“ไชยชนก” แจงงบดีอีปี 70 เพิ่ม 33.18% ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ไชยชนก” แจงงบดีอีปี 70 เพิ่ม 33.18% ย้ำ TH-AI Passport โปร่งใส ถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ชี้รวมซื้อคลาวด์ลดต้นทุน 30% พร้อมเร่งกฎหมาย AI-Data Center

ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลุกขึ้นชี้แจงภายหลังการอภิปรายของสมาชิกตลอด 3 วันที่ผ่านมา โดยกล่าวชื่นชมสมาชิกทุกฝ่ายและประธานในที่ประชุมที่ร่วมกันพิจารณาร่างงบประมาณอย่างเข้มข้น  

 

ไชยชนก ชิดชอบ ช่างภาพพีพีทีวี
“ไชยชนก” แจงงบดีอีปี 70 เพิ่ม 33.18% ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

พร้อมระบุว่าความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ได้รับ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของกระทรวง และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคต 

นายไชยชนก กล่าวว่า ประเด็นแรกที่ต้องการชี้แจง แม้ไม่ได้อยู่ในรายละเอียดของร่างงบประมาณโดยตรง คือโครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีการอภิปรายและตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวาง โดยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก เพราะกระทรวงได้ชี้แจงมาแล้วหลายครั้ง กระทรวงได้ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างละเอียด และได้รับรายงานว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบราชการทุกประการ นอกจากนี้ ยังได้มีการเจรจากับคู่สัญญา จนทำให้ภาครัฐและประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก 

อีกทั้งมีการทดลองใช้งานระบบจริง และพบว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์สูงกว่าข้อกำหนดในทีโออาร์อย่างมีนัยสำคัญ จึงมั่นใจว่าเป็นการใช้งบประมาณกองทุนอย่างคุ้มค่า พร้อมยืนยันว่าประชาชนที่รอสิทธิ์ใช้งาน AI จำนวน 31 โมเดล ฟรีเป็นเวลา 1 ปี ภายใต้โครงการดังกล่าว ขอให้อดใจรออีกไม่นาน

ส่วนกรณีที่งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.18 นายไชยชนก ชี้แจงว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจาก 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งได้รับงบเพิ่มประมาณ 2,654 ล้านบาท และกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งได้รับงบเพิ่มประมาณ 1,209 ล้านบาท

สำหรับงบประมาณของ สดช. นายไชยชนก ชี้แจงว่า ตามที่สมาชิกหลายคนได้อภิปรายถึงการเพิ่มงบในส่วนของระบบคลาวด์ภาครัฐ หรือ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล โดยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงความสำคัญของระบบคลาวด์อีก เพราะทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นที่ต้องการชี้แจงคือเหตุผลที่งบประมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายรวมศูนย์การจัดซื้อระบบคลาวด์ไว้ในหน่วยงานเดียว

นายไชยชนก อธิบายว่า การรวมศูนย์จัดซื้อทำให้ภาครัฐสามารถซื้อบริการในปริมาณมาก ส่งผลให้ต้นทุนลดลงประมาณร้อยละ 30 แม้ว่างบประมาณรวมจะเพิ่มขึ้นก็ตาม นอกจากประหยัดค่าจัดซื้อแล้ว ยังช่วยลดจำนวนบุคลากรและงบประมาณที่ใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของแต่ละหน่วยงาน คิดเป็นมูลค่าประหยัดได้เกือบ 100 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการที่หลายหน่วยงานยังขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการจัดซื้อระบบคลาวด์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

ส่วนข้อสงสัยว่าทำไมยังมีบางหน่วยงานที่ไม่ได้เข้าร่วมระบบจัดซื้อรวม นายไชยชนก อธิบายว่า มีเพียง 3 กรณี ได้แก่ หน่วยงานที่มีสัญญาจัดซื้อเดิมและเป็นงบผูกพัน หน่วยงานที่มีความจำเป็นเฉพาะด้าน เช่น กระทรวงการคลัง ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยและฟังก์ชันเฉพาะที่แตกต่างจากระบบทั่วไป และหน่วยงานที่จำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลในระบบแยกต่างหากเพื่อความมั่นคงปลอดภัย เช่น กรมการปกครอง กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลมีเป้าหมายขยายการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า สมาชิกหลายคนยังตั้งคำถามถึงความจริงจังของรัฐบาลในการผลักดันรัฐบาลดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินงบประมาณทั้งประเทศ งบของกระทรวงดีอียังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก ซึ่งตนยอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกดังกล่าว และเห็นด้วยว่าหากต้องการเร่งขับเคลื่อนประเทศด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ก็ควรมีงบประมาณมากกว่านี้

นายไชยชนก เผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกระจายงบประมาณไปแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านอื่นด้วย แม้งบประมาณจะมีข้อจำกัด แต่รัฐบาลก็พยายามใช้ทรัพยากรที่ได้รับอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมยืนยันว่าการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลไม่ได้อาศัยงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังขับเคลื่อนผ่านการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายอีกหลายด้าน

นายไชยชนก ยกตัวอย่างผลงานที่รัฐบาลดำเนินการแล้ว เช่น การผลักดันกฎหมายเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาระบบ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์กฎหมายและร่างกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และได้รับการประเมินว่ามีมาตรฐานสอดคล้องกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมทั้งโครงการของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นำเทคโนโลยีมาปรับปรุงระบบการอนุญาตให้มีความโปร่งใสและลดขั้นตอนการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังได้ปรับบทบาทของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐ พร้อมเข้าไปช่วยทำ Data Cleansing และวางมาตรฐานฐานข้อมูลร่วมกับหลายกระทรวง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหลายหน่วยงานดำเนินการแล้วเสร็จ

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงการผลักดันกฎหมายด้าน AI Governance การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม AI Governance Platform ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศมาร่วมพัฒนามาตรฐานด้าน AI ตลอดจนการจัดตั้ง AI Government Center ตามมาตรฐานของ OECD และองค์การสหประชาชาติ รวมถึงการเร่งผลักดันกฎหมายศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center เพื่อรองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Hyperscaler ระดับโลก โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องการให้การลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นบนหลักความยั่งยืน ทั้งด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้ามาลงทุนแล้วนำผลประโยชน์ออกนอกประเทศ

นายไชยชนก กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการที่งบประมาณของกระทรวงดีอีมีสัดส่วนไม่มาก หมายความว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลหรือรัฐบาลดิจิทัล

สำหรับงบประมาณของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,209 ล้านบาท นายไชยชนก ชี้แจงว่า งบส่วนใหญ่ใช้สำหรับ 2 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า หรือ Earthquake Early Warning และการยกระดับระบบพยากรณ์อากาศ รวมถึงการติดตามสถานการณ์ไฟป่า

นายไชยชนก อธิบายว่า ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถพยากรณ์แผ่นดินไหวได้ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุอย่างแท้จริง แม้หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและจีน จะมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องก็ตาม ดังนั้น แนวทางที่ประเทศไทยเลือกใช้คือการติดตั้งเซ็นเซอร์บริเวณแนวรอยเลื่อนสำคัญ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ระบบจะสามารถตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนมายังประเทศไทยได้ล่วงหน้า แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกวินาทีย่อมมีความหมายต่อการรักษาชีวิตของประชาชน

นอกจากนี้ งบประมาณยังใช้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการติดตามและคาดการณ์สถานการณ์ไฟป่า ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า แม้งบประมาณปี 2570 จะมีการลงทุนเพิ่มเติม แต่รัฐบาลไม่ได้เพิ่งเริ่มให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพราะที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้บูรณาการข้อมูล ปรับปรุงระบบการทำงาน และเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงกลาโหม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจัดการฝึกซ้อมและทดสอบระบบในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ และมีแผนขยายให้ครบทุกภูมิภาค

นายไชยชนก ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดกระบี่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่า ระบบใหม่สามารถตรวจพบกลุ่มเมฆฝนรุนแรงตั้งแต่อยู่ในทะเล ก่อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย จากนั้นได้ประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน เตรียมศูนย์อพยพ และแจ้งเตือนทุกภาคส่วนล่วงหน้า ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถย้ายไปอยู่กับญาติหรือในพื้นที่ปลอดภัยได้ก่อนเกิดเหตุ ทำให้มีผู้เข้าพักในศูนย์อพยพเพียงประมาณ 40-50 คน และสามารถกลับเข้าที่พักได้ภายในคืนเดียว โดยลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายไชยชนก กล่าวว่า จากการติดตามการอภิปรายตลอด 3 วันที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกมีความหวัง เพราะเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากขึ้น อีกทั้งงบประมาณของทุกกระทรวงก็เริ่มมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพประเทศมากขึ้น

นายไชยชนก ยืนยันว่า ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล และการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ภายในระยะเวลา 4 ปี ประเทศไทยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน

จากนั้น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. พรรคไทยภักดี พยายามลุกขึ้นและถามไปถึงนายไชยชนกว่า ขอใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับข้อ 30 ขอให้นายไชยชนกชี้แจงถึงโครงการ TH-AI Passport

แต่ทางด้านนายโสภณ ไม่อนุญาต โดยบอกว่าผิดข้อบังคับ พร้อมระบุว่าเป็นสิทธิ์ของรัฐมนตรีที่จะชี้แจงหรือไม่ชี้แจง และบอกให้ นพ.วรงค์ นั่งลง เพื่อให้รัฐมนตรีคนอื่นได้ตอบชี้แจง และจะได้ไม่เสียเวลาของฝ่ายค้าน
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ