ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีหากผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดนี้ เปิดเผยเพียงตัวเลข แต่ไม่เปิดเผยรายชื่อบุคคล โดยระบุว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมารวมตัวกันในวันนี้ คือความต้องการให้องค์กรอิสระอย่าง กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเดินทางมาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกับ สส. ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ซึ่งไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง
โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้อง ประการแรกคืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และประการที่สอง หากต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ดังนั้น ไม่ว่าคำวินิจฉัย คำตัดสิน หรือมติของ กกต. จะออกมาในลักษณะใด นายณัฐพงษ์มองว่า ความโปร่งใสยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ส่วนกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์เมื่อคืนวันที่ 12 ก.ย. แสดงความคิดเห็นต่อกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยช่วยเดินหน้าตรวจสอบและจัดการปัญหาการโกงเลือกตั้ง สว. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่ทุกคนออกมาส่งเสียงเรียกร้องในวันนี้ ไม่ใช่การเรียกร้องในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง และไม่ได้ต้องการเรียกร้องต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนออกมาเรียกร้อง คือการต้องการระบบตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนและเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นและเชื่อถือได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำหน้าที่ของ กกต. อย่างตรงไปตรงมา โดยหลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะและอยู่ในสายตาของประชาชน ทำให้ทุกคนเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กระบวนการเลือก สว. มีการโกงเกิดขึ้นจริง ดังนั้น สำหรับ กกต. ในเวลานี้ สิ่งที่เหลืออยู่คือการส่งรายชื่อทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครถูกหรือใครผิด
นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ไม่อยากให้มองประเด็นการโต้ตอบกันในวันนี้ว่าเป็นการเรียกร้องระหว่างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะทุกคนเดินทางมาในฐานะประชาชน และประชาชนมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการออกมาแสดงพลังและส่งเสียงเรียกร้อง รวมถึงให้กำลังใจ กกต. เพื่อให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด
เมื่อถามว่าหากสมมุติมติของ กกต. มีการฟ้องร้องไม่ถึง 10 คน ฝ่ายค้านจะดำเนินการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมง โดยจากข่าวที่ติดตาม กกต. จะมีมติออกมาในช่วงเช้า และจะแถลงในช่วงบ่าย ดังนั้น วันนี้อยากให้ประชาชนทุกคนออกมารวมตัวและแสดงพลังในการใช้สิทธิและเสรีภาพของตัวเอง ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อเรียกร้องให้องค์กรอิสระอย่าง กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ควรปล่อยให้สิ่งที่มองว่าเป็นวิธีการโกงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถูกปล่อยผ่านไปโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนออกมารวมตัวและแสดงพลังกันอย่างมาก
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การใช้อำนาจหน้าที่ของ กกต. ย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่ขณะนี้ยังไม่อยากให้มองไปไกลถึงขั้นนั้น เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง พร้อมส่งเสียงเรียกร้องอีกครั้งให้ประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเดินทางมายังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมแสดงพลังและเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด
นอกจากนี้ นายณัฐพงศ์ ยังฝากคำอวยพรเนื่องในวันเกิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า “สำหรับผม ก็ในโอกาสวันเกิดของนายกรัฐมนตรี ถ้าวันนี้ท่านนายกฯ เองบอกว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่านและก็พรรคภูมิใจไทย ก็คือ ส่งเรื่องนี้ แสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่าตัวท่านบริสุทธิ์ ผมคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด”
“รัดเกล้า” เตือน กกต. หากไม่ส่งฟ้อง มาตรา 157 รออยู่
ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมและลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันพรุ่งนี้ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ คือเชื่อว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง กกต. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญและเป็นหัวใจในการปกป้องประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่วันนี้เห็นกันแล้วว่าการทำงานของ กกต. ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าล่าสุด พบว่าในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด กกต. เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสต่ำที่สุด
นางรัดเกล้า ย้ำว่า วันพรุ่งนี้จึงเป็นวันสำคัญที่ กกต. จะต้องฟื้นฟูความศรัทธาจากประชาชนต่อตัวองค์กรให้ได้ เพราะหน้าที่และบทบาทของ กกต. ไม่ว่าจะอย่างไร ก็หนีไม่พ้นเรื่องการยื่นเรื่องคดีฮั้ว สว. เข้าสู่การพิจารณาของศาล และ กกต. เองไม่ได้มีบทบาทหรือหน้าที่ในการพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่เมื่อมีเรื่องที่เชื่อได้ว่ามีมูล และเมื่อประชาชนมารวมตัวกันแสดงออกถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต. จะไม่ส่งเรื่องเข้าสู่ศาล แต่หากในวันพรุ่งนี้ การตัดสินใจของ กกต. ยังคงยืนยันที่จะไม่ส่งเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ศาล มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็คงจะรอ กกต. อยู่ จึงขอให้ กกต. ตัดสินใจให้ดี เพราะพวกเราและประชาชนคนไทยกำลังรออยู่
ส่วนเสื้อที่ตนเองสวมใส่มาในวันนี้ ซึ่งมีหมายเลข 7-157 นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการใช้เป็นตัวเลขเพื่อมาเตือนสติ กกต. ว่าการทำงานของ กกต. ในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดย 157 คือมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ส่วนเลข 7 ตัวแรกมีที่มาอย่างไร ให้กลับไปคิดเอาเองแล้วกัน
“พริษฐ์” ลั่นคดีฮั้ว สว. “ไม่จบแน่นอน”
ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่มาร่วมงานกิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง สว. 229” ว่า มาร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในคดีโกง สว. ซึ่ง กกต. จะมีการลงมติในวันพรุ่งนี้ โดยตนสื่อสารมาโดยตลอดว่า หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง กกต. ควรจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในกระบวนการโกง สว. ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่เสนอให้สั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างสิ้นสงสัย และพิพากษาว่าใครบ้างใน 229 คนที่ผิดหรือไม่ผิด
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุผลหลักมี 2 ข้อ ข้อแรก คือเห็นว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกง สว. ไม่ว่าจะเป็นโพยใบสั่ง บอร์ดการลงคะแนน หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หรือแม้กระทั่งประวัติการโทรศัพท์ โดยรวมแล้วเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่ กกต. สามารถสั่งฟ้องไปที่ศาลได้ หากเทียบกับมาตรฐานการทำงานของ กกต. ในอดีต จะเห็นว่าเมื่อปีที่แล้ว กกต. เคยมีการสั่งฟ้องไปที่ศาลในคดีที่มีเพียงข้อความไม่กี่ข้อความในแชตไลน์ ซึ่งเป็นการแลกคะแนนและจับคู่กัน โดยไม่มีการเสนอเรื่องเส้นเงินหรือผลประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงมองว่าหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. ครั้งนี้ มีความชัดเจนกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยสั่งฟ้องไปที่ศาลด้วยซ้ำ
ส่วนเหตุผลที่ 2 คือเห็นว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ในสถานะที่มีการขัดกันของผลประโยชน์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กกต. 4 คนดังกล่าวเข้ามาเป็น กกต. ได้ ก็เพราะได้รับการรับรองจาก สว. ชุดเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น กกต. 4 คนนี้ไม่ควรใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับรองให้ กกต. ทั้ง 4 คนเข้ามาดำรงตำแหน่ง และการสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิพากษา ก็น่าจะทำให้ กกต. 4 คนนี้หลุดพ้นจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ดีที่สุด ด้วย 2 เหตุผลนี้จึงเห็นว่า กกต. ควรมีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไปที่ศาล
ส่วนหาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย จะเดินหน้าอย่างไรต่อ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน แต่ในช่วงเวลาที่เหลือประมาณ 20 กว่าชั่วโมง ยังไม่อยากให้คิดไกลเกินวันที่ 14 ในเวลานี้อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันส่งเสียง รวมพลังกันเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น โดยอยากให้โฟกัสตรงนี้ก่อน ยืนยันว่า ในเชิงหลักการ หากมีการยกคำร้อง หรือตัดทอนไม่ให้เรื่องของใครไปถึงศาล ทั้งที่หลักฐานชัดเจนเพียงพอ เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน
ส่วนหาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย ในฐานะที่เดินหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอดจะผิดหวังหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องความรู้สึกของตนที่เป็นสิ่งสำคัญ แต่หากคดีการโกง สว. หรือการโกง สว. ที่เกิดขึ้น กระทำสำเร็จ หรือการโกง สว. สำเร็จโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่กังวลคือประเทศไทยจะกลายเป็นสถานการณ์ที่มีระบบการเมืองที่เสื้อสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับอนาคตประเทศ จึงมาร่วมกันเรียกร้องไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็น
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า หาก กกต. มีคำสั่งฟ้องจริง จะเปิดเผยเพียงตัวเลขว่าสั่งฟ้องกี่คน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อว่าใครถูกฟ้องบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า หวังว่าจะไม่ใช่ความจริง เพราะประการแรก หาก กกต. ลงมติอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องกังวลใจที่จะอธิบายกับสังคมว่าเหตุใดจึงลงมติเช่นนั้น ทำไมถึงสั่งฟ้องใคร หรือทำไมถึงไม่สั่งฟ้องใคร หาก กกต. มีความพยายามปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวเอง ก็ยิ่งสื่อให้เห็นว่า กกต. อาจทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่
ประการที่สอง เข้าใจว่าสโลแกนของ กกต. ในขณะนี้มีคำว่าโปร่งใส ซึ่งการกระทำต้องสอดคล้องกับคำพูด ดังนั้น หาก กกต. ทำงานด้วยความโปร่งใสจริง สิ่งพื้นฐานที่สามารถทำได้คือการชี้แจงกับประชาชนถึงรายละเอียดและเหตุผลในการลงมติที่เกิดขึ้น
ส่วนสิ่งที่อยากสื่อสารถึง กกต. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อยากให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต. 4 คนในวันนี้ เข้ามาเป็น กกต. ได้เพราะถูกรับรองโดย สว. ที่อยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่อยากให้ กกต. นึกถึงการตอบแทนบุญคุณคนที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งทุกวันนี้ แต่อยากให้นึกถึงอนาคตประเทศ นึกถึงหลักการทางกฎหมาย และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ ยังเปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พร้อมและเดินหน้าตามขั้นตอนและกรอบเวลาที่วางไว้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำตัวญัตติ และคาดว่าจะยื่นได้ภายในกรอบเวลาเดิม คือเดือนกันยายน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมว่ารัฐมนตรีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายมีใครบ้าง รวมถึงข้อกล่าวหาที่จะเขียนเข้าไปในญัตติว่าจะมีข้อกล่าวหาอะไรบ้าง โดยคาดว่าจะยื่นได้ภายในเดือนกันยายน และการอภิปรายจะเกิดขึ้นประมาณเดือนตุลาคม