วันที่ 28 ส.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง “วิกฤติศรัทธา องค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก”
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ในการทำงานทางการเมืองมา 30 ปี เมื่อถูกถามถึงความล้มเหลวที่เป็นรูปธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไทย ตนจะตอบว่าความล้มเหลวคือ หลักความรับผิดชอบของนักการเมือง ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หลายคนคงสงสัยว่าทำไมประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบรัฐสภา จึงได้มีการตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย เพราะว่าในประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภานั้น หลักความรับผิดชอบเกือบทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ไปอยู่ที่รัฐสภา และไปอยู่ที่ศาลยุติธรรม แต่สิ่งที่เราได้เห็นมาโดยตลอดคือว่า ในขณะที่เราเอารูปแบบของการปกครองในระบบรัฐสภามานั้นประเพณีหรือวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับหลักของความรับผิดชอบ เราลืมเอามาด้วย
ทั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว หลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมาผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา ผ่านเหตุการณ์พฤษภา ปี 35 เราก็เริ่มที่จะมีความมั่นใจว่า กลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตย แต่ตั้งแต่ปี 35 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่า ได้กลไกนี้มาแต่เหมือนถูกใช้ในลักษณะที่ใช้คำว่าเสียงข้างมากลากไป หลังจากนั้นมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะสามารถมาตรวจสอบถ่วงดุลนักการเมืองที่ใช้อำนาจหรือเข้ามาโดยไม่ชอบได้ พอวันนี้เกิดวิกฤตศรัทธา มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดว่าก็ลบทิ้งมันไปทั้งหมด ให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งตนไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดขึ้นมีกลไกตัวนี้เข้ามา ในช่วงแรกกองเชียร์เยอะมาก แล้วก็เห็นผล ป.ป.ช. เล่นงานนักการเมืองใหญ่คนแรกคือเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้น กกต. แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก เลือกแล้วเลือกอีก คนยังเชียร์บอกว่า ให้ใบเหลืองไม่พอ มีใบแดงด้วย ก็ไปแก้ให้สามารถให้ใบแดงได้ ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่เสร็จแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการในการที่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งในกรณีของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ความหวังในเชิงอุดมคติว่า ทำระบบการเลือกตั้งโดยตรงแล้วจะปลอดจากการเมือง หรือเข้ามาแล้วจะปลอดจากการเมือง ก็ถูกพิสูจน์ว่ามันไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันมีการเข้าไปแทรกแซง
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 50 ก็พยายามจะแก้เรื่องนี้ ไปมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็สร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา เลือกตั้งส่วนหนึ่ง สรรหาส่วนหนึ่ง ก็ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ
พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันนี้ไปอีกขั้นเลย เพราะว่านอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหาร เข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว เตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเอง และก็เป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระซึ่งยังดำรงอยู่ในขณะนั้นได้เอง แล้วมาต่อเนื่องด้วยการทำระบบการเลือก สว. ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก เพราะไม่เชื่อว่าจะมีที่ไหนใช้ แล้วในที่สุดกลไกการแทรกแซง วันนี้มาถึงจุดที่มันเรียกว่า ครบวงจรก็คือสามารถที่จะมีกลุ่มคน วางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภา เพื่อสามารถจะเป็นผู้ส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งเข้าไปมีอำนาจในฝ่ายบริหาร ความครบวงจรที่ตนพูดก็เกิดขึ้น
นายอภิสิทธิ บอกอีกว่า เพราะฉะนั้นที่มาของปัญหา และที่มาของตัวองค์กรอิสระ คือหัวใจ ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากปัญหาที่มาและการแทรกแซงตรงนี้ ปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ก็ต้องขออภัยว่าอาจจะเป็นปัญหาของสังคมเรา เมื่อมีหน่วยงานอย่าไปว่าองค์กรอิสระเลยนะ หน่วยงานไหนก็ตาม อยู่ไปสักพักก็จะขยาย อาณาจักร และปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจากข้างนอก ฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหาว่า ที่มาอาจจะถูกยึดกุมแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระ หรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระ มันกลายเป็นเรื่องยากมาก
“กระบวนการในการทำงานขององค์กรอิสระ สำหรับหลายๆ คนโดยเฉพาะคนข้างนอก กลายเป็นกล่องดำ มีอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาได้ มีองค์กรที่สามารถวินิจฉัย เหมือนจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ มีการรับเรื่องราวร้องเรียน ตัดสินไปแล้ว ไม่แถลงข่าวก็ได้ ไม่แจ้งผู้ร้องก็ได้ จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่า ทำไมวันนี้เราถึงมาพูดในเรื่องของวิกฤตศรัทธา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับทางออกเรื่องนี้ ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ตนเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันถึงวันนี้ว่าตนยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง ตราบเท่าที่นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไม่สามารถที่จะสร้างความศรัทธาหรือความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้
แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งยังคงมีอุปสรรคอยู่มากมาย จนทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติ 2 ส่วน คือ 1. เรื่องของที่มาขององค์กรอิสระ 2. ที่มาของวุฒิสภา ซึ่งน่าจะยังต้องเป็นองค์กรที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้ที่คัดสรรองค์กรอิสระ และ 3. กลไกใดที่มันบิดเบี้ยว เช่น กรณีที่รัฐธรรมนูญปี 60 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มาสร้างอุปสรรคในการตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ทั้งนี้ถ้าสมมติว่าเรื่องรัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องยากเกินไป ก็คงต้องดูว่า รัฐธรรมนูญอนุญาตให้เราตราบรรญัติ หรือทำอะไรได้บ้าง ในการทำให้กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ สามารถถูกตรวจสอบและมีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา
“แต่เราอยู่เฉยไม่ได้ถ้าเราอยู่เฉย วันนี้ถ้าสมมติเราบอกว่า พรรคการเมือง จะโดยเปิดเผยหรือแอบ มายึดครองวุฒิสภา มาส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ แล้วองค์กรอิสระก็ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหารไม่ให้วุฒิสภาผิด แล้วก็ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาก็ยืนขวางอยู่ ผมก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ คนเหล่านี้กำลังใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือเปล่าเพราะหลักของประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้ง แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อประชาชน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว