นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคล และหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษา พร้อมตอกย้ำเป้าหมายการคืนโอกาสทางการศึกษา และสร้างอนาคตที่ดีกว่า ให้แก่เด็กไทยอย่างทั่วถึง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการมอบรางวัลในวันนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ริเริ่ม และผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษา ได้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม ได้รางวัลเกียรติยศประจำปีนี้ด้วย
โดยทันทีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน เดินทางมาถึงในเวลา 15.15 น. ได้ถ่ายรูปร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.) ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปพบกับ นายอนุทิน ซึ่ง นายอนุทิน ได้พา นายเศรษฐา ไปที่ห้องทำงาน จากนั้น เวลา 15.30 น. นายอนุทิน และนายเศรษฐา ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าด้วยกันโดยมีสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อเข้าร่วมงานที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่ง นายอนุทิน หันมาหาผู้สื่อข่าวและถามว่า “นี่ใครมา” โดยชี้ไปที่ นายเศรษฐา ก่อนที่ นายอนุทิน และนายเศรษฐา จะเดินไปนั่งด้วยกัน ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 ที่นายเศรษฐา เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล หลังจากพ้นตำแหน่ง
จากนั้น นายอนุทิน กล่าวในพิธีเปิดงานตอนหนึ่งว่า ต้องบอกว่าวันนี้ตื่นเต้นที่ผู้บังคับบัญชามาเยือนถึงที่ ตนถือว่าอย่างไรก็เคยเป็นรัฐมนตรีร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ซึ่งตนได้รับความไว้วางใจจากท่าน โดยได้รับมอบหมายภารกิจให้ดูแลกระทรวงมหาดไทย โดยที่กระทรวงศึกษาธิการ มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโครงการ Thailand Zero เป็นโครงการที่มาจากการริเริ่มของ นายเศรษฐา โดยที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการสานต่อให้นโยบายได้บรรลุผลสัมฤทธิ์
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัลในวันนี้ แสดงให้เห็นว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกันก็จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และเปลี่ยนอนาคตของประเทศได้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเสมอภาคด้านการศึกษา เพราะเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ คือ ศักยภาพของประชาชน ทุกประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกล้วนได้รับการพัฒนาแล้วในทุกมิติ ประเทศไทยจึงต้องลงทุนในทุนมนุษย์ทุกมิติ และทุกช่วงวัย
โดยเฉพาะในวัยศึกษาเล่าเรียน ที่ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและเยาวชน ที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้หมดไป เพราะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ไม่เพียงหลุดออกจากห้องเรียน แต่หลุดออกจากโอกาสหลายอย่างในชีวิต ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงดำเนินการสานต่อ และสนับสนุนนโยบาย Thailand Zero และยกระดับสู่ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงแต่พาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนเท่านั้น แต่มุ่งพาเด็กไปสู่อนาคตที่มั่นคง มีทักษะที่เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยินดีที่ทราบว่าจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้เด็ก และเยาวชนที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษาจาก 1,000,000 คน เหลือประมาณ 600,000 คน ซึ่งถือว่าในช่วงเวลา 2-3 ปี ที่เราทำการลดจำนวนเด็กเหล่านี้จนเกือบถึงครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ ตนขอขอบคุณ นายเศรษฐา อีกครั้งที่ริเริ่มนโยบายนี้ รวมถึง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่นำนโยบายนี้มาสานต่ออย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงาน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม หัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับพื้นที่ ตนจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ได้บูรณาการทุกหน่วยงานค้นหาเด็ก ซึ่งต้องให้ได้เป็นรายบุคคลเพื่อเชื่อมโยงความช่วยเหลือติดตามอย่างต่อเนื่อง และปลดล็อกอุปสรรคการเรียนรู้ของเด็ก พร้อมฝากนายกเหล่ากาชาดจังหวัด ซึ่งเป็นภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ช่วยเหลือคู่ชีวิตทำในสิ่งที่ดีๆ บทบาทคือการดูแลเด็ก และครอบครัวอย่างใกล้ชิด ถือว่าเป็นการให้บริการทางสังคมเป็นจิตอาสาอย่างหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี ยังได้เชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการลงทุนระยะยาว เพราะการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้มีการศึกษา และมีงานทำ เท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศ ขอให้ทุกคนได้เห็นว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นการแสดงความชื่นชม เป็นความเคารพศรัทธา ในความมุ่งมั่นตั้งใจของท่าน แต่จุดนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดในภารกิจที่มีร่วมกัน เพราะอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับเด็กเยาวชน และอนาคตของเด็กและเยาวชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่ออนาคตของประเทศไทย ที่เข้มแข็งและยั่งยืน
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า การที่ นายเศรษฐา มาเยี่ยมที่ทำงานเก่าในวันนี้ ถือเป็นสิริมงคลของตน และด้วยความสัมพันธ์ที่ตนให้ความเคารพนับถือ นายเศรษฐา มาตลอด ยังคงให้คำแนะนำดีๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และให้ข้อคิดอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ก็ขอให้ทุกคนรับทราบว่า ทำไมตนถึงต้องพูดถึงนายเศรษฐาบ่อยๆ เพราะนี่คือสิ่งที่ตนได้รับจากนายเศรษฐา
ขณะที่ นายเศรษฐา เปิดเผยภายหลังรับรางวัลถึงการกลับเข้าทำเนียบครั้งแรกในรอบ 2 ปี ว่าอบอุ่นดี นายอนุทิน ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ส่วนได้มีโอกาสแนะนำแนวทางการทำงานกับ นายอนุทิน บ้างหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ท่านโอเคแล้ว เป็นพี่น้องมากกว่า”