"ยิ่งชีพ" เปิดแผลเลือก สว. 2567 ชงแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "ระบบแบบนี้เราไม่เอาแล้ว"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"ยิ่งชีพ" เปิดแผลเลือก สว. 2567 ตั้งคำถามแพทเทิร์นโหวตโยงฐานอำนาจการเมือง? ชงแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "ระบบแบบนี้เราไม่เอาแล้ว"

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw) พร้อมด้วยผู้สมัคร สว. ได้แก่ น.ส.เพียงพร ดีเทศน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 และ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงที่มา กระบวนการ และปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือก สว. รวมถึงบทบาทของ สว. ภายหลังเข้าสู่ตำแหน่ง โดยบริเวณด้านหน้าสถานที่จัดงาน มีการนำใบสมัคร สว.3 มาติดแสดงไว้ พร้อมเปิดให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานมีส่วนร่วมตรวจสอบ  

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw) ผู้สื่อข่าว
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw)

โดยสามารถใช้ปากกาหรือสติกเกอร์ทำเครื่องหมายในจุดที่เห็นว่ามีข้อสงสัย ทั้งในเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ว่าอาจไม่สอดคล้องกับกลุ่มที่สมัคร หรือการตรวจสอบลักษณะของรูปภาพที่ใช้ประกอบในใบสมัคร ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่

ช่วงหนึ่งของงาน นายยิ่งชีพ ได้เปิดเผยข้อมูลอ้างว่า ในวันที่มีการเลือกตั้ง สว. ว่า ในการเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 พบผู้สมัครประมาณ 1,000 คน แต่งกายคล้ายกันด้วยเสื้อเหลืองสด สูทดำ และถือแฟ้มแบบเดียวกัน รวมตัวและเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่ม ก่อนผู้สังเกตการณ์พบผู้สมัครกลุ่มหนึ่งเดินออกจากสถานที่พร้อมกัน และมีรถ 3 คันมารอรับ ข้อมูลดังกล่าวถูก iLaw ส่งให้ดีเอสไอแล้วในปี 2568

ประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตในการเลือก สว. ระดับประเทศ คือ ทุกจังหวัดส่งผู้สมัครเข้าสู่กระบวนการในจำนวนเท่ากัน โดยไม่ขึ้นกับจำนวนประชากรหรือโครงสร้างอาชีพ ขณะที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้สมัครหลากหลายและมีบุคคลจากหลายแวดวง ผ่านรอบเช้าเข้าสู่รอบเลือกไขว้เพียง 14 คน จาก 40 คน แต่บางจังหวัดกลับมีผู้สมัครผ่านเข้าสู่รอบไขว้จำนวนมาก โดย 10 จังหวัด ที่มีผู้ผ่านเข้ารอบมากที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ สตูล พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เลย อำนาจเจริญ ยโสธร สุรินทร์ ตรัง และนครนายก

ซึ่งทั้งหมดเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยมี สส. อยู่ครบ ขณะเดียวกัน บุรีรัมย์ยังเป็นจังหวัดที่ได้ สว. มากที่สุดถึง 14 คน ทำให้เกิดข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างฐานอำนาจทางการเมือง ในพื้นที่กับผลการเลือก สว. ที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม

นายยิ่งชีพ ยังเปิดเผยว่า การเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 พบข้อสังเกตเรื่อง แพทเทิร์นการโหวต พบว่า บัตรลงคะแนนในบางกลุ่มมีการเลือกผู้สมัคร 10 หมายเลขเหมือนกัน และเรียงลำดับการเขียนตรงกันหลายใบอย่างผิดสังเกต เช่น กลุ่ม 4 พบ 20 ใบ,กลุ่ม 9 พบ 29 ใบ,กลุ่ม 10 พบ 24 ใบ โดยตามการคำนวณที่อ้างถึง โอกาสที่ผู้สมัคร 2 คนจะเลือกหมายเลข 10 คน เหมือนกันและเรียงลำดับตรงกันอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 5,500 ล้านล้านล้าน ขณะที่ในบางกลุ่มพบการซ้ำกันเป็นสิบใบ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รูปแบบการลงคะแนนดังกล่าวเป็นเพียงความบังเอิญ หรือสะท้อนการนัดหมายหรือการจัดชุดคะแนนล่วงหน้า ซึ่งควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่มาของคะแนนอย่างละเอียดต่อไป

การเลือก สว. 2567 ไม่ได้วัดกันแค่หลักเกณฑ์ ดี เด่น ดัง แต่ยังต้องมีดวง เพราะกติกากำหนดให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเท่ากันจนมีจำนวนผู้ผ่านเข้ารอบเกินโควตา ต้องใช้วิธี จับสลากตัดสิน ว่าใครจะได้ไปต่อ โดยระบบเลือก สว. แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อำเภอ จังหวัด และประเทศ และแต่ละระดับมีทั้งการเลือกกันเองภายในกลุ่มและการเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม ดังนั้นตั้งแต่รอบแรกจนถึงระดับประเทศ หากคะแนนเสมอกันจนเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด ผู้สมัครก็ต้องพึ่งเกมวัดดวงด้วยการจับสลาก จึงเกิดคำถามว่า ในระบบที่อ้างว่าเป็นการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่สภาสูง นอกจากความสามารถและคะแนนสนับสนุนแล้ว โชคก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ชะตาว่าใครจะได้เป็น สว.

นายยิ่งชีพ กล่าวถึงความผิดปกติของการแบ่งกลุ่มอาชีพในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยยกตัวอย่างผู้สมัครหลายรายที่เลือกลงสมัครในกลุ่มอาชีพที่ไม่ตรงกับอาชีพหรือประสบการณ์ที่ปรากฏในประวัติ

โดยยกตัวอย่าง ว่า มีผู้สมัครบางรายเขียนอาชีพว่าเป็นผู้ฝึกสอนผู้เล่นฟุตบอล แต่ตนเองไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่แน่ใจว่าเคยติดทีมชาติหรือไม่ หรือกรณีอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเป็นข้าราชการบำนาญ ไปสมัครในกลุ่มที่ 20 หรือกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงอดีตรัฐมนตรีและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีที่ไปสมัครในกลุ่มที่ 17 ซึ่งเป็นกลุ่มประชาสังคม ทั้งที่ไม่ได้มีข้อมูลชัดเจนว่าเคยทำงานด้านประชาสังคมอย่างไร

นายยิ่งชีพ ตั้งคำถามว่า หากบุคคลเหล่านี้ได้รับเลือก ก็ย่อมต้องมีผู้สมัครคนอื่นเป็นผู้ลงคะแนนให้ จึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูว่า แต่ละคนสามารถฝ่าฟันเข้ามาถึงขั้นสุดท้ายได้อย่างไร จึงเป็นภาพสะท้อนของระบบการแบ่งกลุ่มอาชีพ ซึ่งส่วนหนึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตที่มีการพูดถึงหลายครั้งว่า กกต. ไม่ได้ตรวจสอบอย่างเพียงพอ ทำให้ผู้สมัครสามารถเลือกสมัครในกลุ่มใดก็ได้ โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน

นายยิ่งชีพ ยังกล่าวถึงระบบเลือกไขว้ซึ่งถูกออกแบบมาโดยมีแนวคิดว่าจะช่วยป้องกันการเตรียม การล็อบบี้ หรือการฮั้วกัน เพราะผู้สมัครไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องไปเลือกใคร แต่ในทางปฏิบัติ ผู้สมัครต้องจับสลากแบ่งสายก่อน สมมติว่าผู้สมัครกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นนักกฎหมายจับได้ว่าจะต้องไปเลือกผู้สมัครกลุ่มที่ 5 ซึ่งเป็นชาวนา ก็เกิดคำถามว่า ผู้สมัครจะรู้ได้อย่างไรว่าชาวนาคนใดเป็นชาวนาจริง หรือใครเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพนั้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ นายยิ่งชีพ ตั้งข้อสังเกต คือกรณีที่ผู้สมัครได้คะแนนเท่ากัน ระบบไม่ได้ใช้ประวัติ ความเหมาะสม คุณงามความดี หรือความสามารถในการเป็นตัวแทนวิชาชีพมาใช้ตัดสิน แต่ใช้วิธีจับสลากเพื่อหาผู้ที่จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป และเมื่ออ่านกฎหมายครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่เมื่อระบบกำหนดให้จับสลากก็ต้องยอมรับตามนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อลงไปปฏิบัติจริงกลับพบว่ามีการจับสลากเกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ และบางคนกว่าจะได้เป็น สว. ต้องผ่านการจับสลากถึง 4-5 ครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการจับสลากเพื่อเข้ารอบ การจับสลากแบ่งสาย การจับสลากว่าใครจะต้องเลือกใคร หรือแม้แต่กรณีที่ต้องเลือกตัวแทนไปจับสลาก ระบบก็ยังใช้การจับสลากเป็นเครื่องมือตัดสินใจ

นายยิ่งชีพ ย้ำว่า วันนี้เป็นโอกาสที่จะต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าระบบแบบนี้ เราต้องไม่เอาแล้วเพราะการเลือก สว. เพียงครั้งเดียวในปี 2567 ก็ทำให้เห็นปัญหาจำนวนมาก และถือว่าเจ็บปวดมากพอแล้ว การเลือก สว. ในระบบนี้ควรทำเพียงครั้งเดียวและไม่ควรเกิดขึ้นอีก โดยแนวทางที่จะออกจากระบบดังกล่าวได้ คือการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายยิ่งชีพ ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบปัจจุบันมีลักษณะเป็นระบบพวกมากลากกันมา ใครมีเพื่อนมากก็สามารถเกณฑ์เพื่อนมาสมัครได้ แม้ผู้สมัครอาจถูกมองว่าเป็นคนดี คนเด่น หรือคนดัง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกจริง สิ่งสำคัญที่ผู้สมัครต้องมีเพื่อก้าวขึ้นเป็น สว. กลับไม่ใช่เพียงคุณสมบัติหรือความสามารถ หากแต่คือดวง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ