นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw) พร้อมด้วยผู้สมัคร สว. ได้แก่ น.ส.เพียงพร ดีเทศน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 และ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงที่มา กระบวนการ และปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือก สว. รวมถึงบทบาทของ สว. ภายหลังเข้าสู่ตำแหน่ง โดยบริเวณด้านหน้าสถานที่จัดงาน มีการนำใบสมัคร สว.3 มาติดแสดงไว้ พร้อมเปิดให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานมีส่วนร่วมตรวจสอบ
โดยสามารถใช้ปากกาหรือสติกเกอร์ทำเครื่องหมายในจุดที่เห็นว่ามีข้อสงสัย ทั้งในเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ว่าอาจไม่สอดคล้องกับกลุ่มที่สมัคร หรือการตรวจสอบลักษณะของรูปภาพที่ใช้ประกอบในใบสมัคร ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่
ช่วงหนึ่งของงาน นายยิ่งชีพ ได้เปิดเผยข้อมูลอ้างว่า ในวันที่มีการเลือกตั้ง สว. ว่า ในการเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 พบผู้สมัครประมาณ 1,000 คน แต่งกายคล้ายกันด้วยเสื้อเหลืองสด สูทดำ และถือแฟ้มแบบเดียวกัน รวมตัวและเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่ม ก่อนผู้สังเกตการณ์พบผู้สมัครกลุ่มหนึ่งเดินออกจากสถานที่พร้อมกัน และมีรถ 3 คันมารอรับ ข้อมูลดังกล่าวถูก iLaw ส่งให้ดีเอสไอแล้วในปี 2568
ประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตในการเลือก สว. ระดับประเทศ คือ ทุกจังหวัดส่งผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการในจำนวนเท่ากัน โดยไม่ขึ้นกับจำนวนประชากรหรือโครงสร้างอาชีพ ขณะที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้สมัครหลากหลายและมีบุคคลจากหลายแวดวง ผ่านรอบเช้าเข้าสู่รอบเลือกไขว้เพียง 14 คน จาก 40 คน แต่บางจังหวัดกลับมีผู้สมัครผ่านเข้าสู่รอบไขว้จำนวนมาก โดย 10 จังหวัด ที่มีผู้ผ่านเข้ารอบมากที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ สตูล พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เลย อำนาจเจริญ ยโสธร สุรินทร์ ตรัง และนครนายก
ซึ่งทั้งหมดเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยมี สส. อยู่ครบ ขณะเดียวกัน บุรีรัมย์ยังเป็นจังหวัดที่ได้ สว. มากที่สุดถึง 14 คน ทำให้เกิดข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างฐานอำนาจทางการเมือง ในพื้นที่กับผลการเลือก สว. ที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
นายยิ่งชีพ ยังเปิดเผยว่า การเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 พบข้อสังเกตเรื่อง แพทเทิร์นการโหวต พบว่า บัตรลงคะแนนในบางกลุ่มมีการเลือกผู้สมัคร 10 หมายเลขเหมือนกัน และเรียงลำดับการเขียนตรงกันหลายใบอย่างผิดสังเกต เช่น กลุ่ม 4 พบ 20 ใบ,กลุ่ม 9 พบ 29 ใบ,กลุ่ม 10 พบ 24 ใบ โดยตามการคำนวณที่อ้างถึง โอกาสที่ผู้สมัคร 2 คนจะเลือกหมายเลข 10 คน เหมือนกันและเรียงลำดับตรงกันอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 5,500 ล้านล้านล้าน ขณะที่ในบางกลุ่มพบการซ้ำกันเป็นสิบใบ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รูปแบบการลงคะแนนดังกล่าวเป็นเพียงความบังเอิญ หรือสะท้อนการนัดหมายหรือการจัดชุดคะแนนล่วงหน้า ซึ่งควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่มาของคะแนนอย่างละเอียดต่อไป
การเลือก สว. 2567 ไม่ได้วัดกันแค่หลักเกณฑ์ ดี เด่น ดัง แต่ยังต้องมีดวง เพราะกติกากำหนดให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเท่ากันจนมีจำนวนผู้ผ่านเข้ารอบเกินโควตา ต้องใช้วิธี จับสลากตัดสิน ว่าใครจะได้ไปต่อ โดยระบบเลือก สว. แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อำเภอ จังหวัด และประเทศ และแต่ละระดับมีทั้งการเลือกกันเองภายในกลุ่มและการเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม ดังนั้นตั้งแต่รอบแรกจนถึงระดับประเทศ หากคะแนนเสมอกันจนเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด ผู้สมัครก็ต้องพึ่งเกมวัดดวงด้วยการจับสลาก จึงเกิดคำถามว่า ในระบบที่อ้างว่าเป็นการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่สภาสูง นอกจากความสามารถและคะแนนสนับสนุนแล้ว โชคก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ชะตาว่าใครจะได้เป็น สว.
นายยิ่งชีพ กล่าวถึงความผิดปกติของการแบ่งกลุ่มอาชีพในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยยกตัวอย่างผู้สมัครหลายรายที่เลือกลงสมัครในกลุ่มอาชีพที่ไม่ตรงกับอาชีพหรือประสบการณ์ที่ปรากฏในประวัติ
โดยยกตัวอย่าง ว่า มีผู้สมัครบางรายเขียนอาชีพว่าเป็นผู้ฝึกสอนผู้เล่นฟุตบอล แต่ตนเองไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่แน่ใจว่าเคยติดทีมชาติหรือไม่ หรือกรณีอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเป็นข้าราชการบำนาญ ไปสมัครในกลุ่มที่ 20 หรือกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงอดีตรัฐมนตรีและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีที่ไปสมัครในกลุ่มที่ 17 ซึ่งเป็นกลุ่มประชาสังคม ทั้งที่ไม่ได้มีข้อมูลชัดเจนว่าเคยทำงานด้านประชาสังคมอย่างไร
นายยิ่งชีพ ตั้งคำถามว่า หากบุคคลเหล่านี้ได้รับเลือก ก็ย่อมต้องมีผู้สมัครคนอื่นเป็นผู้ลงคะแนนให้ จึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูว่า แต่ละคนสามารถฝ่าฟันเข้ามาถึงขั้นสุดท้ายได้อย่างไร จึงเป็นภาพสะท้อนของระบบการแบ่งกลุ่มอาชีพ ซึ่งส่วนหนึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตที่มีการพูดถึงหลายครั้งว่า กกต. ไม่ได้ตรวจสอบอย่างเพียงพอ ทำให้ผู้สมัครสามารถเลือกสมัครในกลุ่มใดก็ได้ โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน
นายยิ่งชีพ ยังกล่าวถึงระบบเลือกไขว้ซึ่งถูกออกแบบมาโดยมีแนวคิดว่าจะช่วยป้องกันการเตรียม การล็อบบี้ หรือการฮั้วกัน เพราะผู้สมัครไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องไปเลือกใคร แต่ในทางปฏิบัติ ผู้สมัครต้องจับสลากแบ่งสายก่อน สมมติว่าผู้สมัครกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นนักกฎหมายจับได้ว่าจะต้องไปเลือกผู้สมัครกลุ่มที่ 5 ซึ่งเป็นชาวนา ก็เกิดคำถามว่า ผู้สมัครจะรู้ได้อย่างไรว่าชาวนาคนใดเป็นชาวนาจริง หรือใครเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพนั้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ นายยิ่งชีพ ตั้งข้อสังเกต คือกรณีที่ผู้สมัครได้คะแนนเท่ากัน ระบบไม่ได้ใช้ประวัติ ความเหมาะสม คุณงามความดี หรือความสามารถในการเป็นตัวแทนวิชาชีพมาใช้ตัดสิน แต่ใช้วิธีจับสลากเพื่อหาผู้ที่จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป และเมื่ออ่านกฎหมายครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่เมื่อระบบกำหนดให้จับสลากก็ต้องยอมรับตามนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อลงไปปฏิบัติจริงกลับพบว่ามีการจับสลากเกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ และบางคนกว่าจะได้เป็น สว. ต้องผ่านการจับสลากถึง 4-5 ครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการจับสลากเพื่อเข้ารอบ การจับสลากแบ่งสาย การจับสลากว่าใครจะต้องเลือกใคร หรือแม้แต่กรณีที่ต้องเลือกตัวแทนไปจับสลาก ระบบก็ยังใช้การจับสลากเป็นเครื่องมือตัดสินใจ
นายยิ่งชีพ ย้ำว่า วันนี้เป็นโอกาสที่จะต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าระบบแบบนี้ เราต้องไม่เอาแล้วเพราะการเลือก สว. เพียงครั้งเดียวในปี 2567 ก็ทำให้เห็นปัญหาจำนวนมาก และถือว่าเจ็บปวดมากพอแล้ว การเลือก สว. ในระบบนี้ควรทำเพียงครั้งเดียวและไม่ควรเกิดขึ้นอีก โดยแนวทางที่จะออกจากระบบดังกล่าวได้ คือการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายยิ่งชีพ ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบปัจจุบันมีลักษณะเป็นระบบพวกมากลากกันมา ใครมีเพื่อนมากก็สามารถเกณฑ์เพื่อนมาสมัครได้ แม้ผู้สมัครอาจถูกมองว่าเป็นคนดี คนเด่น หรือคนดัง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกจริง สิ่งสำคัญที่ผู้สมัครต้องมีเพื่อก้าวขึ้นเป็น สว. กลับไม่ใช่เพียงคุณสมบัติหรือความสามารถ หากแต่คือดวง