นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่าจะมีการฟ้องร้องผู้นำเอกสารผลการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว. ออกมาเปิดเผย ถือเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ว่า สังคมอยากรับรู้ความจริง ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้นจะได้มาจากที่ใด
หากเป็นความจริง สังคมก็ควรได้รับรู้อย่างตรงกัน หากมองกลับกัน การแสดงความเห็นแบบนี้ รัฐบาลอาจอ้างเรื่องชั้นความลับหรืออำนาจทางกฎหมาย เพื่อพยายามปิดปากคนที่ตีแผ่ความจริงหรือไม่
ดังนั้น หากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจ พร้อมที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้เอง ก็ไม่ควรแสดงความเห็นแบบนี้ ทำให้พวกเราไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้อง
เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งที่ใกล้ถึงเวลาต้องสรุปว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันที่ 28 สิงหาคมนี้ก็น่าจะทราบว่ามติของ กกต. จะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า มีสัญญาณว่าจะมีการสังเวย สว. บางคน แต่ไม่ไปถึงระดับตัวการใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ก็ให้กำลังใจ กกต. อย่างเต็มที่ เพราะหลักฐานที่เปิดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรเชื่อได้ว่ามีการโกงเลือก สว. เกิดขึ้นจริง และกฎหมายก็ให้อำนาจ กกต. ว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งเรื่องให้ศาล
กกต. ไม่ได้มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดจนสิ้นข้อสงสัย ดังนั้น ขอเป็นกำลังใจให้ กกต. ทำหน้าที่ตามกฎหมาย หาก กกต. ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง คนที่ได้รับผลกระทบตามมาอาจจะเป็น กกต. เอง และเราก็จับตาดูเรื่องนี้อยู่ หากเกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบก็คงมีคนเตรียมยื่นเรื่องดำเนินคดีกับ กกต. แต่ย้ำว่ารอดูความชัดเจนในวันที่ 28 สิงหาคมนี้
รอติดตามอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มองไม่จำเป็นเร่งด่วน เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลา
ขณะที่กรณีการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเต็มในการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งวรรค 1 และวรรค 2 ว่า พ.ร.ก. นี้เป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงของประเทศหรือไม่ และมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่าสภามีอำนาจแค่วรรค 1 เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อ พ.ร.ก. กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยใช้อำนาจของสภาพิจารณาทั้ง 2 ส่วน ตนไม่อยากให้ตีกรอบว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว และใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ไม่สามารถอภิปรายได้มาก แต่ตนอยากยืนยันว่าสภามีอำนาจในการอภิปรายว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะก้อน 200,000 ล้านบาทที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ส่วนการอภิปราย พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีอะไรทำให้สะดุดหรือไม่ เพราะรัฐบาลเสียงท่วมท้นอยู่แล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนเชื่อว่าอย่างไร พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็จะผ่านอยู่แล้ว เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในฐานะฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. ในส่วน 200,000 ล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เนื่องจากตนพูดไว้อยู่แล้วว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจริง ๆ แล้วต้องใช้เวลาหลายปี และแหล่งเงินทุนที่เอามาใช้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน อาจไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แหล่งกู้จากรัฐบาลโดยตรงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีเงินจากภาคเอกชน ในรัฐวิสาหกิจ 3 การไฟฟ้า รวมถึงเงินกองทุนต่าง ๆ ที่จะเข้ามาช่วยในการลงทุนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศได้
อย่าลืมว่าเงินกู้ทุกบาทที่รัฐบาลเป็นคนกู้ สุดท้ายก็กลับไปเป็นภาระของลูกหลานไทยในอนาคต ดังนั้น เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของแหล่งเงินด้วยว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร มีความเหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้ข้ออ้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานเพื่อกู้เงิน
ส่วนมีข้อมูลหลักฐานบ่งชี้หรือไม่ว่า อาจเป็นการเอื้อให้กับบริษัทรับเหมารายใดรายหนึ่งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ขอให้รอดูการอภิปราย ซึ่งตนได้เห็นเนื้อหาบางส่วนไปบ้างแล้ว ก็จะทราบข้อมูลมาว่ารัฐบาลเตรียม 200,000 ล้านบาทหลัง ตกลงแล้วมันช่วยเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่เตรียมหรือไม่ หรือว่ากลายเป็นเพียงโครงการที่ติดโซลาร์เซลล์
ไม่ว่าจะเป็นไฟข้างทางหรือติดโซลาร์ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นประโยชน์ ตนไม่ได้ปฏิเสธ แต่อย่างที่บอกว่าการช่วยประชาชนในการลดภาระค่าไฟฟ้า มีเงินกองทุนต่าง ๆ ช่องทางของงบประมาณอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ได้
ส่วนการจัดทัพขุนพลอภิปราย มีการจัดเตรียมใครไว้บ้างหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ทุกคนเป็นแม่ทัพของเราอยู่แล้ว ไม่ขอเอ่ยชื่อใครเป็นพิเศษ ขอให้รอติดตาม
เมื่อถามย้ำว่าการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินเป็นการซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ระบุว่า ขอให้รอของจริงดีกว่า ในส่วนของวันนี้เป็นการเตรียมอภิปรายในส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเราอยากเห็นวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง ซึ่งประเทศไทยกำลังมีปัญหาวินัยการเงินการคลัง จึงอยากเห็นการลงทุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ขอให้ทุกคนรอติดตาม
เตือนรัฐบาล ฝ่ายค้านจับตาดูปมแต่งตั้งโยกย้าย ขรก. หากทำผิดเจอซักฟอกแน่
นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ถึงคำสั่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยว่า มีการวิเคราะห์บางส่วนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในลักษณะนี้ ช่วงเวลานี้จะเกี่ยวข้องกับบริบททางการเมือง เช่น กำลังจะเข้าสู่การซักฟอก นักวิเคราะห์ต่าง ๆ ก็วิเคราะห์กันไป ตนเองให้ความเห็นแทนรัฐบาลไม่ได้
เมื่อถามว่าการโยกย้ายตำแหน่งหลายคนมองว่าเป็นการวางอำนาจทางการเมือง รวมถึงเพื่อเคลียร์คดีด้วย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกการแต่งตั้งโยกย้ายต่าง ๆ ควรเป็นไปตามวิธีการที่ถูกต้อง คัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง
หากเทียบเคียงกรณีที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น ช่วยน้ำเงินด้วย โดยการแต่งตั้งโยกย้ายแก่ข้าราชการที่อยู่ในสายมหาดไทยในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา สังคมก็ตั้งข้อสงสัยว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ อาจนำมาซึ่งความช่วยเหลือรัฐบาลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ส่วนนี้ฝ่ายค้านก็จับตาดูอยู่ ถ้ามีการกระทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราก็ยังมีเวทีใหญ่ เช่น เวทีซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรออยู่แล้ว