ในการประชุมร่วมกันของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน และคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่มีนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน มีวาระสำคัญคือการพิจารณาศึกษาเรื่องร้องเรียนกรณีการดำเนินการตามกฎหมายในการจัดทำโครงการ TH-AI Passport ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ซึ่งมีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ผู้อำนวยการกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และนายทองดี ภูคารัตน์ ผู้ร้องเรียน
โดยทันทีที่เริ่มต้นเปิดการประชุม นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ได้สอบถามประธานในที่ประชุมว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องว่าจะมีการประชุมร่วมของ 2 กรรมาธิการ จึงอยากให้ชี้แจงว่า ที่เชิญ กมธ.การกฎหมาย มาร่วมประชุมด้วยเหตุผลอะไร ถ้าจะเชิญควรเชิญ กมธ.ศาลฯ หรือไม่ เพราะดูแลเรื่องกองทุน หรือจะเชิญ กมธ.กองทุนดิจิทัล ตนเองเกิดความไม่สบายใจ จะเชิญใครมาก็น่าจะปรึกษาหารือกันใน กมธ. ขออนุมัติ ขอความเห็น
ทำให้นางสาวรักชนก ชี้แจงว่า ในการประชุม กมธ. สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีหนังสือนัดประชุม และแจ้งว่าจะมีการประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย ดังนั้น ขอให้กลับไปอ่านในหนังสือที่ส่งลงไปในกลุ่มไลน์ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านกลุ่มไลน์ ก็ทราบการแจ้งล่วงหน้าแล้ว และทุกครั้งที่มีการประชุม ได้ให้ฝ่ายเลขาแจ้งส่วนตัวกับ กมธ.ทุกคนอยู่แล้ว
นายวิทวัส ถามต่อว่า เหตุผลที่เชิญ กมธ.การกฎหมาย มา เพราะเหตุผลใด นางสาวรักชนก ชี้แจงว่า มีประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กมธ.การกฎหมายฯ เรื่อง TH-AI Passport
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ขอหารือกับประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ถึงเวลาการประชุมและมีการนัดวันอื่นเพิ่ม ตนเป็นกรรมาธิการหลายคณะ ซึ่งเป็นปัญหาในการทำงานของตน หลังจากประชุมเสร็จ จึงขอให้ทบทวนการนัดประชุม เพราะไม่อย่างนั้นตนแยกร่างไม่ทัน เนื่องจากประธานกรรมาธิการขยัน ก็เลยนัด แต่มีผลกระทบกับการทำงานของกรรมาธิการอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ตนคนเดียว
เรื่องที่ 2 คือตนเป็นกรรมาธิการมาหลายสมัย ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ว่าประชุมสองคณะร่วมกัน แต่เข้าใจว่ากรณีนี้อาจทำได้ หากกรรมาธิการได้หารือร่วมกันและตกลงกันว่าจะประชุมร่วมกัน แต่ตนทราบว่าไม่ได้มีการหารือ รู้เพียงว่ามีการไปหารือหลังบ้านกัน แต่ทั้งสองกรรมาธิการยังไม่มีมติออกมาชัดว่าจะรับเรื่องอะไร เรื่องที่ยื่นมา ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่ามันเป็นหน้าที่อำนาจของกรรมาธิการการกฎหมายตรงไหน เห็นว่าควรจะยื่นไปยังกรรมาธิการที่เป็นเรื่องโดยตรง ตนคิดว่ากรรมาธิการการกฎหมายฯ ไม่ควรที่จะเอื้อมมือเข้าไปรับในเรื่องที่ไม่ควรจะต้องทำ อย่าไปบอกว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องกฎหมาย แล้วบอกว่าจะต้องดำเนินการได้ ตนไม่เห็นด้วย
"อำนาจหน้าที่ของเรา ถ้าพิจารณากฎหมายก็เป็นเรื่องของการศึกษาและเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมาย ติดตามผลกระทบ และการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ได้มีหน้าที่จนถึงการตรวจสอบ TOR นั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง จึงขอถามว่าเรื่องนี้เรามีอำนาจหรือไม่ และถ้าไม่มีอำนาจเราจะทำต่อไปหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะผิดข้อบังคับ และหากทำผิดข้อบังคับ มันจะผิดจริยธรรมหรือไม่ ตนไม่ได้ต้องการที่จะปิดข้อเท็จจริงหรือปิดปาก แต่ควรที่จะให้กรรมาธิการที่รับผิดชอบโดยตรง ตนเคยบอกว่าลักษณะการทำงานของกรรมาธิการคือสลายความเป็นพรรคการเมือง ตนก็ยืนในหลักนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องไหนมีวาระซ่อนเร้นอยู่ ผมก็คิดตรงนี้" นายศุภชัยกล่าว
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ก็เห็นด้วยกับนายศุภชัยว่า การประชุมร่วมครั้งนี้ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมหรือไม่ และการพิจารณา TH-AI Passport น่าจะเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีการยื่นเรื่องเช่นเดียวกันเข้าไปสู่กรรมาธิการชุดนี้แล้ว แล้วจะประชุมในสัปดาห์หน้าทำไมไม่ผนวกรวมกันทีเดียว
"เราพยายามซักฟอกโครงการนี้ ทั้งซักแห้ง ซักเปียก ซักในร้านชอป เหล่านี้มันสะอาด ไม่รู้จะให้มันสะอาดขนาดไหน จึงขอความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับหรือระเบียบหรือไม่" นายณัฐวุฒิ กล่าว
ทำให้นายรังสิมันต์ ชี้แจงว่า มีการตกลงกันว่าจะประชุมกันในวันพฤหัสบดี ซึ่งเราตกลงกันดีว่าจะมีการประชุมตอนบ่าย โดยที่ผ่านมาก็มีการประชุมช่วงบ่ายจริง ที่ผ่านมาตนเองเคารพข้อตกลง โดยเรามีเรื่องร้องเรียนเยอะมาก ดังนั้น หากเราไม่ขยันทำงานตอนนี้ คิดว่าเราทำงานไม่ผ่านกับความคาดหวังของประชาชน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตนเองต้องบรรจุวาระเพิ่มเติม กรอบอำนาจหน้าที่ของ กมธ. ตนไม่ปฏิเสธว่าตามข้อบังคับข้อที่ 90 (1) เขียนกรอบอำนาจหน้าที่ไว้กว้าง ๆ ซึ่งทุกคนที่เคยเป็น สส.มาน่าจะทราบดีว่า กมธ.การกฎหมายฯ มีกรอบอำนาจหน้าที่ค่อนข้างกว้าง ตนเองไม่จำเป็นต้องมาอ่านข้อบังคับให้ฟัง แต่หากดูในหนังสือเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 69 ที่มีการร้องเรียนต่อ กมธ.การกฎหมายฯ คือการให้ตรวจสอบกระบวนการทางกฎหมายและการยุติธรรมโครงการดังกล่าว โดยในกรอบการรับเรื่องร้องเรียน ตนเองใช้อำนาจประธาน กมธ.ในการพิจารณาแล้วว่าเรื่องนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่เราสามารถทำได้ ดังนั้น ประกอบกับบรรทัดฐานที่ผ่านมาในหลายกรณี ตนเองไม่ใช่เคยอยู่กับกฎหมายเป็นครั้งแรก เคยผ่านมาแล้วหลายรอบ และผ่านมาหลายประธาน กมธ. ทราบดีว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องเหล่านี้ได้
ส่วนทำไมถึงต้องพิจารณาร่วมนั้น นายรังสิมันต์ ระบุว่า เพราะเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานชี้แจง ซึ่ง กมธ.การกฎหมาย และ กมธ.ติดตามงบ ได้มีการกำหนดวันพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกัน ดูหนังสือที่ออกวันที่ 5 มิ.ย. ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อบังคับเมื่อเป็นช่วงเวลาเดียวกัน จึงต้องพิจารณาควบคู่กันไป เพราะ กมธ.อว. ไม่ได้อยู่ในนี้ เพราะไปพิจารณาวันอื่น ดังนั้น ในข้อบังคับต้องมีการพูดคุยกัน ตนเองมีการหารือกับนางสาวรักชนกหลังบ้าน แต่กระบวนการในการดำเนินการไม่ได้ดำเนินการเฉพาะการถามเท่านั้น ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีการหารือกัน มี ผอ. คอยพิจารณา เพื่อให้เรื่องสอดรับกับกระบวนการเหล่านั้น เป็นกระบวนการที่มีการดำเนินการ ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เพราะชอบแน่นอน แต่ตนเองพร้อมรับในเรื่องต่าง ๆ และยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับ และกระบวนการนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชี้แจง จะได้ไม่ต้องเข้ามาหลายครั้ง
ขณะที่นายปิยรัตน์ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงว่า ตนเองได้อ่านรายละเอียดผู้ร้องติดตามโครงการนี้ รู้สึกว่าหากถามแบบตรง ๆ โดยรัฐธรรมนูญก็ให้อำนาจ กมธ.พอสมควร แม้แต่ข้อบังคับ เมื่อไปดูในรายละเอียด หากจะพิจารณาก็มีประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะโครงการนี้มีการเก็บอัตลักษณ์ข้อมูลประชาชน ดังนั้น เมื่อมีการเก็บข้อมูล ความมั่นใจของประชาชนว่าข้อมูลจะหลุดรั่วหรือไม่ จะมีการปล่อยข้อมูลไปสู่สาธารณะหรือไม่ ไม่ปลอดภัยอย่างไร ก็มีสิทธิในการดำเนินการ จึงคิดว่าเรื่องนี้เข้าองค์ประกอบและบทบาทหน้าที่ของ กมธ.
ทำให้นายศุภชัย กล่าวอีกว่า แม้จะเขียนมาว่าสามารถให้ กมธ.ดำเนินการต่อไปได้นั้น แต่ตนเองคิดว่าเรื่องที่เสนอมา ไม่ใช่หน้าที่อำนาจของ กมธ.การกฎหมายฯ และตนไม่เห็นว่าเรื่องนี้เราควรจะรับเข้ามา ขณะที่ประเด็นของการรับเรื่องเข้ามานั้น ประธานมีอำนาจหารือกัน ตนเองว่ามันมีขั้นตอนตามวิธีปฏิบัติของสภา ว่าหากมีประเด็นข้อสงสัย ต้องไม่มีการชี้ขาด ตนเองว่าก่อนการพิจารณาเรื่องนี้ ควรจะต้องเสนอให้ประธานสภาชี้ขาดว่าอยู่ในอำนาจของใคร เราอย่าเพิ่งสรุป เรื่องนี้ผิดหลัก และไม่อยากให้เป็นผลไม้พิษที่ติดอยู่กับ กมธ.การกฎหมายฯ เป็นผลไม้พิษไปถึงต้น ไปถึงดอก ดังนั้น หากพิจารณาตรงนี้ ให้คณะกรรมาธิการติดตามงบ หากประธานมีมติให้พิจารณา ก็พิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่ตอนนี้ไม่เห็นด้วย
“ผมไม่ได้ห้าม ไม่ได้คัดค้านในการที่จะเอาความจริงเข้ามาสู่การพิจารณา แต่ตนเองถือเรื่องหลักการ การดูระเบียบ ข้อบังคับ ไม่ได้เป็นการขัดขวางการพิจารณาเรื่องนี้” นายศุภชัย กล่าว
ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวย้ำว่า อยากให้ประธานสภาตรวจสอบ และแจ้งให้ กมธ.ที่เกี่ยวข้องทราบ ไม่อยากให้ดำเนินการผิดข้อบังคับ
นางสาวรักชนก กล่าวว่า จากการอ้างว่าเป็นอำนาจประธานสภาพิจารณาเรื่องนี้ ตนเองเข้าใจว่าเรื่องการคัดแยกเรื่องว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ ตนต้องขอขอบคุณนายวิทวัส ไตรสรณกุล นายศุภชัย ใจสมุทร นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย ที่ขยันขันแข็งในการตรวจละเอียดถึงข้อบังคับการประชุมว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปได้ ดังนั้น ขอให้ฝ่ายเลขานำเอกสารขึ้นชี้แจงว่าเราสามารถประชุมร่วมกันได้
ทำให้นายณัฐวุฒิ ทักท้วงว่า รู้สึกเหมือนว่าประธานจะเสียดสี นางสาวรักชนก จึงถามว่า "คำไหนคะ" แต่นายณัฐวุฒิไม่ได้ตอบ และกล่าวว่า "ยังมี กมธ.อว. ทำไมไม่ไปปรึกษา ทำไมถึงปรึกษาแต่ กมธ.เฉพาะพรรคประชาชนมา ท่านเอ่ยชื่อพรรคแบบนี้ ท่านตั้งใจจะทำอะไร ท่านทำอะไรกันอยู่พรรคประชาชน คุยกันสองคน" จากนั้น นางสาวรักชนก จึงกล่าวแย้งว่า “ท่านคุมสติก่อนนะคะ”
ทำให้นายศุภชัย ยังคงทักท้วงประธานในที่ประชุมอย่างต่อเนื่อง จนนายรังสิมันต์ ต้องกดปิดไมค์ถึง 2 ครั้ง เนื่องจากนายศุภชัยไม่ยอมหยุด และกล่าวว่า ตนพยายามรักษาบรรยากาศการประชุม และอยากให้ทุกคนดูเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าการประชุมร่วมสามารถทำได้ เพราะทำตามข้อบังคับ ตามกระบวนการ ตนคิดว่าไม่มีใครไปฝ่าฝืนข้อบังคับแน่ ๆ และการประชุมร่วมไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในสภาชุดที่แล้วก็เคยมีการประชุมร่วม อยากให้สบายใจว่าเราไม่ได้กระทำอะไรที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ตนรับฟังเรื่องการท้วงติงต่าง ๆ แต่วันนี้เรามีวาระการประชุมชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเรื่องของวาระการถกเถียงว่า เราประชุมร่วมกรรมาธิการกันได้หรือไม่
นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ กมธ.การกฎหมาย และขอทักท้วงการประชุมของ กมธ.การกฎหมาย และหากคิดว่าจะประชุมต่อ โดยมีอำนาจก็ว่าไป แต่ตนเองไม่มีอำนาจเท่าประธาน แต่อยากให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน และใครที่เห็นด้วยกับตนเอง คิดว่าการประชุมวันนี้ กมธ.การกฎหมายไม่มีหน้าที่อำนาจในการพิจารณา ก็ให้บันทึกไว้ด้วยก็ได้ และขอให้ที่ประชุมบันทึกในส่วนของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังคงมีการทักท้วงจากนายณัฐวุฒิ และนายวิทวัส ว่าไม่สามารถประชุมร่วมกันได้ และย้ำให้ส่งเรื่องไปให้ประธานสภาพิจารณาให้มีมติชี้ขาดก่อนจะประชุม
จากนั้น นางสาวรักชนก ได้ชี้แจงถึงหนังสือความเชื่อมโยงว่า สามารถนัดประชุมในวันเดียวกันได้ ขณะที่นายสนธิญา สวัสดี ได้สอบถามนางสาวรักชนกว่า ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก คำว่า "จุ้น" คืออะไร และคำว่า "เผลอเตะชามข้าวหมา" หมายความอย่างไร กรณีคำว่า "จุ้น" หมายถึงตนเองหรือไม่ เพราะมีการเชิญตนเองเข้าร่วมประชุมด้วย
จากนั้น นางสาวรักชนก จึงตอบว่า เข้าใจว่าคำว่า "จุ้น" เป็นพาดหัวข่าว ต้องไปทำหนังสือถามสำนักข่าว ไม่ทราบว่าพาดหัวข่าวอย่างไร ก่อนที่จะให้ปลัดกระทรวงชี้แจงถึงวาระการประชุม แต่นายสนธิญา ยังแย้งว่า หากให้ตนไปถามสำนักข่าว ตนเองขอไม่เข้าร่วมการประชุม ทำให้นางสาวรักชนก ผายมือ และกล่าวว่า “เชิญค่ะ ประตูอยู่ด้านนี้” และเข้าสู่วาระการประชุม ทำให้ที่ประชุมถกเถียงกันก่อนเข้าวาระนานกว่า 30 นาที
“ศุภชัย” วอล์กเอาต์ประชุมสอบ TH-AI Passport ลั่น "ไอซ์-โรม" อย่าใช้วิธีการเล่นแบบเด็ก ๆ
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินออกจากห้องประชุมกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หลังเปิด-ปิดไมค์ประท้วง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามงบฯ และนายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ
โดยนายศุภชัย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจออกมาจากห้องประชุม ว่า ตนเข้าใจประธานทั้งสองคนของพรรคประชาชนที่ต้องการบดขยี้เรื่องโครงการ TH-AI Passport ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็พร้อมที่จะชี้แจง ไม่มีปัญหา แต่วันนี้ที่ตนได้แสดงจุดยืนคือ กมธ.กฎหมายฯ ไม่มีอำนาจและหน้าที่ใด ๆ ในการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากเรื่องนี้อยู่ในเรื่องของ กมธ.ติดตามงบฯ หรือ กมธ.การศึกษาฯ ก็ว่าไป แต่การให้ กมธ.กฎหมายฯ มาพิจารณาร่วม ตนคิดว่าประธาน กมธ.กฎหมายฯ อาจจะได้รับเรื่องที่ยังคลุมเครืออยู่ ซึ่งยังไม่มีมติเห็นชอบออกมา เป็นการดำเนินการเพียงลำพัง
นอกจากนี้ การประชุมร่วมกันในลักษณะนี้ต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ตามข้อบังคับ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังมีขั้นตอนมากมาย และตนมองว่าทุกอย่างยังดูคลุมเครือ
"การคลุมเครือแบบนี้ ตนต้องการให้ กมธ.กฎหมายฯ ซึ่งเป็น กมธ.อันดับหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร อย่าทำเป็นเล่น โดยผมได้พูดว่า Ideal process หลักยุติธรรม ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ผมไม่ว่านายรังสิมันต์ หรือ น.ส.รักชนก หรอก แต่ถ้าหากอยากจะมาเล่นเรื่องนี้ผมก็ไม่ว่า แต่วิธีการเล่นเอาแบบเด็ก ๆ เอาหัวสองหัวมาชนกัน ไอ้เนี่ย เด็ก และอย่ามาใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ การเป็นประธาน กมธ. ไม่ใช่เจ้าของหรือประธานบริษัท มันมีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วม มันต้องเป็นมติร่วมกัน ผมจึงได้แสดงจุดยืน ถ้าผิดข้อบังคับ ก็อาจจะผิดจริยธรรม หากผิดจริยธรรมก็ถูกพ้นการเป็น สส. ผมขอไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย และไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ.กฎหมายฯ ประชุมเรื่องนี้ แต่ผมจะเข้าไปฟังเล่น ๆ จิบน้ำชา จิบกาแฟ ก็ไม่เป็นไร" นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนไปนั่งดูประธาน 2 ประธาน กมธ.ดำเนินการประชุมแบบข้ามหัว ซึ่งมั่วกันแบบนี้ ประเทศไทยจึงติดกับเล่น ๆ อยู่แบบนี้
เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับประธานรัฐสภาเรื่องนี้หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ตามหลักการประชุมจะต้องมีการหารือก่อน แต่นี่เป็นการใช้วิธีซิกแซก เอาเรื่องเข้าไปที่ กมธ.นี้ และผูกโยงเรื่องไปยัง กมธ.ติดตามงบฯ และ กมธ.กฎหมายฯ
นายศุภชัย กล่าวว่า บางทีความหมายของคำว่า "สิทธิมนุษยชน" ก็ไปดูคนที่อยู่ในคุก แต่วันนี้เรื่อง AI ก็กลายเป็นสิทธิมนุษยชนขึ้นมา แล้วเอาเข้าเป็นวาระการประชุม แบบนี้เรียกว่าตะแบง แต่ตนจะไม่ส่งเรื่องนี้ไปยังประธานรัฐสภา เพียงแค่อยากให้ยึดหลักกฎหมาย
นอกจากนี้ นายศุภชัย ได้กล่าวถึงนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยบอกว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ตนไม่รู้ว่าใครใช้อยู่ และไม่รู้ว่าใครใช้เป็นเครื่องมือ
เดือดท้ายประชุม! "รักชนก" จี้ล้มโครงการ TH-AI Passport
นางสาวรักชนก ยังสอบถามถึงการแถลงข่าวที่ระบุเป็นการรับฟังความคิดเห็น สอดคล้องกับทีโออาร์หรือไม่ ที่จะต้องจัดให้มีการเปิดตัว และมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 200 คน มีการใช้งบประมาณในส่วนไหนมาจัดงาน โดยเฉพาะคำพูดของตัวแทนบริษัท ที่อาจมีความสัมพันธ์ หรือเคยทำงานในบริษัท Plan X มาก่อน ซึ่งตนเองก็พยายามจะเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ที่เคยทำโครงการชื่อคล้ายกันมาก่อน และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท และมีความสัมพันธ์กับบริษัทที่ได้รับโครงการนี้ โดยผู้รับประโยชน์คนสุดท้ายเป็นคนเดียวกัน และการลบแอปพลิเคชันที่ชื่อเหมือนกันออกไป รวมถึงทำไทม์ไลน์ที่มีการทดสอบแอปพลิเคชันที่ดูมีความปกติ
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า จริง ๆ แล้วท่านประธานรักชนกไม่ได้ถามคำถาม แต่ท่านเล่าเรื่องเองทั้งหมด ตนเองพูดไปหลายครั้งแล้ว เรื่องความแตกต่างของการทำโครงการและทีโออาร์ สำหรับเรื่องการก๊อปปี้นั้น ถ้าดูทีโออาร์ทั้งหมด 40 หน้า ยังมีรายละเอียดอีกมาก จุดนี้เป็นเพียงไม่กี่ข้อในนั้น และไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐาน
นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ถามถึงหน่วยงานอื่นได้มีการขอเงินสนับสนุนจากกองทุนดีอีหรือไม่ และผลสัมฤทธิ์ของแต่ละโครงการนั้นเป็นเช่นไร มีการทำข้อหารือถึงฝ่ายกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ดี ขอฝากถึงประธานกรรมาธิการว่า ต้องมีการแจ้งเรื่องการประชุมร่วมในห้องกรรมาธิการเพื่อขอมติกันก่อน
นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามถึงการนำสองส่วนของโครงการมาประกอบกัน เนื่องจากไม่อยากให้มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ขอทราบว่าเป็นจำนวนตัวเลขเท่าไหร่ และส่วนตัวท่านมองอย่างไร
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวถึงการแบ่งซื้อแบ่งจ้างว่า ที่ทำไมไม่มีการซื้อตรงกับเอไอแต่ละเจ้านั้น ราชการทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเอางานเดียวกันไปซื้อกับหลายเจ้าไม่ได้ ไม่ได้อยากแบ่งเป็นสองส่วนอะไร ส่วนการแบ่งการจัดซื้อเอไอ และการประชาสัมพันธ์นั้น ทำได้ แต่ความสำเร็จของตัวโครงการ คือความสำเร็จของผู้ใช้งาน รวมถึงความตระหนักรู้ และเรื่องหลักสูตรด้วย จึงทำโครงการในลักษณะภาพรวมขนาดใหญ่
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงถึงการประชาสัมพันธ์อีกว่า หากคนที่เข้ามาบิดแข่งกัน เสนอมาแล้วไม่เป็นตามนั้น คุณก็โดนตัดคะแนนเท่านั้นเอง คุณไม่ได้ตก เราเปิดกว้าง ถ้าเสนอเท่าที่ทำได้ เราก็ตัดราคา ส่วนข้อมูลเอกชนนั้น ตนเองคงไม่อาจทราบได้ ย้ำว่า เป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่สาระสำคัญของคนที่จะได้หรือไม่ได้
สำหรับเรื่องจอของร้านสะดวกซื้อ มีคนพบเห็นวันละ 20 ล้านคน ขณะเดียวกันเราก็มีช่องทางสื่อสารในทางอื่น ๆ อีก แต่เรื่องกระบวนการนั้น ตนเองไม่ทราบ เข้าใจว่าในธุรกิจ ก็อาจจะรู้แนวทางกับโครงการลักษณะนี้ ส่วนที่นางสาวรักชนกถามว่า มองว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่นั้น ตนเองไม่สามารถตอบได้ ขอตอบเพียงข้อเท็จจริงอย่างเดียว
คณะร่างทีโออาร์ ชี้แจงต่อถึงการระบุใช้จอในการประชาสัมพันธ์ว่า เรามีการใช้ข้อมูล ทั้งคนที่เคยจัดซื้อจัดจ้าง หรือมาตรฐานราคากลาง เพื่อประกอบกัน เรื่องจอเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในทีโออาร์ส่วนของออฟไลน์ ซึ่งเราเห็นจากการที่กระทรวง อว. ระบุไว้ในเว็บไซต์ การประกาศประกวดราคาและได้ผู้ชนะ เราจึงนำมาใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็นกับโครงการนี้ ซึ่งมองว่าเหมาะกับการสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าร้านสะดวกซื้อ ยืนยันว่ามีหลายรายที่สามารถเข้ามาประกวดราคาได้
อย่างไรก็ดี เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เข้าร่วมประชุมในภายหลัง ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า วันนี้ตนเองไม่ได้มีคำถามกับผู้ที่มาชี้แจง แต่ได้ข้อสรุปอยู่หนึ่งอย่างคือ วันนี้ท่านเซ็ตอัพกันมา และยังเชิญผู้นำฝ่ายค้านฯ เข้ามาซัดเรื่องนี้ จึงขอไม่เข้าร่วมสังฆกรรมด้วย และขอเดินออกจากที่ประชุม
นายณัฐพงษ์ ได้ลุกขึ้นขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการเซ็ตอัพ แต่ตนได้ติดตามไลฟ์สดผ่านสื่อมวลชน และมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม โดยตนเพิ่งได้ส่งข้อความมายังประธาน เพื่อขออนุญาตเข้าห้องประชุมเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
ส่วนประเด็นสำคัญในวันนี้ ถ้าหากถามปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีคำตอบในทิศทางเดียวกันคือ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ แต่อย่าลืมว่าเรามีหน่วยงาน ป.ป.ช. ขึ้นมาทำการตรวจสอบการคอร์รัปชัน เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งเรารู้ดีว่าอาจจะเป็นเรื่องของการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน
นายณัฐพงษ์ จึงขอตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมนี้ อย่างเช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงด้วยสามัญสำนึก จากไทม์ไลน์ที่สังคมได้เห็นร่วมกัน พบว่าเคยมีแอปพลิเคชันจากเอกชนใน App Store ซึ่งเนื้อหามีลักษณะเหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport โดยขณะนี้แอปพลิเคชันนั้นได้ถูกลบไปแล้ว อีกทั้งพบว่าทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง รวมถึงภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยทางอ้อม มีความสัมพันธ์หรือมีอำนาจในโครงการนี้หรือไม่ อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช. ว่า หากพิจารณาจากสามัญสำนึกในกรณีแบบนี้ สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่า มีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
หลังจากนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ยกมือและขอออกจากห้องประชุม เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องไปหาหมอ ก่อนจะพูดในที่ประชุมว่า ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ตนโง่ในเรื่องนี้ และไม่อยากจะฉลาดในเรื่องนี้ ตนไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็ได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร ซึ่งตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคประชาชนกำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริง และมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. และก่อนยื่นขอให้แถลงต่อสังคม
อีกทั้งหากโครงการนี้มีการกระทำที่ทุจริตจริง ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนยันว่าตนคงไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยง จะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของหน้าจอของบริษัทแพลนบี เรื่องนี้ยอมรับว่าผู้บริหารแพลนบีนั้น มีความเกี่ยวข้องกับทางพรรคภูมิใจไทยจริง แต่ในกรณีที่มีการล็อกสเปกหรือไม่นั้น อยากให้พรรคประชาชนเก็บข้อมูลต่าง ๆ แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการ ไม่ต้องมาประชุม ฟันตามนั้นได้เลย ทำให้เต็มที่
ก่อนออกจากห้องประชุม นายชาดา ได้เดินมาหานางสาวรักชนก เพื่อจะลาออกไปจากห้องประชุม โดยนางสาวรักชนก พูดกับนายชาดาว่า วันนี้คนของพรรคภูมิใจไทยขัดขวางการประชุม ทำให้ไม่ราบรื่น ฝากเอาเรื่องนี้ไปบอกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วย
ขณะที่ช่วงท้ายการประชุม น.ส.รักชนก กล่าวว่า เราเข้าใจว่า AI มีประโยชน์ แต่ท่านเข้าใจหรือยังว่าโครงการนี้มีปัญหา หากท่านยืนยันว่าโครงการนี้มีประโยชน์ก็ทำต่อ แต่ขอให้ยกเลิกโครงการรอบนี้ 1,600 ล้านบาท แล้วเสนอโครงการนี้เข้ามาใหม่ในงบประมาณปกติ หรือจะใช้เงินกองทุนแบบเดิมก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการและสาธารณชนที่มองว่าทุจริต คอร์รัปชัน ล็อกสเปก ฮั้วประมูล ท่านต้องเคลียร์สิ่งเหล่านี้ ทำไมท่านถึงเลือกที่จะลุยไฟ ปิดตา มองไม่เห็นถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ
ด้านปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ก็รับฟังทุกอย่างและดำเนินการอยู่ แล้วงบประมาณก็ไม่ได้บอกว่าทำครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจะเลิก
“เราก็นำโครงการนี้เข้ามาขอในงบประมาณปี 70 ด้วย เพราะฉะนั้นการกล่าวหาว่าทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรืออะไรก็ตาม แต่เรายืนยันว่าทำตามกระบวนการทุกอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไรอีก แล้วอยู่ ๆ จะให้เรายกเลิกด้วยเหตุอะไร แล้วบริษัทก็จะมาฟ้องกระทรวง จะให้พวกผมทำอย่างไร ทั้งนี้ท่านต้องเข้าใจบริบทความเป็นราชการด้วย” และถามย้ำว่า “วันนี้ให้ผมบอกยกเลิกด้วยเหตุอะไร เหตุที่ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใส ก็ยังเดินตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วจะให้เราทำอย่างไร” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงค่อนข้างมีอารมณ์ ทำให้นายรังสิมันต์ กล่าวว่าตนเข้าใจในความรู้สึกของท่าน แต่เราทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน พวกตนคือฝ่ายตรวจสอบ อยู่ในสภาก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่