้วก็เป็นจริง จึงเอาข้อความนี้มาฟ้องอีก สิ่งที่คนในจังหวัดภูเก็ต ถ้าทุกคนได้ลงมาในพื้นที่จริง ทุกคนรู้หมดว่าใครบุกรุก ใครอยู่เบื้องหลัง ไม่สามารถนำเสนอความจริงได้เลย แต่วันนี้ตนยังมีคดีความติดตัวอยู่ และต้องขึ้นมาดำเนินการที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะรับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินการสู้คดีต่อไป และอยากจะนำเรื่องนี้ให้สื่อมวลชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยกันติดตามความเป็นจริงว่าสื่อในจังหวัดภูเก็ตทุกวันนี้ถูกเบียดเบียน ถูกกดขี่ ถ้านำเสนออะไรที่ไม่ได้เป็นผลบวกหรือผลประโยชน์ ก็จะโดนแบบนี้
น.ส.ภคมน กล่าวว่า ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข่าวการย้ายรองผู้ว่าฯ ซีฟูด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯ คนดังกล่าว มีคนสนิทเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ และบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อมวลชนท้องถิ่นวันนี้ ก็เป็นคนใกล้ชิดของคนนั้น
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น คนที่ยังมีอำนาจและมีมือทำงานอยู่ในพื้นที่ ก็ยังดำเนินการอยู่ ยังคงเรียกรับผลประโยชน์ ฟ้องสื่อมวลชน และทำทุกอย่างเหมือนเดิม ดังนั้น รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้ากระทรวง ต้องจริงใจกับประชาชน และต้องยอมรับให้ได้ หากประชาชนตั้งคำถามว่า การย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ภูเก็ต เป็นแค่ละครฉากหนึ่ง ที่จะนำไปสู่การวางอำนาจใหม่ในจังหวัดเท่านั้น โดยการย้ายรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อกล่าวหาที่รุนแรง ทำไมจึงไม่มีการสอบทางวินัยและทางอาญาให้สาธารณชนรับรู้
“ร้อยวันพันปี การประชุมมหาดไทยประชาชนไม่เคยรับรู้ แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา ประชาชนได้เห็นการประชุม เพราะคุณมีธงที่ชัดเจนว่าต้องการจะแสดงอะไรกับสาธารณะ และได้แสดงบทนั้นออกมา สุดท้ายแล้วความขัดแย้งส่วนตัว ประชาชนไม่ได้สนใจ แต่สิ่งที่สนใจคือผลประโยชน์ อิทธิพล และส่วย จะถูกจัดการอย่างไร” น.ส.ภคมน กล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า “วันนี้ทุกคนทราบว่า การย้ายแค่หัว แต่หางยังอยู่ คิดเหรอว่าเขาจะไม่เสิร์ฟเครื่องบรรณาการเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นหากจะจริงจังเล่นใหญ่แล้ว ก็เอาให้จริง ขุดถอดรากถอนโคน ที่กินผลประโยชน์ในจังหวัดว่าอยู่ตรงไหนบ้าง อย่าแค่มาเล่นใหญ่ฮึ่ม ๆ และการย้ายครั้งนี้เป็นเรื่องที่ตลกมาก ซึ่งกรณีของรองฯ ซีฟูด มีความผิดและข้อกล่าวหาชัดเจน แต่ย้ายจากจังหวัดภูเก็ตไปนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่กว่า แถมเป็นจังหวัดบ้านเกิดด้วย จึงคิดว่านี่คือฐานความผิดของการย้ายข้าราชการ ที่มีความผิด แต่คนถูกย้ายน่าจะดีใจที่สุดในโลกแล้ว ย้ายกันยังไงให้คนถูกย้ายดีใจ”
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ฉากละครสำคัญวันนี้เล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด แต่ฉากละครที่ประชาชนต้องติดตามต่อไป คือการวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งที่ตนกล้าพูดแบบนี้ เปิดแผนที่ประเทศไทยดูได้เลยว่า ภาคใต้ฝั่งอันดามัน ยกเว้นจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถยึดครองได้ ดังนั้น การย้ายผู้ว่าฯ วันนี้ คือการวางอำนาจใหม่ของระบอบสีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และคาดหวังว่าจะยึดอันดามันให้ได้ทั้งหมด
ดังนั้น วันนี้อย่ามองแค่ความขัดแย้งของบุคคล หรือการกระทำที่เกิดขึ้นของบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ใหญ่กว่านั้นมาก และกำลังทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ทำให้ระบอบสีน้ำเงินขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งวันนี้คนที่ต้องรับผิดชอบ คือผู้มีอำนาจทุกคน อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย และอย่าให้หมดศรัทธากับการเมืองไทย อย่างน้อยต้องแสดงความจริงใจ และสืบเรื่องนี้อย่างจริงจัง
น.ส.ภคมน เชื่อว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป จะมีคนออกมาบอกว่าเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบ ขอพูดตรง ๆ ว่าตนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมา เรื่องของอธิบดีกรมการปกครอง นายกฯ บอกว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบ แต่รองอธิบดีกรมการปกครอง ได้บอกใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นอย่าพ่น อย่าพูดไปเรื่อย ๆ ทำให้จริง ประชาชนจับตาอยู่
เมื่อถามว่า เปลี่ยนผู้ว่าฯ คนใหม่แล้ว ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนลงพื้นที่ จะสามารถปราบมาเฟียผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ได้หรือไม่ นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องอิทธิพล เรื่องส่วย มีมานานแล้ว เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่สิบคนก็ยังมีส่วย ลมใต้ปีกของผู้มีอิทธิพลก็คือข้าราชการระดับสูงที่เกาะกินจังหวัดภูเก็ตอยู่ วันนี้คนภูเก็ตจำทนมาหลาย 10 ปี ก็อยากที่จะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กำหนดอนาคตของคนภูเก็ตเอง จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีด้วยว่า คนภูเก็ตอยากเลือกตั้ง
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเองลงพื้นที่ภูเก็ตเยอะมาก ก็น่าจะรู้ปัญหาดีอยู่แล้วว่าปัญหาเหล่านี้อยู่ตรงไหน อยู่ที่ความจริงใจของนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าสั่งการวันนี้เสร็จตั้งแต่เมื่อวาน แต่วันนี้ยังไม่เห็น ก็ขอให้สั่งวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จก็ได้ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูมาให้ความหวังคนภูเก็ต ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ตราบใดที่ตนยังเป็น สส.ของคนภูเก็ตอยู่ ก็พยายามที่จะไปขุดหลุมต่าง ๆ รัฐบาลต้องไปกลบหลุมให้ทัน หากมีความจริงใจจริง ก็ช่วยแก้ปัญหาในหลุมนั้นด้วย
เมื่อถามว่า ในการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นการถือโอกาสเพื่อวางโครงข่ายระบอบสีน้ำเงินใหม่หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า หากไปดูผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายเข้าไปใหม่ ตอนนี้ตนไม่ได้สบประมาทหรือดูแคลน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายใกล้ชิดของท่านคือสายไหน
"สิ่งที่เราเห็นกันหน้าฉากวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการวัดพลังกันเพื่อชิงกันนำเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน เรื่องแก้ปัญหาเป็นเรื่องรอง แต่วันนี้สิ่งที่ทำได้คือ ของใครเข้าไปมีอำนาจมากกว่า คนนั้นมีโอกาสเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ และการแก้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องรองมา นี่คือจุดประสงค์หลัก ๆ ที่ดิฉันอยากชวนประชาชนมองข้ามช็อตให้ทันเกมของการวางระบอบสีน้ำเงินในวันนี้" น.ส.ภคมน กล่าว
เมื่อถามว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่บอกว่าเป็นการวัดพลัง จะนำไปสู่รอยร้าวในพรรคหรือไม่ เพราะล่าสุดนายกฯ เอา EEC กลับมาดูเอง น.ส.ภคมน กล่าวว่า คนอื่นต้องให้ความเป็นธรรมก่อน เพราะตนไม่แน่ใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมงานล้นมือหรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจเห็นแล้วว่า การบริหารจัดการเรื่องปัญหา EEC และการนำเรื่อง พ.ร.บ. SEC เข้ามา อาจถูกตั้งคำถามและมีการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้เพิ่มขึ้น อาจจะแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตนคิดว่าประชาชนและคนไทยทั้งประเทศไม่ควรรับรู้ และไม่ควรเป็นภาระให้พวกท่านไปจัดการว่าใครควรใหญ่กว่าใคร พอแข่งกันใหญ่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นกับประชาชน ปัญหาไม่ได้ถูกจัดการ กลายเป็นว่าวันนี้ต้องตัดสินกันก่อนว่าใครใหญ่ที่สุด
"ดิฉันคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีท่านจะสามารถนำคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ดิฉันคาดหวังจะเห็นพรรคภูมิใจไทยเป็นเอกภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่ให้กำลังใจ ไม่ได้รักอะไรท่านขนาดนั้น เพียงแต่คาดหวังให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับผลประโยชน์บ้างจากการขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยในวันนี้" น.ส.ภคมน กล่าว