โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" ในช่วงเช้า เป็นเวทีของอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ 3 ราย มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และนายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.พรรคก้าวไกล ร่วมเสวนา
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอเริ่มต้นด้วยการต่อว่าผู้นำฝ่ายค้านฯ ว่าเอาประธานวิปฝ่ายค้านมาเชิญตน
และที่ตนตอบรับ เพราะจะได้พิสูจน์ว่าที่นายกฯ พูดความจริงหรือไม่ว่าอาหารที่โรงแรมพูลแมนอร่อยหรือไม่ ตนเลยตอบรับ ในที่สุดตนไม่ได้พิสูจน์ แต่เมื่อตกปากรับคำไปแล้วก็ต้องมา
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เบื้องต้นให้กำลังใจทุกคนที่เป็นฝ่ายค้าน แม้แต่ช่วงที่ตนเป็นฝ่ายบริหารก็ให้กำลังใจฝ่ายค้านเสมอ เพราะการจะดูว่าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่ดูว่ามีฝ่ายค้านหรือไม่ ถ้าไม่มีฝ่ายค้านนั่นคือการรวบอำนาจ
และที่ต้องให้กำลังใจ เพราะแม้ถึงทุกวันนี้สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอม ให้อภัยต่อกัน สังคมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่ยอมรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เราจะได้ยินคำพูดเสมอว่าทำไมฝ่ายค้านต้องค้านทุกเรื่อง หรือทำไมค้านอย่างเดียว
แต่โดยข้อเท็จจริง ถ้าใครดูเวลาเราทำหน้าที่ในสภาฯ กฎหมายต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ลงคะแนนให้ ไม่ได้คัดค้าน แต่ว่าเวลาฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาลก็ไม่เป็นข่าว เพราะฉะนั้นคนก็ต้องรับรู้บทบาทของฝ่ายค้านแค่เวลาที่เห็นต่าง นั่นคือคุณค่าของการเป็นฝ่ายค้าน
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อถูกถามว่ามีความกังวลหรือไม่กับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ก็ต้องตอบว่ามีความกังวลอย่างมากกับสภาพบ้านเมืองและระบบการเมืองปัจจุบัน สมัยหนึ่งเรากลัวเรื่องการรวบอำนาจในแง่ที่ว่า เสียงข้างมากในสภาถ้าอยากจะทำทุกเรื่อง เหมือนกับสภาดูไม่ค่อยมีความหมาย ซึ่งความจริงระบบของเราก็แปลก เพราะในต่างประเทศ
รัฐบาลในระบบรัฐสภาเขามักจะมีประเด็นที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น กฎหมายงบประมาณ อภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาก็ต้องขีดเส้นใต้ 3 เส้นว่า สส.รัฐบาลเอาตามนั้น แต่อีกหลาย ๆ เรื่อง เขาจะบอกว่าถ้าสมมุติว่าเห็นต่างจากรัฐบาลหรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน หรือฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาล ก็ไม่ต้องลงคะแนนแบบบีบบังคับด้วยมติพรรค อย่างที่เราเห็นเกือบทุกครั้ง
ในประเทศไทยที่มีการลงมติ แต่นั่นคือเฉพาะในสภา เราเอากลไกการตรวจสอบสมดุลไปอยู่ข้างนอกสภา โดยใช้สิ่งที่เรียกว่าองค์กรอิสระ ที่มีการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาโดยหวังว่าเป็นอิสระ แต่ใช้กลไกวุฒิสภาในการเชื่อม
ซึ่งประสบปัญหามาทุกยุคทุกสมัย เอาเข้าจริงเริ่มต้นเป็นกลาง ทำไปทำมาไม่เป็นกลาง และเริ่มสร้างเครือข่ายที่น่ากลัว คือไปไกลจนเห็นปรากฏการณ์ในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่าการตรวจสอบยากมาก
"เมื่อวานผมจึงพูดเป็นเหตุการณ์สมมุติว่า ถ้าพรรคการเมืองไปยึดวุฒิสภา เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย แล้ววุฒิสภาก็ส่งคนไปอยู่ในองค์กรอิสระ แต่ว่ารัฐบาลทำผิด องค์กรอิสระก็ไม่ตรวจสอบ กลายเป็นใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ผมพูดเป็นเหตุสมมุติ แต่ไม่ทราบว่านายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบผม ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า คือพอเป็นอย่างนี้ เหมือนที่ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่าทำไปแล้วจะเป็นไปได้หรือ สิ่งที่ตนอยากบอกคือกังวลในสภาพบ้านเมือง แต่ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนายแพทย์ชลน่านจะยืนยันได้ว่า ในช่วงที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยมีหลายสถานการณ์ที่ค่อนข้างใหญ่โต แต่ตนขอไม่พูดเรื่องเก่า
สิ่งหนึ่งที่ในพรรคประชาธิปัตย์ของเราพูดเสมอ คือต้องทำหน้าที่ และเราก็พร้อม เพราะตอนนั้นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผชิญหน้ากับตำรวจด้วยความเสียเปรียบทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็ไม่น่าเชื่อว่าเกิดเหตุที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "เพราะฉะนั้นไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้ แม้ว่าครั้งที่หนึ่งไม่ได้ผล ครั้งที่สองก็ยังไม่ได้ผล แต่ถึงที่สุดผมยังเชื่อว่าไม่มีใครจะยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่กับความไม่ถูกต้อง"
"ส่วนหนึ่งที่ผมไม่กังวลตรงนี้ก็มาจากอดีตผู้นำฝ่ายค้าน คือ นายกฯ ชวน หลีกภัย เพราะตอนที่ผมเข้ามาเป็น สส.ใหม่ ๆ ก็เกิดเรื่องที่ตอนนั้นมีการใช้คำว่ายึดตุลาการ มีการเสนอต่ออายุประธานศาลฎีกา ผมก็ปรารภกับนายกฯ ชวนว่าจะไหวหรือไม่ ถ้าเขายึดอย่างนี้ ท่านบอกว่าให้ทำหน้าที่ไป มันไม่มีทาง ไม่มีใครที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนบนความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม ผมจึงยึดถือในทางนี้มาตลอด" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ยังระบุว่า ยังขำอยู่ว่าเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่จัดเวทีของคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ก็มีประชาชนจำนวนมากที่มีเรื่องจะระบายและไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังขำกับคำพูดของนายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. บอกว่า "ใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรที่ต่ำกว่านี้แล้ว ต่ำสุดแล้ว มันมีแต่จะต้องดีขึ้น"