ที่อาคารรัฐสภา บนเวทีผู้นำฝ่ายค้าน "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" ช่วงวงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดย 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน เริ่มต้นพูดถึงความกังวลเรื่องกลไกสภาในการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเรื่องของการล้มล้างการปกครอง ทำให้ตนเองนึกถึงเหตุการณ์ที่ กกต. ร้องยุบพรรคก้าวไกลว่าล้มล้างการปกครอง
กรณีการหาเสียงทำนโยบายเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นฟ้ากับเหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะวันนั้น กกต. ใหญ่ไม่รอความเห็น ไม่รอสำนวนจากคณะไต่สวนและสืบสวนของตนเอง พร้อมอ้างว่ามีความปรากฏแล้ว ไม่ต้องรอกระบวนการตามขั้นตอนก็ได้ กกต. ใหญ่สามารถพิจารณาและส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เลย
จึงตั้งคำถามว่า เรื่องโกง สว. มีความปรากฏหรือไม่ ซึ่งมีความปรากฏตั้งแต่ที่เมืองทองแล้ว ทำไมความปรากฏถึงช้าจัง ซึ่งจะรอดูว่าวันที่ 14 กันยายนจะเป็นอย่างไร
นายชัยธวัชกล่าวย้อนไปถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งขณะนั้นมีความหวังว่า ในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเยอะไปหมด ในรูปแบบองค์กรอิสระที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย ด้วยหลักคิดที่ว่า ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ ซึ่งการออกแบบให้มีองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็เพื่อนำมาตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล
แต่มาถึงวันนี้ในภาพรวม ยังพบว่ายังมีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล มีทุจริตคอร์รัปชัน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กลไกองค์กรอิสระที่เราเชื่อมั่นว่าจะมาจัดการการใช้อำนาจฉ้อฉล แต่ดันมาใช้อำนาจฉ้อฉลเสียเอง จึงเกิดคำถามว่าจะตรวจสอบอย่างไร แม้ดูเหมือนว่าจะมีกลไก แต่ก็เป็นเรื่องยาก แม้แต่การที่ประชาชนจะต้องตรวจสอบองค์กรอิสระเหล่านั้น ก็มีอำนาจในการตรวจสอบน้อยลงทุกที
ถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนกัน เพื่อผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คดีฮั้ว สว. โกง สว. จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่า เราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด
นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า ในอดีตสังคมตั้งใจจะตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างไร แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ที่มีการทำรัฐประหาร จนถึงปี พ.ศ. 2557 ที่มีการทำรัฐประหารอีกรอบ และจนถึงปัจจุบัน คิดว่าเราตระหนักได้แล้วว่า ผู้ที่มีอำนาจและใช้อำนาจสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยนั้น ไม่ได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น เราต้องตรวจสอบกลไกการใช้อำนาจกับทุกคน และทุกองค์กรที่มีอำนาจ เพราะนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และผู้มีอำนาจที่อยู่หลังม่าน ปวดหัวเสียจริง ๆ
นายชัยธวัชยอมรับว่า ตนเองมีความกังวลมานานแล้วกับเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งกังวลมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญ 2560 ยุค คสช. ที่ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่งมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน แถมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย จึงอยากถามกลับว่า ทำไมเพิ่งมากังวลเรื่องนี้กัน เพราะก่อนหน้านี้ไม่ต้องมาโกงให้เหนื่อย ตั้งเอาดื้อ ๆ เลย ซึ่งวันนี้มีการโกง ทำให้เรารู้สึกร้อนใช่หรือไม่ ทนไม่ได้ แต่ขอทวนความจำ "ไอ้ไม่โกง แต่ตั้งเอาดื้อ ๆ ไม่กังวลหรือ"
ซึ่งตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันไม่ใช่แค่วิกฤตเรื่องกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น เพราะคดีโกง สว. เป็นหนึ่งในวิกฤตที่แสดงถึงระบอบประชาธิปไตยของไทยจากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงิน ที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมือง ตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา
นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า องค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ และ สว. ภายใต้ระบอบการเมืองหลังปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกที่ออกมากำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน
ดังนั้น จึงไม่แปลกว่ากลไกเหล่านี้จะทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง เช่น ป.ป.ช. จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งลองไปถามอดีต สส.พรรคพลังประชารัฐดูว่าถูกแบล็กเมลเรื่องอะไร และพอวันหนึ่งไม่มีอำนาจ หรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีก็จะกลับมาเดินใหม่
"มันเอาไว้ควบคุมกำกับใช่ไหมครับ ใครเชื่องรอดไป รอไว้ก่อน ใครไม่เชื่องจัดการ ลองดูศาลรัฐธรรมนูญ ใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่องตัดสิทธิ ยุบพรรค ถูกไหมครับ" นายชัยธวัชกล่าว
นายชัยธวัชกล่าวว่า วันนี้ สว. ที่มาจากการโกง แม้ไม่ได้มีอำนาจในการเลือกนายกฯ แต่ก็ถือว่าเป็นแกนกลางของการกำกับควบรวมอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน เพราะ สว. สามารถเลือกองค์กรอิสระได้ ซึ่งถือว่า สว. เป็นหัวใจที่สำคัญมากของกลไกดังกล่าว
และอีกหน้าที่ของ สว. คือการไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ ซึ่งเห็นได้ว่ามีความพยายามทุกวิถีทาง มีการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อได้เสียงข้างมากใน สว. เพื่อพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งใช้ทุกวิถีทางถึงขั้นบอกว่า "เราทำเพื่อข้างบน"
ดังนั้น หากไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ จะกระทบระบอบประชาธิปไตย และกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข